ห้วงเวลาแห่งเทพนิยาย : เขาไม่ใช่เจ้าชาย & เธอไม่ใช่ซินเดอเรลล่า บทที่ 2

กระทู้สนทนา
ห้วงเวลาแห่งเทพนิยาย: เขาไม่ใช่เจ้าชาย & เธอไม่ใช่ซินเดอเรลล่า

บทที่ 1 http://pantip.com/topic/36786006

=====================================

บทที่ 2

สุกฤตยิ้มแก้มตุ่ยเก๊กกุลสตรีอยู่นาน

เมื่อลาชายหนุ่มผู้นั้นเรียบร้อยและออกมาข้างนอกจนถึงอาคารจอดรถ เท่านั้นแหละ...ชายไม่แท้ก็เริ่มสะกิดเธอด้วยแรงสัตว์ป่าทันทีโดยไม่ดูเลยว่าจะทำให้คนตัวเล็กอย่างเธอบาดเจ็บเอาได้ง่ายๆ

“อู้ย...หล่อสุดๆ หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อปราบมารสะท้านพิภพเลยนังหล่อน! หล่อกว่าในรูปเยอะเลยนะนี่” คุณซี้เธอเริ่มเข้าโหมดพร่ำเพ้อ “นี่ถ้าเขาไม่ได้มากับแม่ชะนีงามนามไฮโซนางนั้นนะ ฉันจะฟันธงเลยว่าการพบกันครั้งนี้มันสุดแสนจะโรแมนติกเลยเชียว”

“คุณสุกฤตพูดอย่างกับรู้จักเขาอย่างนั้นแหละ” ตีรณาฟังด้วยสีหน้างงๆ

“ต๊าย! ยายตี้! หล่อนมัวไปมุดรูอยู่ที่ไหนมา ก็คุณปรานต์ไง ไฮโซที่มีข่าวอยู่บ่อยๆ น่ะ”

หญิงสาวฟังแล้วก็ได้แต่ทำตาปริบๆ เธอแทบไม่เคยดูรายการข่าวสังคม หรือนิตยสารหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับไฮโซอะไรแบบที่ว่านั่นเลยสักครั้ง แล้วจะไปรู้จักได้อย่างไร

“แล้วไงล่ะ”

“โอ๊ย...ยายลูกกะตาไร้สกุล!” เสียงกรีดร้องอย่างขัดใจด้วยน้ำเสียงปานช้างถูกเชือดโหยหวนลั่น “ทั้งหล่อ ทั้งสูง ทั้งล่ำ พ่อก็รวย ปากหวาน หน้าก็ดูไม่โง่ไง ไม่เห็นหรือไงว่าสูทเขาที่หล่อนยืมน่ะยี่ห้ออะไร นาฬิกาที่เขาใส่น่ะแพงหูฉีกขาดกระจุยแค่ไหน หล่อนไม่เข้าใจเหรอว่าฉันหมายความว่ายังไง”

“ไม่” ตีรณาส่ายหัวหวือ

จะไปรู้ได้ยังไงว่าสูทเขายี่ห้ออะไร...เธอเคยใส่สูทของผู้ชายเสียที่ไหนกันล่ะ

“กรี๊ด! ฉันชักเหนื่อยแล้วนะ” สุกฤตตบหน้าผาก ทำตาเหลือกใส่หญิงสาวที่ทำหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ประดุจก้นทารกแรกเกิด “นั่นน่ะ...เจ้าชายในฝันของผู้หญิงชัดๆ เลยนะยะ ฉันถึงบอกไงน่าเสียดายที่เขาควงผู้หญิงคนนั้นมาด้วย ไม่งั้นฉันจะสับขาหลอกตีหัวยัดใส่ถุงหอบมาด้วย แต่จะว่าไป...”

มือใหญ่อวบทำท่าลูบคางตั้งข้อสังเกตหลังจากเงียบไปสักพักอย่างครุ่นคิด

“เขาเองก็เจ้าชู้ไม่เบาเหมือนกันนะ เพราะผู้หญิงคนไหนที่ตาไม่ถั่วก็เห็นเหมือนกับที่ฉันเห็นคุณสมบัติเขานั่นแหละ นี่ก็อุตส่าห์ทิ้งนามบัตรไว้ให้ ถ้าเกิดเขาหน้ามืด เอ๊ย! อารมณ์เปลี่ยวขึ้นมาเผื่อจะโทรมาหาฉันบ้าง”

อ้าว...ไปให้นามบัตรเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย ทำไมเธอไม่เห็น

เอาเถอะ...ขี้เกียจคิด

หลังจากนั้นเพื่อนฉิงพรรณนาอะไร ตีรณาก็อือออฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา คร้านจะเถียงด้วย เป็นเรื่องปกติมากถึงมากที่สุดเมื่อเวลาตกอยู่ในห้วงฝัน สุกฤตเจอใครก็เอาไปเพ้อได้หมดนั่นแหละ โดยเฉพาะเรื่องที่เอาไปเกี่ยวกับนิทานซินเดอเรลล่าซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้มาเป็นสิบๆ ปี

หญิงสาวไม่สนใจจะฟังเพราะเพียงขึ้นรถได้ไม่ถึงห้านาที เธอก็ผล็อยหลับไปตามระเบียบ

ร่างบางผงกศีรษะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีอย่างงัวเงียก็ตอนที่รถเลี้ยวเข้ามาส่งเธอที่อพาร์ทเมนท์ และจอดดับเครื่องเรียบร้อย หญิงสาวชันกายลุกขึ้นนั่งพลางบิดขี้เกียจอีกเล็กน้อย

“คุณสุกฤตจะขึ้นบ้านด้วยหรือเปล่า”

เพื่อนเธอส่ายหัว “ไม่ล่ะ ขี้เกียจแล้ว”

“ตามใจ” ร่างเล็กทำท่าจะเปิดประตูลงจากรถ

“เออ...ตี้!” มือใหญ่นั่นดึงเธอไว้ก่อน “อาทิตย์หน้าฉันมารับหล่อนก็แล้วกัน สักหกโมงเย็นฉันจะมาหา นึกแล้วก็ตลกดีนะ ในกลุ่มพวกเรา ดูยังไงมันก็ต้องยกพวกขึ้นคานด้วยกันแน่ๆ กลายเป็นว่าดันขายออกคนแรกเลย อยากเห็นหน้าเจ้าบ่าวมันจริงๆ ว่าไปหลงผิดอีท่าไหนเข้า”

“คุณสุกฤตก็...ไปว่าเขา” เธอปราม “อ้อ! เสื้อตัวนี้เดี๋ยวฉันซักคืนให้อาทิตย์หน้านะ”

“ได้ งั้นไปละนะ”

รถของคุณสุกฤตจากไปอย่างรวดเร็ว ตีรณาเลยปิดปากหาวอีกรอบก่อนจะขึ้นไปยังห้องของตนเอง จัดแจงอาบน้ำแต่งตัวใหม่อีกครั้ง แล้วควานหายามาทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวก เรียบร้อยแล้วก็ล้มตัวนอนเขลงอยู่บนเตียงนุ่มกลิ้งเล่นสักพัก

นึกถึงเรื่องแต่งงานของเพื่อน ตีรณาก็นึกชื่นชมเพื่อนอยู่เหมือนกัน อยู่กินกับคนที่มาจากคนละครอบครัวได้ แค่เธอเปลี่ยนงานเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ได้ไม่กี่เดือนยังต้องมีเรื่องให้เสียความรู้สึกเลย แล้วนี่คนใหม่ที่ก้าวเข้ามาในชีวิตแล้วจะต้องอยู่กับคนคนนั้นไปจนตายกันไปข้างหนึ่งอย่างนี้ ชีวิตจะยุ่งเหยิงสักแค่ไหนกัน

เธอว่าอยู่เป็นโสดแบบนี้แหละดีแล้ว

==========================

อย่างที่โบราณว่าไว้ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน

หลังจากที่หญิงสาวแยกกับสุกฤตวันนั้น ชีวิตประจำวันอันแสนจำเจของตีรณาก็ดำเนินไป

ไปตามปกติ ปัญหาที่เกิดขึ้นในที่ทำงานแม้ว่าจะไม่ได้ดีขึ้น แต่เธอก็ทำใจได้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน จนกระทั่งเข้าสู่อาทิตย์ถัดมา เพื่อนเธอก็มาหาก่อนเวลานัดเยอะ

“ขอบใจฉันเสียนะยะยายตี้!” ร่างยักษ์นั่นเยื้องกรายมาดูสูงศักดิ์ราวนางพญา แต่ชุดที่เจ้าตัวใส่คือเสื้อเชิ้ตกางเกงผ้าและหอบหิ้วสูทสีเดียวกับกางเกงมาด้วยตัวหนึ่ง มีดอกไม้เล็กอยู่ที่หน้าอกเสื้อบ่งบอกความเป็นตัวของตัวเอง “วันนี้ฉันทำนิ้งไม่ได้ เลยมาแต่งสวยให้หล่อนแทน หล่อนรีบไปอาบน้ำเลยไป ฉันจะได้แต่งหน้าทำผมให้”

แน่นอน ของฟรีใครบ้างไม่เอา

ถ้าไม่นับว่าเป็นเพื่อนกัน ตีรณาคิดว่าเธอคงสู้ค่าตัวของเพื่อนสนิทไม่ไหวหรอก เพราะฉะนั้นโอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีด้วยกันบ่อยๆ หญิงสาวจึงยอมเป็นตุ๊กตาให้เพื่อนเล่นแต่งตัวได้ตามใจ

หญิงสาวมองกระจกดูเพื่อนซึ่งกำลังหนีบผมด้วยเครื่องมือให้กับเธอเงียบๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ ทีท่าคล่องแคล่วสมกับเป็นมืออาชีพ เธอก็เลยหาเรื่องชวนคุยแก้เซ็งเสียเลย

“นี่ฉันบอกหรือยังว่าแม่ฉันโทรมาอีกแล้ว”

มือใหญ่ของเพื่อนชะงัก สบตากลมของเธอผ่านกระจกเงาแล้วหลุบตาลงต่ำถามต่อ

“เรื่องเดิมอีกล่ะสิ”

“อือ...ก็สิ้นเดือนนี้คงส่งเงินไปให้นั่นล่ะ” ตีรณาเบ้ปากเล็กน้อย “จนถึงตอนนี้ฉันก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมพ่อถึงยอมแต่งงานด้วยนะ”

“เอาน่า...ผู้ใหญ่ก็มีเหตุผลของผู้ใหญ่ เราเคยพูดเรื่องนี้กันมาหลายครั้งแล้ว” สุกฤตใช้มุขเดิมปลอบใจเพื่อนเวลาที่ได้ยินเสียงบนพึมเกี่ยวกับเรื่องที่บ้านเธอ

“แล้วผู้ใหญ่ที่เห็นฉันเป็นธนาคารนี่เป็นผู้ใหญ่แบบไหนล่ะ” หญิงสาวขมวดคิ้วเปลี่ยนจากขาที่นั่งตรงเป็นไขว่ห้างกอดอกหน้าบึ้ง

ทั้งเธอและเพื่อนสนิทถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้มานาน มันเกิดจากที่แม่แท้ๆ ของเธอได้เสียชีวิตลง และพ่อก็แต่งงานใหม่ อ้อ...แต่ แม่เลี้ยงของเธอไม่ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายอย่างในนิทาน จริงๆ ออกจะใจดีแล้วก็ใจอ่อนด้วย ต่อมาไม่นานนักเธอก็มีน้องสาวคนหนึ่ง แต่ตีรณาไม่สนิทกับครอบครัวใหม่เท่าไรเพราะหลังจากที่แม่เสียชีวิตได้ไม่นาน หญิงสาวก็อัปเปหิตัวเองออกจากบ้านมาอยู่หอพักมหาวิทยาลัยแทน

ไม่ได้รังเกียจ...แต่บ้านที่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่มันมากเกินกว่าจะให้ใครคนอื่นเข้ามาแทนที่

หลังจากพ่อตายไปเมื่อสองปีก่อน แม่เลี้ยงของเธอซึ่งเป็นแม่บ้านธรรมดาได้รับส่วนแบ่งจากประกันชีวิตและมรดกเล็กๆ น้อยๆ เช่นเดียวกับเธอ แต่ความที่ไม่เคยทำธุรกิจด้วยตัวเองมาก่อน บวกกับความใจอ่อนเป็นเหตุทำให้ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายคราจนเงินที่มีอยู่ร่อยหรอลงไป แล้วในที่สุดก็ต้องขอความช่วยเหลือจากหญิงสาวเป็นประจำ

“แม่หล่อนก็ทำดีที่สุดแล้ว ตอนนี้ที่ร้านก็เริ่มไปได้ดีขึ้นไม่ใช่หรือ แค่ขาดเงินมาหมุนละมั้ง” เพื่อนรักยังไม่เลิกปลอบเธอ “แค่เขาไม่ติดการพนันก็ดีถมไปแล้ว อีกอย่างนั่นก็น้องหล่อนทั้งคนนะ”

“ฉันรู้” เธอถอนใจพลางมองกระจก นี่เธอดำดิ่งกับความคิดของตัวเองขนาดที่ว่าทำผมเสร็จแล้วยังไม่รู้ตัวหรือนี่

ตีรณายิ้มเมื่อเห็นเงาโฉมของตนเองยามที่เพื่อนเธอบรรจงแต่งหน้าแต่งตาให้ ภาพตรงหน้าคือใบหน้าเรียว คางเล็ก คิ้วค่อนข้างโก่ง ดวงตาโตหวาน ริมฝีปากเล็กคลี่ออกอย่างพอใจ เธอรู้ว่าหน้าตาตัวเองไม่จัดว่าขี้ริ้ว ทว่าความที่ไม่ค่อยชอบแต่งตัวก็เลยดูเหมือนซอมซ่ออยู่ตลอดเวลา กระนั้นเธอก็ชอบที่จะเป็นอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นมีแต่เรื่องวุ่นวายเข้ามาไม่รู้จบ

“ยิ้มอะไร” สุกฤตถามเพื่อนในขณะที่ป้ายลิปสติกที่เรียวปาก

“แค่คิดว่าฝีมือคุณสุกฤตไม่ตกเลย” ตีรณามองเงาในกระจกอย่างพอใจ หญิงสาวไม่ค่อยชอบดวงตาของตนเองเท่าไรนักเพราะมันใหญ่เกินเครื่องหน้าอื่นๆ ของเธอ แต่ด้วยฝีมือของเพื่อนทำให้รูปหน้าและส่วนอื่นๆ อย่างคิ้ว ตา จมูก แก้ม ปากดูมีสัดส่วนสวยงามกลมกลืนได้อย่างน่าชื่นชม

“เหมือนคุณสุกฤตแปลงนางก้นครัวให้เป็นเจ้าหญิงเชียว”

หญิงในร่างชายชะงักไปแล้วยิ้มให้เธออย่างมีเลศนัย

“หล่อนไม่รู้หรือว่าเวทมนตร์นางฟ้าน่ะมีจริง” เขาเก็บอุปกรณ์ไปด้วยพูดไปด้วย “แล้วคืนนี้แหละ ฉันจะทำให้เจ้าชายไม่มีทางมองข้ามหัวหล่อนแน่นอน!”

ตีรณายิ้มให้เพื่อนอย่างขบขัน จนแล้วจนรอดอีกฝ่ายก็สามารถโยงทุกอย่างให้เข้ากับเทพนิยายที่ตัวเองโปรดปรานจนได้ ทว่าวันนี้หญิงสาวไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วยนัก รูปโฉมที่ปรากฏในกระจกทำให้เธอไม่อยากให้เพื่อนที่อุตส่าห์ช่วยแต่งหน้าแต่งตัวให้ต้องเสียอารมณ์ไป
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่