แอร์ไลน์บักโกรก! พิษนํ้ามันพุ่ง 'บินไทย' ขาดทุน2พันล้าน



ปิดฉากครึ่งปีแรกธุรกิจท่องเที่ยว ผลประกอบการหดตัว แอร์ไลน์บักโกรก นํ้ามันพ่นพิษทำต้นทุนพุ่ง บินไทย อ่วมสุดพลิกจากกำไรมาขาดทุนกว่า 2 พันล้านบาท ไทยแอร์เอเชีย กำไรลดลงร่วม 48% ด้านไมเนอร์ กำไรหด ขณะที่ดิเอราวัณ ยังแกร่ง

จากการสำรวจของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่าการดำเนินธุรกิจด้านท่องเที่ยวของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่มีผลประกอบการที่หดตัว หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจการบินได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จากราคานํ้ามันอากาศยานเครื่องบินที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 60.47 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่ที่ 54.39 ดอลล่าร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และการที่ดอลลาร์อ่อนค่า ส่งผลต่อการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน

ต่อเรื่องนี้นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า การที่ไตรมาส 2 การบินไทยขาดทุน 5 พันล้านบาท สาเหตุหลักมาจากค่านํ้ามันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคานํ้ามันเฉลี่ยที่สูงกว่าปีก่อน20.1% ประกอบกับรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยตํ่ากว่าปีก่อน 10.9% จากการแข่งขันที่รุนแรงและการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมชดเชยค่านํ้ามัน



นอกจากนี้บริษัทและบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวรวม 575 ล้านบาท และมีผลขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงส่วนได้เสียในเงินลงทุนจำนวน 428 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทสายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) และการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 2.4 พันล้านบาท รวมถึงค่าซ่อมบำรุงอากาศยานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการของการบินไทยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ขาดทุนสุทธิ 2.05 พันล้านบาท พลิกจากที่มีกำไรสุทธิ 3.07 พันล้านบาท ในช่วงเดียวของปีก่อน

ด้านบริษัทสายการบินนกแอร์ จำกัด ได้แจ้งผลประกอบการพบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีการขาดทุนที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งแม้นกแอร์จะมีรายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้น 12.20% จากการปรับจำนวนเที่ยวบินภายในประเทศให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด และการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำไปจีน แต่จากราคานํ้ามันที่เพิ่มขึ้นกว่า 58.74% ส่งผลให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น12.77%

ขณะที่ธุรกิจโรงแรม หากเป็นผลประกอบการในไทย พบว่าธุรกิจยังแข็งแกร่ง แต่การบริหารโรงแรมในต่างประเทศอาจมีการอ่อนตัวลง ทั้งนี้การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ธุรกิจโรงแรมในไทยยังคงเติบโตไปในทิศทางบวก

ดิเอราวัณ กรุ๊ป ที่มีกำไรเพิ่มขึ้นหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการเปิดโรงแรมราคาประหยัดในประเทศไทยในปี 2560 บริษัทมีการวางแผนที่จะเปิดโรงแรม Hop Inn แห่งที่ 2 ในเมืองมะนิลา ย่านธุรกิจของกรุงมะนิลาในไตรมาส 3/2560 ยังมีการสำรวจจังหวัดเคซอน เซบูและดาเวา ในขณะเดียวกันยังมองเห็นศักยภาพที่ดีสำหรับ Hop Inn ในเวียดนาม ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นที่นิยมมาก มีนักท่องเที่ยวถึง 10 ล้านคนในปี 2560 เพิ่มขึ้น 126% จากปีก่อน

ด้านไมเนอร์ มีผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีรายได้รวม 2.87 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 8% และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับรายได้รวมและกำไรสุทธิ จากการดำเนินงาน (ไม่รวมกำไรที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1.93 พันล้านบาท จากการซื้อกิจการของธุรกิจโรงแรมทิโวลี ในราคาตํ่ากว่ามูลค่ายุติธรรมในไตรมาส 1 ปีนี้ และกำไรจำนวน 136 ล้านบาท จากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนในกลุ่มเบรดทอล์ก ประเทศสิงคโปร์ ผลการดำเนินการที่เพิ่มขึ้น มาจากผลการดำเนินงานที่ดีใน 3 กลุ่มธุรกิจ รวมถึงธุรกิจโรงแรมในไทยที่เติบโตต่อเนื่อง ภายหลังจากช่วงไว้อาลัยในไตรมาส 4 ปี 2559 และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการรวมงบการเงินของโรงแรม 2 แห่งในประเทศแซมเบีย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,288 วันที่ 17 -19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  เศรษฐกิจ การเงิน GL (หุ้น) การลงทุน สายการบิน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่