สวัสดีคะ นี่เป็นกระทู้แรกของเรานะคะ ผิดพลาดอย่างไรขออภัยนะคะ
คิดว่าทุกคนก็มีปัญหาครอบครัวแตกต่างกันไปคะ ถือซะว่าเรามาขอวามคิดเห็น หรือคำแนะนำแล้วกันนะคะ
เริ่มเลยแล้วกันคะ...
นับไปประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ ม.ปลาย ประมาณ ปี 2547-2549
ครอบครัวเรา คือ ค้าขาย มาตั้งแต่จำความได้ แล้วแม่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ก็ไปทำเรื่องจนได้บ้านมา แต่ประเด็นคือพอย้ายไปอยู่ พวกท่านก็ประกอบอาชีพไม่ได้ สาเหตุคือที่ทำเลไม่ดี ค้าขายไม่ได้ (อันนี้คือ คำตอบที่ได้รับจากที่เราถาม) จนกระทั่งเก็บเงินเริ่มหมด และได้โควต้าเข้ามหาลัยรัฐบาลพอดี เป็น ม. แถวบ้านซึ่งแน่นอน คนที่เลือกมากไม่ได้อย่างเราก็ต้องหาที่ยึดเรียนไว้ก่อน แต่ประเด็นคือ แล้วเอาจะค่าเทอมจากไหน ตอนนั้น ปี 2550 ค่าเทอม 15,000 THB /term ตอนนั้นขอแม่ไว้ว่า ขอค่าเทอมแค่ครั้งเดียวค่าแรกเข้านี่ละ เดี่ยวที่เหลืออนาคตจะหาทางจ่ายเอง อยากเรียนที่นี่จริงๆ ซึ่งแม่ตอบมาว่าไม่มีเงินแล้ว และแนะนำให้ไปเรียนราม (เราไม่ไป เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีทางเรียนจบแน่ ถ้าได้ไปเรียนที่นั่น คือ ตอนนั้นคิดแบบนั้นจริงๆ ) เราก็เลยทำงาน
ประมาณ 2 เดือน (ช่วงปิดเทอม ตอน ม.6 ) ในนิคมฯ ใช้วุฒิ ม.6 หาค่าเทอม(แรก) จนได้และ ก็ได้เรียนมหาลัยแถวบ้านสมใจอยาก แต่พอเข้าไปแล้วก็ต้องไปทำเรื่อง กยศ. ต่อ เพื่อให้มีค่าเทอมจบเรียนจบ (ขอขอบพระคุณโครงการนี้จากใจจริง)
พอได้เข้ามหาลัย ตอนนี้ย้ายออกจากบ้านตัวเอง ไปเช่าหอกะพี่ เพราะหางานทำไปด้วยเรียนไปด้วย
ช่วงเช้าก็เรียน เลิกเรียนก็รีบไปทำงาน ตั้งแต่ประมาณ 5โมงเย็น- 5ทุ่ม, เที่ยงคืน วนลูปอย่างนี้จนจบ ถามว่าเกรดแย่ไหม ก็ไม่เคยติด F ไม่ได้ตก แต่มันก็ไม่ได้ดีเด่น
ส่วนเรื่องเงินเดือนงาน part time ตอนนั้นก็ปี 2550 สำหรับนักศึกษาอย่างเรา เงินเดือน 9 พันนิดๆ บางเดือน หมื่นๆนิด ก็ดีใจมากแล้ว
และส่งเงินเดือนส่วนนึงให้กับที่บ้าน เพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ทีเหลือเราเก็บเงินเอง และเอาไว้ใช้ในการเรียน เราเก็บเงินเก่ง เรายอมรับตรงจุดนี้ ส่วนเงินเดือนกยศ. ที่ทำเรื่องไว้ ก็เอาไว้ใช้จ่ายค่าเทอมนั่นละ (ทุกวันนี้ก็จ่ายคืนอยู่ทุกเดือน)
จนเราจบมหาลัย เราก็ยังทำงานตอนเย็นอยู่ เพราะกะว่าได้งานเช้าที่มั่นคง เราจะลาออกจากงานเย็นแล้วเพราะทำตั้งแต่เรียน กลายเป็นว่าเราควบ 2 งานไป สักพักนึงเลย เพราะงานเช้าที่เราไปสักพักมันไม่โอ เราก็เปลี่ยนอยู่ 2-3ที่ กินเวลาเกือบปี จนรู้สึกว่าโอเคแล้ว (มีเงินเก็บมากก็ตอนนี้ เพราะทำ 2 ที่ )
ณ ตอนนั้น ตั้งแต่ ม.ปลาย จบเราจบมหาลัย พ่อแม่เราก้ยังไม่ได้ขายของหรือทำอะไรเลย อยู่กับบ้านจริงๆ เพราะเห็นเรากะพี่หาเงินส่งบ้านได้ เรียนจบได้ซึ่งตอนนั้น เค้าอยากได้อะไร ต่อเติมบ้านบ้าง ซื้ออุปกรณ์เข้าบ้าน ก็หาให้ได้ เหมือนทุกอย่างกำลังไปได้ดี
จนกระทั้งเราแต่งงาน มีครอบครัว ผ่านมา 10 ปี ตั้งแต่ ม.ปลาย จนมีครอบครัว
ตอนนี้พ่อแม่เราอายุ 58 ก้ยังไม่ได้ขายของหรือทำอะไรเลย ( คือ ตอนนี้แก่ไม่ทำก็ไม่แปลก แต่ก่อนหน้านี้ละ )
จนเรามีลูก ตอนแรกก็อยู่บ้านแฟนกะให้พ่อแม่มาอยู่ด้วย เพราะจะให้ช่วยเลี้ยงหลาน แต่ตามสไตล์คนแก่ คือไม่สะดวกอยู่บ้านคนอื่น
ก็กลายเป็นว่า เราต้องกลับบ้าน ไปหางานทำแถวบ้านแทนเพื่อนที่จะได้เจอลูกทุกวัน
พอมีลูกนี่แหละ ค่าใช้จ่ายเยอะขึ้นมาก เยอะจนรู้สึกว่า
ถ้าเราตาย ใครจะดูแลลูกเราได้ ในเมื่อพ่อแม่เราไม่ได้ทำงาน (พ่อแม่แฟนไม่ต้องหวัง ส่วนญาตินางเลิกคิดไปเลย)
เรารู้สึกแย่มากไปเลย ผิดจากเมื่อก่อนที่ไม่คิดอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลายเป็น ไม่อยากคุยกับพ่อแม่ตัวเองด้วยเลย
อารมณ์ประมาณว่าถ้า รักลูก ก็ต้องเห็นใจลูก อยากช่วยเหลือลูกสิ ต้องส่งเสริมลูก แต่กลายเป็นทุกสิ่งรอเราหาให้
บางทีพ่อชอบคิดว่า ถ้าไม่มีพ่อ เราจะอยู่ยังไง (แต่เราไม่เคยย้อนพ่อกลับว่า ถ้าไม่มีเราอยู่ พ่อกับแม่ก็ไม่มีบ้านอยู่ เพราะไม่มีเงินจ่าย เพราะไม่ทำงาน)
1. 10 ปี ที่ผ่านมาเราไม่ได้ใช้เงินพ่อแม่เลยตั้งแต่เรียนมหาลัยสักแดงเดียว
2. 10 ปี ที่ผ่านมา ถ้าพ่อแม่เราทำงาน ทุกคนในบ้าน รวมทั้งตัวพ่อแม่เอง จะสบายกว่านี้ เราเชื่อ
3. เรายังผ่อนให้บ้านเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือค่าใช้จ่าย ลูก,และจิปาถะในบ้านทุกอย่าง
4. เราอยากกลับไปอยู่บ้านแฟน อยากลาออกจากงาน และเลี้ยงลูกเอง แต่ใครจะจ่ายค่าผ่อนบ้านต่อ ถ้าเราไม่ทำงาน? (จะให้ผัวจ่ายก็ไม่ใช่ปะ แต่ก็อยากนะ)
5. เมื่อก่อนพ่อแม่ชอบเปรียบเทียบเรากับลูกบ้านอื่น จนเราเคยโมโห และย้อนไปว่า เห็นเค้าดีขนาดนั้น เค้าผ่อนบ้านให้อยู่หรอ? เราเห็นพ่อแม่ตรงข้ามบ้านเราเค้าก็อายุไม่ต่างจากพ่อแม่เราเท่าไหร่ เค้าก็ยังทำงานกัน ลูกๆก็ทำงาน เปลี่ยนกะทำงาน, ช่วยเลี้ยงหลาน ทุกคนมีรายได้แลดูแฮปปี้ เราก็ได้แค่คิด
6. เรารู้สึกเหนื่อยมากกกก แต่ตายไม่ได้ เพราะมีลูกอยู่ตอนนี้ และไม่อยากให้ลูกต้องเหนื่อยแบบเราขนาดนี้ เราอยากเป็นกำลัง support ทุกเรื่องให้ลูกในอนาคต
7. ตอนนี้เราไม่อยากคุยกับพ่อแม่ตัวเองเลยจริงๆ เราต้องทำอย่างไร ทั้งที่ตอนนี้เค้าช่วยดูหลานระหว่างที่เรามาทำงาน แต่ถ้ารับผิดชอบตัวเองได้อยู่ ตอนนี้คงพูดได้ว่า ได้อยู่คนละบ้านแน่ๆ เพราะอยู่ใกล้ๆ แล้วมีแต่เรื่องให้เราปวดหัว เรื่องให้เราเสียเงินไม่รู้จักจบสิ้น
8. มันไม่ดีก็รู้ตัว ไม่อยากให้เด็กซึมซับพฤติกรรมไม่ดีนี่จากเราด้วย
9. มีแต่ความรูสีกด้านลบกับพ่อแม่ตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีลูกก็ไม่เคยเป็น
10. เคยได้ยินว่า มีลูกเองจะรักพ่อแม่มากขึ้น แต่ไม่ใช่กับเราเลย
(ปล. เรามีพี่ มีชะตากรรมเดียวกัน คือ เรียนไปทำงานไปจนจบ เค้ารับผิดชอบค่ากินของพ่อแม่ ส่วนเราแบกรับค่าผ่อนบ้าน ตอนนี้นางมีแฟนแต่ยังไม่แต่ง)
ใครมีคำแนะนำอะไรหรือคำพูดส่องสว่าง บอกเราหน่อยนะ บางครั้งเราอยากไปพบจิตแพทย์เลย
ปัญหาชีวิตครอบครัว (ตัวเราเอง??)เจอแล้วรับมือกันอย่างไร
คิดว่าทุกคนก็มีปัญหาครอบครัวแตกต่างกันไปคะ ถือซะว่าเรามาขอวามคิดเห็น หรือคำแนะนำแล้วกันนะคะ
เริ่มเลยแล้วกันคะ...
นับไปประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ ม.ปลาย ประมาณ ปี 2547-2549
ครอบครัวเรา คือ ค้าขาย มาตั้งแต่จำความได้ แล้วแม่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ก็ไปทำเรื่องจนได้บ้านมา แต่ประเด็นคือพอย้ายไปอยู่ พวกท่านก็ประกอบอาชีพไม่ได้ สาเหตุคือที่ทำเลไม่ดี ค้าขายไม่ได้ (อันนี้คือ คำตอบที่ได้รับจากที่เราถาม) จนกระทั่งเก็บเงินเริ่มหมด และได้โควต้าเข้ามหาลัยรัฐบาลพอดี เป็น ม. แถวบ้านซึ่งแน่นอน คนที่เลือกมากไม่ได้อย่างเราก็ต้องหาที่ยึดเรียนไว้ก่อน แต่ประเด็นคือ แล้วเอาจะค่าเทอมจากไหน ตอนนั้น ปี 2550 ค่าเทอม 15,000 THB /term ตอนนั้นขอแม่ไว้ว่า ขอค่าเทอมแค่ครั้งเดียวค่าแรกเข้านี่ละ เดี่ยวที่เหลืออนาคตจะหาทางจ่ายเอง อยากเรียนที่นี่จริงๆ ซึ่งแม่ตอบมาว่าไม่มีเงินแล้ว และแนะนำให้ไปเรียนราม (เราไม่ไป เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีทางเรียนจบแน่ ถ้าได้ไปเรียนที่นั่น คือ ตอนนั้นคิดแบบนั้นจริงๆ ) เราก็เลยทำงาน
ประมาณ 2 เดือน (ช่วงปิดเทอม ตอน ม.6 ) ในนิคมฯ ใช้วุฒิ ม.6 หาค่าเทอม(แรก) จนได้และ ก็ได้เรียนมหาลัยแถวบ้านสมใจอยาก แต่พอเข้าไปแล้วก็ต้องไปทำเรื่อง กยศ. ต่อ เพื่อให้มีค่าเทอมจบเรียนจบ (ขอขอบพระคุณโครงการนี้จากใจจริง)
พอได้เข้ามหาลัย ตอนนี้ย้ายออกจากบ้านตัวเอง ไปเช่าหอกะพี่ เพราะหางานทำไปด้วยเรียนไปด้วย
ช่วงเช้าก็เรียน เลิกเรียนก็รีบไปทำงาน ตั้งแต่ประมาณ 5โมงเย็น- 5ทุ่ม, เที่ยงคืน วนลูปอย่างนี้จนจบ ถามว่าเกรดแย่ไหม ก็ไม่เคยติด F ไม่ได้ตก แต่มันก็ไม่ได้ดีเด่น
ส่วนเรื่องเงินเดือนงาน part time ตอนนั้นก็ปี 2550 สำหรับนักศึกษาอย่างเรา เงินเดือน 9 พันนิดๆ บางเดือน หมื่นๆนิด ก็ดีใจมากแล้ว
และส่งเงินเดือนส่วนนึงให้กับที่บ้าน เพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ทีเหลือเราเก็บเงินเอง และเอาไว้ใช้ในการเรียน เราเก็บเงินเก่ง เรายอมรับตรงจุดนี้ ส่วนเงินเดือนกยศ. ที่ทำเรื่องไว้ ก็เอาไว้ใช้จ่ายค่าเทอมนั่นละ (ทุกวันนี้ก็จ่ายคืนอยู่ทุกเดือน)
จนเราจบมหาลัย เราก็ยังทำงานตอนเย็นอยู่ เพราะกะว่าได้งานเช้าที่มั่นคง เราจะลาออกจากงานเย็นแล้วเพราะทำตั้งแต่เรียน กลายเป็นว่าเราควบ 2 งานไป สักพักนึงเลย เพราะงานเช้าที่เราไปสักพักมันไม่โอ เราก็เปลี่ยนอยู่ 2-3ที่ กินเวลาเกือบปี จนรู้สึกว่าโอเคแล้ว (มีเงินเก็บมากก็ตอนนี้ เพราะทำ 2 ที่ )
ณ ตอนนั้น ตั้งแต่ ม.ปลาย จบเราจบมหาลัย พ่อแม่เราก้ยังไม่ได้ขายของหรือทำอะไรเลย อยู่กับบ้านจริงๆ เพราะเห็นเรากะพี่หาเงินส่งบ้านได้ เรียนจบได้ซึ่งตอนนั้น เค้าอยากได้อะไร ต่อเติมบ้านบ้าง ซื้ออุปกรณ์เข้าบ้าน ก็หาให้ได้ เหมือนทุกอย่างกำลังไปได้ดี
จนกระทั้งเราแต่งงาน มีครอบครัว ผ่านมา 10 ปี ตั้งแต่ ม.ปลาย จนมีครอบครัว
ตอนนี้พ่อแม่เราอายุ 58 ก้ยังไม่ได้ขายของหรือทำอะไรเลย ( คือ ตอนนี้แก่ไม่ทำก็ไม่แปลก แต่ก่อนหน้านี้ละ )
จนเรามีลูก ตอนแรกก็อยู่บ้านแฟนกะให้พ่อแม่มาอยู่ด้วย เพราะจะให้ช่วยเลี้ยงหลาน แต่ตามสไตล์คนแก่ คือไม่สะดวกอยู่บ้านคนอื่น
ก็กลายเป็นว่า เราต้องกลับบ้าน ไปหางานทำแถวบ้านแทนเพื่อนที่จะได้เจอลูกทุกวัน
พอมีลูกนี่แหละ ค่าใช้จ่ายเยอะขึ้นมาก เยอะจนรู้สึกว่า
ถ้าเราตาย ใครจะดูแลลูกเราได้ ในเมื่อพ่อแม่เราไม่ได้ทำงาน (พ่อแม่แฟนไม่ต้องหวัง ส่วนญาตินางเลิกคิดไปเลย)
เรารู้สึกแย่มากไปเลย ผิดจากเมื่อก่อนที่ไม่คิดอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลายเป็น ไม่อยากคุยกับพ่อแม่ตัวเองด้วยเลย
อารมณ์ประมาณว่าถ้า รักลูก ก็ต้องเห็นใจลูก อยากช่วยเหลือลูกสิ ต้องส่งเสริมลูก แต่กลายเป็นทุกสิ่งรอเราหาให้
บางทีพ่อชอบคิดว่า ถ้าไม่มีพ่อ เราจะอยู่ยังไง (แต่เราไม่เคยย้อนพ่อกลับว่า ถ้าไม่มีเราอยู่ พ่อกับแม่ก็ไม่มีบ้านอยู่ เพราะไม่มีเงินจ่าย เพราะไม่ทำงาน)
1. 10 ปี ที่ผ่านมาเราไม่ได้ใช้เงินพ่อแม่เลยตั้งแต่เรียนมหาลัยสักแดงเดียว
2. 10 ปี ที่ผ่านมา ถ้าพ่อแม่เราทำงาน ทุกคนในบ้าน รวมทั้งตัวพ่อแม่เอง จะสบายกว่านี้ เราเชื่อ
3. เรายังผ่อนให้บ้านเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือค่าใช้จ่าย ลูก,และจิปาถะในบ้านทุกอย่าง
4. เราอยากกลับไปอยู่บ้านแฟน อยากลาออกจากงาน และเลี้ยงลูกเอง แต่ใครจะจ่ายค่าผ่อนบ้านต่อ ถ้าเราไม่ทำงาน? (จะให้ผัวจ่ายก็ไม่ใช่ปะ แต่ก็อยากนะ)
5. เมื่อก่อนพ่อแม่ชอบเปรียบเทียบเรากับลูกบ้านอื่น จนเราเคยโมโห และย้อนไปว่า เห็นเค้าดีขนาดนั้น เค้าผ่อนบ้านให้อยู่หรอ? เราเห็นพ่อแม่ตรงข้ามบ้านเราเค้าก็อายุไม่ต่างจากพ่อแม่เราเท่าไหร่ เค้าก็ยังทำงานกัน ลูกๆก็ทำงาน เปลี่ยนกะทำงาน, ช่วยเลี้ยงหลาน ทุกคนมีรายได้แลดูแฮปปี้ เราก็ได้แค่คิด
6. เรารู้สึกเหนื่อยมากกกก แต่ตายไม่ได้ เพราะมีลูกอยู่ตอนนี้ และไม่อยากให้ลูกต้องเหนื่อยแบบเราขนาดนี้ เราอยากเป็นกำลัง support ทุกเรื่องให้ลูกในอนาคต
7. ตอนนี้เราไม่อยากคุยกับพ่อแม่ตัวเองเลยจริงๆ เราต้องทำอย่างไร ทั้งที่ตอนนี้เค้าช่วยดูหลานระหว่างที่เรามาทำงาน แต่ถ้ารับผิดชอบตัวเองได้อยู่ ตอนนี้คงพูดได้ว่า ได้อยู่คนละบ้านแน่ๆ เพราะอยู่ใกล้ๆ แล้วมีแต่เรื่องให้เราปวดหัว เรื่องให้เราเสียเงินไม่รู้จักจบสิ้น
8. มันไม่ดีก็รู้ตัว ไม่อยากให้เด็กซึมซับพฤติกรรมไม่ดีนี่จากเราด้วย
9. มีแต่ความรูสีกด้านลบกับพ่อแม่ตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีลูกก็ไม่เคยเป็น
10. เคยได้ยินว่า มีลูกเองจะรักพ่อแม่มากขึ้น แต่ไม่ใช่กับเราเลย
(ปล. เรามีพี่ มีชะตากรรมเดียวกัน คือ เรียนไปทำงานไปจนจบ เค้ารับผิดชอบค่ากินของพ่อแม่ ส่วนเราแบกรับค่าผ่อนบ้าน ตอนนี้นางมีแฟนแต่ยังไม่แต่ง)
ใครมีคำแนะนำอะไรหรือคำพูดส่องสว่าง บอกเราหน่อยนะ บางครั้งเราอยากไปพบจิตแพทย์เลย