ผมไม่ได้ผ่านการเรียนชั้นมัธยม แต่ทราบมาว่ากาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
บทพระราชนิพนธ์ของร.๒ ถูกบรรจุในตำราเรียนภาษาไทย ก็นับว่าควรยิ่งเพราะ
เป็นบทพระราชนิพนธ์ที่งดงามทั้งภาษาและความหมาย ถือเป็นตำราอาหารไทย
เลยก็ว่าได้ เช่น
มัสมั่นแกงแก้วตา..............หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง............แรงอยากให้ใฝ่ฝันหาฯ
แต่ก็มีกลอนบทหนึ่งที่ “แฝงความหมาย” ในเชิงชู้สาว ที่บางท่านอาจจะยังไม่รู้
“ทองหยอดหยอดสนิท.......ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีที่ปิดบัง...................แต่ลำพังสองต่อสอง”
ผมอ่านพงศาวดารมาพอสมควร อ่านกลอนบทนี้ก็พอรู้ว่าที่องค์รัชกาลที่๒ ว่า “สองปีที่ปิดบัง” และ “แต่ลำพังสองต่อสอง” หมายถึงอะไร การที่จะเข้าใจเรื่องนี้ก็ต้องย้อนขึ้นไปรัชสมัยของร. ๑ ในสมัย ในขณะที่ร.๒ ทรงเป็นเจ้าฟ้าฉิม และทรงเป็นองค์รัชทายาทต่อจากร.๑ ที่จะสืบราชสมบัติต่อจากพระบิดา โดยมีชื่อเต็มพระยศว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนหลวงอิศรสุนทร(ซึ่งต่อมาก็คือสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ร.๒)พระองค์มีชื่อเล่นว่าฉิม ซึ่งผมจะขอเรียกพระนามสั้นๆ ว่า “เจ้าฟ้าฉิม”
เจ้าฟ้าฉิมเกิดไปชอบพอกับ “เจ้าฟ้าบุญรอด” ซึ่งเป็นพระธิดาของกรมพระศรีสุดารักษ์ สำหรับกรมพระศรีสุดารักษ์ท่านนี้ก็คือพระภคินี(พี่สาว)ของรัชกาลที่๑ทั้งเจ้าฟ้าฉิมและเจ้าฟ้าบุญรอดต่างก็พยายามปกปิดความรักแบบลับๆ นี้เอาไว้ด้วยเกรงว่า หากพระราชบิดาทราบเข้าคงต้องเดือนร้อนกันทั้งสองฝ่าย ต่าก็ทราบดีว่าถ้ารัชกาลที่ ๑ กริ้วเมื่อไหร่เป็นต้องเดือดร้อนกันแน่
ความรักของทั้งสองพระองค์จึงถูกปิดบังไว้เป็นเวลาสองปี แต่ก็ต้องมาถึงคราวที่ต้องบอกให้ทุกคนทราบ เมื่อเจ้าฟ้าบุญรอดเกิดตั้งพระครรภ์ขึ้นมา !!คนที่จะพึ่งได้ในตอนนี้เห็นจะไม่ใครเกินไปกว่า “เจ้าจอมแว่น” หรือ “เจ้าคุณเสือ”เจ้าจอมแว่นเป็นพระสนมเอกคนโปรดที่สุดของรัชกาลที่๑ เธอเป็นแม่หญิงจากลาวนครเวียงจันทร์ โดยที่รัชกาลที่๑ มอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลมารยาทบรรดาราชโอรสและพระธิดา คือเรียกได้ว่า “มารยาทผู้ดี” ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นก็ไดสืบทอดมาจากเจ้าจอมแว่นผู้หญิงจากเมืองเวียงจันทร์ท่านนี้ เวลาสอนท่านจะดุและเข้มงวด จนบรรดาพระเจ้าลูกและหลานยาเธอเรียกเธอว่า “เจ้าคุณเสือ”
เวลารัชกาลที่หนึ่งกริ้วเมื่อไหร่...ในราชวังไม่มีใครปรามได้ มีแต่เจ้าจอมแว่นท่านนี้ที่ปรามได้ ดังนั้นเจ้าฟ้าฉิมและเจ้าฟ้าบุญรอดจึงได้ไปขอร้องให้เจ้าจอมแว่นบอกข่าวการตั้งพระครรภ์ของเจ้าฟ้าบุญรอด เจ้าจอมแว่นจึงเข้าไปกราบทูลร.๑ ครั้นพอร.๑ ได้ฟังก็ถึงกับกริ้ว ตรัสเรียกพระราชโอรสด้วยพระสุรเสียงอันดัง แต่ก็โดนเจ้าจอมแว่นปรามให้เย็นลงได้ว่า ไหนๆ เสียคนทั้งสองได้เป็นคู่ผัวตัวเมียกันแล้วจะกริ้วจะโกรธไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก สุดท้ายรัชกาลที่หนึ่งก็ต้องสมยอมแต่โดยดี
จัดพิธีอภิเษกให้แก่เจ้าฟ้าฉิมกับเจ้าฟ้าบุญรอด และเมื่อเจ้าฟ้าฉิมได้ขึ้นครองราชย์ก็ทรงพระนามว่าสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ส่วนเจ้าฟ้าบุญรอดก็ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งมีราชโอรสคือ พระมงกุฏเกล้า(ร.๔) และพระปิ่นเกล้า(ครองราชย์ร่วมกับร.๔) และหากจะนับญาติกับในหลวงร.๙เจ้าฟ้าบุญรอดหรือสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินีก็คือสมเด็จย่าทวดของในหลวงนั่นเอง
ดังนั้น บทกลอน “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” ที่รัชกาลที่สองทรงพระราชนิพนธ์
เอาไว้เพื่อชื่นชมฝีมือการทำอาหารของพระมเหสีคือสมเด็นพระสุริเยนฯ ราชินีนั้น
จึงแฝงความหมายและมีที่มาที่ไปตามที่เล่าให้ฟัง
“ทองหยอดหยอดสนิท.......ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีที่ปิดบัง...................แต่ลำพังสองต่อสอง”
ตรงนี้จะเห็นว่าองค์รัชกาลที่สองก็ทรงมีพระอารมณ์โรแมนติคอยู่ไม่น้อย
ส่วนบทกลอนข้างล่างนี้ผมแต่งจากแรงบันดาลใจจากภรรยาครับ
หอมจรุงกรุ่นกลิ่นเจ้า................ฤจาง
หอมทั่วทั้งสรรพางค์................ตลบฟุ้ง
หอมอื่นหมื่นแสนนาง...............หอมห่อน เทียมแม่
หอมกลิ่นเจ้าขจายฟุ้ง..............ทั่วฟ้าเมืองสรวงฯ
...ถอดรหัส จากบทกลอน..../วัชรานนท์
บทพระราชนิพนธ์ของร.๒ ถูกบรรจุในตำราเรียนภาษาไทย ก็นับว่าควรยิ่งเพราะ
เป็นบทพระราชนิพนธ์ที่งดงามทั้งภาษาและความหมาย ถือเป็นตำราอาหารไทย
เลยก็ว่าได้ เช่น
มัสมั่นแกงแก้วตา..............หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง............แรงอยากให้ใฝ่ฝันหาฯ
แต่ก็มีกลอนบทหนึ่งที่ “แฝงความหมาย” ในเชิงชู้สาว ที่บางท่านอาจจะยังไม่รู้
“ทองหยอดหยอดสนิท.......ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีที่ปิดบัง...................แต่ลำพังสองต่อสอง”
ผมอ่านพงศาวดารมาพอสมควร อ่านกลอนบทนี้ก็พอรู้ว่าที่องค์รัชกาลที่๒ ว่า “สองปีที่ปิดบัง” และ “แต่ลำพังสองต่อสอง” หมายถึงอะไร การที่จะเข้าใจเรื่องนี้ก็ต้องย้อนขึ้นไปรัชสมัยของร. ๑ ในสมัย ในขณะที่ร.๒ ทรงเป็นเจ้าฟ้าฉิม และทรงเป็นองค์รัชทายาทต่อจากร.๑ ที่จะสืบราชสมบัติต่อจากพระบิดา โดยมีชื่อเต็มพระยศว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนหลวงอิศรสุนทร(ซึ่งต่อมาก็คือสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ร.๒)พระองค์มีชื่อเล่นว่าฉิม ซึ่งผมจะขอเรียกพระนามสั้นๆ ว่า “เจ้าฟ้าฉิม”
เจ้าฟ้าฉิมเกิดไปชอบพอกับ “เจ้าฟ้าบุญรอด” ซึ่งเป็นพระธิดาของกรมพระศรีสุดารักษ์ สำหรับกรมพระศรีสุดารักษ์ท่านนี้ก็คือพระภคินี(พี่สาว)ของรัชกาลที่๑ทั้งเจ้าฟ้าฉิมและเจ้าฟ้าบุญรอดต่างก็พยายามปกปิดความรักแบบลับๆ นี้เอาไว้ด้วยเกรงว่า หากพระราชบิดาทราบเข้าคงต้องเดือนร้อนกันทั้งสองฝ่าย ต่าก็ทราบดีว่าถ้ารัชกาลที่ ๑ กริ้วเมื่อไหร่เป็นต้องเดือดร้อนกันแน่
ความรักของทั้งสองพระองค์จึงถูกปิดบังไว้เป็นเวลาสองปี แต่ก็ต้องมาถึงคราวที่ต้องบอกให้ทุกคนทราบ เมื่อเจ้าฟ้าบุญรอดเกิดตั้งพระครรภ์ขึ้นมา !!คนที่จะพึ่งได้ในตอนนี้เห็นจะไม่ใครเกินไปกว่า “เจ้าจอมแว่น” หรือ “เจ้าคุณเสือ”เจ้าจอมแว่นเป็นพระสนมเอกคนโปรดที่สุดของรัชกาลที่๑ เธอเป็นแม่หญิงจากลาวนครเวียงจันทร์ โดยที่รัชกาลที่๑ มอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลมารยาทบรรดาราชโอรสและพระธิดา คือเรียกได้ว่า “มารยาทผู้ดี” ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นก็ไดสืบทอดมาจากเจ้าจอมแว่นผู้หญิงจากเมืองเวียงจันทร์ท่านนี้ เวลาสอนท่านจะดุและเข้มงวด จนบรรดาพระเจ้าลูกและหลานยาเธอเรียกเธอว่า “เจ้าคุณเสือ”
เวลารัชกาลที่หนึ่งกริ้วเมื่อไหร่...ในราชวังไม่มีใครปรามได้ มีแต่เจ้าจอมแว่นท่านนี้ที่ปรามได้ ดังนั้นเจ้าฟ้าฉิมและเจ้าฟ้าบุญรอดจึงได้ไปขอร้องให้เจ้าจอมแว่นบอกข่าวการตั้งพระครรภ์ของเจ้าฟ้าบุญรอด เจ้าจอมแว่นจึงเข้าไปกราบทูลร.๑ ครั้นพอร.๑ ได้ฟังก็ถึงกับกริ้ว ตรัสเรียกพระราชโอรสด้วยพระสุรเสียงอันดัง แต่ก็โดนเจ้าจอมแว่นปรามให้เย็นลงได้ว่า ไหนๆ เสียคนทั้งสองได้เป็นคู่ผัวตัวเมียกันแล้วจะกริ้วจะโกรธไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก สุดท้ายรัชกาลที่หนึ่งก็ต้องสมยอมแต่โดยดี
จัดพิธีอภิเษกให้แก่เจ้าฟ้าฉิมกับเจ้าฟ้าบุญรอด และเมื่อเจ้าฟ้าฉิมได้ขึ้นครองราชย์ก็ทรงพระนามว่าสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ส่วนเจ้าฟ้าบุญรอดก็ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งมีราชโอรสคือ พระมงกุฏเกล้า(ร.๔) และพระปิ่นเกล้า(ครองราชย์ร่วมกับร.๔) และหากจะนับญาติกับในหลวงร.๙เจ้าฟ้าบุญรอดหรือสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินีก็คือสมเด็จย่าทวดของในหลวงนั่นเอง
ดังนั้น บทกลอน “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” ที่รัชกาลที่สองทรงพระราชนิพนธ์
เอาไว้เพื่อชื่นชมฝีมือการทำอาหารของพระมเหสีคือสมเด็นพระสุริเยนฯ ราชินีนั้น
จึงแฝงความหมายและมีที่มาที่ไปตามที่เล่าให้ฟัง
“ทองหยอดหยอดสนิท.......ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีที่ปิดบัง...................แต่ลำพังสองต่อสอง”
ตรงนี้จะเห็นว่าองค์รัชกาลที่สองก็ทรงมีพระอารมณ์โรแมนติคอยู่ไม่น้อย
ส่วนบทกลอนข้างล่างนี้ผมแต่งจากแรงบันดาลใจจากภรรยาครับ
หอมจรุงกรุ่นกลิ่นเจ้า................ฤจาง
หอมทั่วทั้งสรรพางค์................ตลบฟุ้ง
หอมอื่นหมื่นแสนนาง...............หอมห่อน เทียมแม่
หอมกลิ่นเจ้าขจายฟุ้ง..............ทั่วฟ้าเมืองสรวงฯ