เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยที่เราเรียนจบ ม.3 หลังจากนั้นเรากับเพื่อนๆก็ไปสมัครเรียนวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมือง เรากับเพื่อนทั้งสี่คนสอบติดคณะเดียวกัน สาขาเดียวกัน แต่อยู่คนละห้อง ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านนอกเหมือนกัน แล้วก็เป็นผู้หญิง ทางครอบครัวพวกเราจึงให้พักอยู่ที่เดียวกันทั้งสี่คน โดยเพื่อนคนนึงในกลุ่มบอกจะพาไปหอพักที่มีพี่แถวบ้านมันแนะนำมา ว่าราคาถูก และเจ้าของหอใจดี ห้องกว้างสามารถอยู่สี่คนได้สบาย และก็อยู่บริเวณสนามกีฬากลางของจังหวัด อยู่ใกล้แหล่งของกิน
เมื่อถึงหอพัก พบว่าเป็นหอพักแบบหอรวมชายหญิง เป็นตึกสามชั้น มีชั้นละหกห้อง สภาพหอพักนั้นก็ดูเก่าแก่นิดนึง เจ้าของหอเป็นคุณตาคุณยายแก่ๆวัยเกษียณ ซึ่งดูท่าทางน่าจะใจดี พอไปถึงคุณตาก็อึ้งนิดนึง ที่พวกเราจะเช่าห้องเดียวและอยู่กันสี่คน คุณตาเลยพาไปดูห้องก่อนว่าจะอยู่กันได้ไหม ถ้าอยู่กันได้คุณตาก็ไม่ขัดข้องอะไร พวกเราดูกันหลายห้อง เพราะแต่ละชั้นจะมีห้องว่าง 2-3 ห้อง เลยลงความเห็นว่าจะอยู่ชั้นล่าง จะได้ไม่ต้องเดินขึ้นเดินลงบันไดกัน ราคาค่าหอพักเดือนละ 1,500 ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งก็ถูกกว่าทุกที่ที่พวกเราไปดูมา ถึงสภาพจะเก่าไปหน่อยแต่ก็โอเค เดินออกมาจากซอยไม่ไกลก็ถึงจุดขึ้นรถโดยสาร ซึ่งก็น่าจะสะดวกเวลาไปเรียน พวกเราจึงตกลงพักที่นี่ โดยวางมัดจำไว้เรียบร้อย อาทิตย์ถัดไปจึงจะขนของเข้ามาอยู่
ด้วยความที่จำนวนคนเยอะของก็เยอะตามมาด้วย และด้วยความที่เป็นผู้หญิงอีก ไม่มีหรอกค่ะคำว่าเสื้อผ้ากระเป๋าเดียว หรือ เสื่อผืนหมอนใบ วันที่ขนของแม่เราจึงขับรถกระบะมาเอง โดยมีเพื่อนอีกคนอาศัยรถแม่เราขนของมาพร้อมกัน ส่วนเพื่อนอีกสองคนจะมาวันถัดมา พวกเรามาถึงก็ดำเนินการปัดกวาดเช็ดถู เราบอกให้แม่กลับบ้านไปก่อน เพราะกลัวจะถึงบ้านมืดค่ำ ขับรถคนเดียวอันตราย
เราหยิบยืมอุปกรณ์การทำความสะอาดจากคุณตา คุณตาเจ้าของหอก็ใจดีนะคะ เอาฟูกขนาดสามฟุตมาให้สี่อันเลยค่ะ แบบว่าห้องกว้างขนาดวางฟูกสามฟุต สี่อันได้ แล้วยังเหลือพื้นที่ให้วางของอื่นๆอีกนิดหน่อยค่ะ เรากะเพื่อนวางของไว้หน้าห้องก่อน เนื่องจากห้องเราอยู่ด้านในสุด และห้องตรงข้ามก็เป็นห้องว่างค่ะ เลยวางๆกองๆของไว้ก่อน ภายในห้องจะมีเตียงเหล็กเก่าๆขนาดสามฟุตสองอันวางอยู่ พร้อมฟูกขนาดใหญ่วางเต็มเตียงทั้งสองอัน พวกเราเลยว่าจะเอาเตียงออกค่ะ จะได้เอาฟูกเล็กวางกะพื้นได้ แต่อีกใจก็คิดว่ารอเพื่อนมาครบก่อนดีกว่า ค่อยว่ากัน แล้วเรากับเพื่อนก็ทำความสะอาดบริเวณห้อง ขนของเข้ามา แล้วนอนเตียงนั้นไปก่อนค่ะ คืนนั้นเรานอนกันสองคน พวกเรานอนไม่หลับเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะต่างที่มั้งค่ะ
วันถัดมาเพื่อนอีกสองคนก็มา พวกเราจึงช่วยกันยกฟูกใหญ่นั้นออก ทันทีที่ยกออก เราเห็นกระดาษแผ่นนึง จึงหยิบขึ้นมาดู พอเปิดออกมาฝุ่นนี่คลุ้งกระจายเลยค่ะ เราก็อ่าน...ถึงที่รัก...เพื่อนเราคนนึงขอเรียกมันว่าบัว ก็กระชากจดหมายนั้นออกจากมือเราทันที! แล้วก็บอกว่าอย่าอ่านนะ ของใครก็ไม่รู้ เผื่อคนเขียนเขาไม่อยากให้ใครอ่าน เพื่อนอีกคนก็แบบว่าอ่านเลยๆ ถ้าเขาไม่อยากให้อ่านคงเอาไปทิ้งแล้ว แต่บัวก็บอกว่าตายายเคยเล่าให้ฟังว่ามันไม่ค่อยดีอะไรแบบนี้(คือบัวจะอยู่กับตายายมาตั้งแต่เด็กๆเลยจะค่อนข้างหัวโบราณที่สุดในกลุ่มอะคะ) ส่วนเพื่อนอีกคนไม่ค่อยพูด ถ้าพูดแล้วปากไม่ค่อยดีขอเรียกว่าน้ำนะคะ น้ำก็เสริมอีกว่า เผื่อคนเขียนเขาตายไปแล้วเขารู้ว่าเรามาแอบอ่านเขาจะมาหักคอเอานะ เรากะเพื่อนอีกคนขอเรียกว่า เมย์นะคะ เลยมองหน้ากัน แล้วก็เอาจดหมายไปทิ้งถังขยะค่ะ แล้วพวกเราก็จัดห้องกันต่อ ระหว่างนั้นบัวก็เล่าเรื่องผีสาง เรื่องโบราณต่างๆที่ยายเล่ามา ให้พวกเราฟัง
เย็นวันนั้นเรากับเมย์เอาขยะออกมาทิ้ง และพบว่าจดหมายนั้นหล่นออกมาอยู่นอกถังขยะ เราก็หยิบขึ้นมาแล้วพูดกะเมย์ว่า จดหมายนั้นนี่หว่า เมย์ก็บอกว่าอ่านสิๆ เราก็ลังเล จึงหย่อนจดหมายลงในถังขยะตามเดิม ไม่กี่วินาทีเมย์ก็หยิบขึ้นมาเปิดอ่านหน้าตาเฉยเลยค่ะ เราก็อ่านด้วยตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรค่ะ ปกติเราก็เป็นคนกลัวผีนะคะ แต่ในห้องอยู่กันตั้งสี่คน คงไม่ต้องกลัวอะไร เมย์อ่านไปบรรทัดนึงจึงยื่นให้เราอ่านต่อ เพราะมันอ่านหนังสือช้าค่ะ จดหมายมีความยาวประมาณหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่ค่ะ เขียนด้วยตัวบรรจง ลายมือสวยเลยทีเดียว ใจความก็ประมาณว่า ผู้หญิงเป็นคนเขียน โดยนางเขียนถึงผู้ชายคนนึงน่าจะเป็นแฟนนาง และคาดว่าชายคนนั้นน่าจะเป็นผู้ที่เช่าห้องก่อนหน้าเรา เป็นการพร่ำพรรณาถึงความรัก ความคิดถึง ที่นางมีต่อผู้ชายคนนี้(เท่าที่จำได้นะคะ) แต่ใจความหลักคือการตัดพ้อว่าไม่สามารถคบกันต่อไปได้ ด้วยความห่างไกล ด้วยอุปสรรคที่มากมาย จึงขอยุติความสัมพันธ์ไว้เพียงเท่านี้ แต่จะขอรักผู้ชายคนนี้ตลอดไป จะคอยห่วงเสมอ อะไรประมาณนี้ค่ะ จดหมายค่อนข้างยาว เราจึงอ่านแบบผ่านๆ แล้วบอกเมย์ว่าเรื่องผัวเมียหน่ะ อย่าไปสนใจเลย แล้วเราก็ทิ้งจดหมายนั้นไปก็ไม่ได้สนใจอะไร
วันถัดมาเป็นวันเปิดเรียนพวกเราก็ไปเรียนกันตามปกติ วันแรกไม่มีอะไรมาก แต่พวกเราอยู่คนละห้องใครเลิกเรียนก่อนก็มารอ เพื่อขึ้นรถกลับหอพักด้วยกัน ระหว่างรอรถก็ซื้อลูกชิ้นมากินบนรถกันด้วย พอถึงหอพัก เราก็เดินเอาถุงลูกชิ้นไปทิ้งถังขยะ แต่จังหวะที่หย่อนถุงลูกชิ้นลงไปนั้น เหมือนมีอะไรเย็นๆมาโดนที่มือเรา แบบว่าขนลุกเลยค่ะ เราก็หันไปมอง พบว่าขยะยังเต็มถังจนล้นออกมา เลยคิดว่ามือน่าจะไปโดนถุงพลาสติกมั้งก็ไม่ได้คิดอะไร คืนนั้นบัวอาบน้ำคนแรก บัวบอกว่ารู้สึกแปลกๆเหมือนมีคนจ้องมองอยู่ เลยพาเพื่อนกลัวไปด้วยเลย แต่ตอนเราเข้าไปอาบก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ แต่ก็พยายามคิดว่าเพื่อนอยู่กันเต็มห้องจะกลัวทำไม เวลานอนน้ำนอนติดประตู ถัดมาเป็นบัว และเรา ส่วนเมย์นอนติดประตูหลังห้องค่ะ โดยข้างประตู จะมีหน้าต่างบานเกล็ดอยู่บานนึง เมย์นอนไปสักพักบอกว่ารู้สึกแปลกๆกับหน้าต่าง รู้สึกไม่โอเคขอย้ายที่นอนได้ไหม หรือไม่ก็หาอะไรมาบังๆหน่อย เพราะตอนนั้นพวกเรายังไม่ได้ซื้อม่านค่ะ หน้าต่างจึงเป็นหน้าต่างใสๆ มองทะลุถึงหลังห้องที่เป็นป่า แต่หลังห้องก็มิดชิดนะคะ มีเหล็กดัดแน่นหนา แต่ก็มองเห็นป่าอยู่ดี พวกเราจึงช่วยกันเอาผ้าเช็ดตัวมาแขวนๆไว้จนปิดหน้าต่างจนมิด พร้อมกับเปิดไฟหลังห้องไว้ด้วยเพื่อความสบายใจของเมย์
คืนถัดมาเมย์ไม่เปิดไฟหลังห้องไว้ เราก็ถามว่าไม่เปิดเหรอ เมย์ก็ตอบว่าไม่ดีกว่าเปลืองไฟ บัวจึงพูดขึ้นว่าเมย์เห็นใช่ไหม เห็นเหมือนเราใช่ไหม เมย์ก็ทำหน้านิ่งๆซีดๆแล้วก็พยักหน้า เรากับน้ำก็มองหน้ากันเพราะเราก็ไม่เห็นอะไร(จะเห็นได้ยังไงละก็เราชอบนอนคลุมโปงอ่า) เพียงแต่มีความรู้สึกว่ามีคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา คืนนั้นเราเลยเสนอว่าเปิดทีวีทิ้งไว้ไหม เพื่อนก็เห็นดีเห็นงามด้วย
รุ่งเช้าระหว่างนั่งรถไปเรียนพวกเราก็คุยกันถึงเรื่องที่เพื่อนเจอ(คือไม่กล้าพูดตอนอยู่ในห้องอะคะ)เมย์กับบัวบอกว่าเห็นเหมือนเงาผู้ชายยืนอยู่หลังห้อง ในคืนที่เปิดไฟหลังห้องไว้ ก็เลยไม่อยากให้เปิดจะได้ไม่เห็น ส่วนความรู้สึกแปลกๆทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมดค่ะ แต่มะคืนที่เปิดทีวีไว้นั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ เพราะไม่มีใครกล้ามุดหัวออกจากผ้าห่มมากกว่า
หลังจากนั้นพวกเราก็ซื้อผ้าม่านมาติด แต่ก็ยังเอาผ้าขนหนูมาแขวนทับไว้อีกชั้นนึง มุมนั้นก็เลยกลายเป็นมุมตากผ้าขนหนูไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่ซักผ้าตอนค่ำๆเราก็จะรู้สึกแปลกๆกันตลอด แต่ก็อดทนพยายามคิดว่าไม่มีอะไรหรอกพวกเราอยู่กันหลายคน เทอมแรกก็ผ่านไป ปกติพวกเราจะกลับบ้านกันทุกวันศุกร์ค่ะ จะนั่งรถโดยสารกลับพร้อมกัน พ่อแม่ก็จะมารอรับที่ตลาด แล้ววันอาทิตย์บ่ายๆก็จะเข้าเมืองมาพร้อมกัน พอมาเทอมที่สองเริ่มเรียนหนักขึ้น มีบางคาบเรียนที่เลิกถึงหนึ่งทุ่ม ด้วยความที่เรียนอยู่คนละห้องการจะมาเรียนพร้อมกัน หรือกลับพร้อมกันก็เป็นไปได้ยาก เพราะบางทีเราก็มีเรียนบ่ายเลิกทุ่ม ที่วิทยาลัยจะแบ่งเป็น เช้ากับบ่ายค่ะ แบบว่าเทอมนี้ห้องนี้เรียนเช้าห้องนี้เรียนบ่ายอะไรประมาณนี้จำได้คร่าวๆค่ะเพราะผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว เทอมสองเรากับบัวเรียนบ่ายค่ะ เลิกหนึ่งทุ่ม คนไหนเลิกเรียนก่อนก็จะมารอค่ะ การเดินเข้าซอยดึกๆสองคนก็น่ากลัวนิดๆค่ะ แล้ววันนี้ก็มาถึงวันนั้นบัวไปถึงห้องเรียนแล้วอาจารย์ยกเลิกสอน ครั้นจะให้เพื่อนมานั่งรอเราหลายๆชั่วโมงก็ใช่เรื่อง เราเลยให้บัวกลับห้องไปก่อน
พอเลิกเรียนเราก็นั่งรถกลับ วันนั้นมีฝนปรอยๆมานิดๆ บนรถก็ไม่มีใครเลย แต่เราก็รู้สึกแปลกๆ พอถึงปากซอยเราก็ลงรถแล้วรีบเดินเข้าซอยเพราะกลัวฝนจะตก บวกกับกลัวผีด้วยค่ะ ระหว่างที่เดินเรารู้สึกตลอดเวลา เหมือนกับว่าไม่ได้เดินอยู่คนเดียว เราหันกลับไปมองเห็นเหมือนเงาผู้ชายเดินอยู่ไกลๆ จึงรีบวิ่งเข้าไปในหอพัก ฝนก็เริ่มตกแล้ว เราจึงมาถึงห้องในสภาพเปียกปอน เพื่อนก็เตรียมแกะถุงกับข้าวแล้วเพราะรอเราอยู่คนเดียว เราก็รีบอาบน้ำมานั่งกินข้าว เพื่อนก็ถามว่ามะกี้ตอนวิ่งเข้ามาอ่ะเราหน้าซีดมาก เหมือนตกใจอะไร เห็นอะไรเหรอ เราก็บอกว่าเห็นผู้ชายเดินตามหลัง ตอนนั้นก็คิดว่าคนนั่นแหละค่ะ เขาก็คงเดินเข้าซอยมาหอพักเหมือนกันมั้งเพราะในซอยก็มีหอพักอยู่ 2-3 หอพัก
พอตกดึกขณะที่ทุกคนหลับอยู่(ซึ่งก็เปิดทีวีเอาไว้ตามปกติ) อยู่ๆทีวีก็สัญญาณหาย มีหน้าจอเม็ดๆขาวดำ พร้อมเสียงซ่าๆอะคะ เรานอนไม่หลับอยู่แล้วจึงหันมองเพื่อนๆพบว่าเมย์ก็ยังไม่หลับ เมย์ลุกขึ้นไปเปิดไฟ พร้อมบ่นว่าเซงอ่ะกำลังดูละครสนุกๆ เพื่อนๆจึงตื่นกันหมด ด้วยความที่เราแมนที่สุดในกลุ่ม จึงทำการตรวจดูทีวีว่าเป็นอะไร เราก็ถอดปลั๊กแล้วก็ดูๆอะไรไปเรื่อย เช็คสายเคเบิลว่าหลุดหรือเปล่า สักพักก็มีเสียงตึงๆมาจากประตูหลังห้อง บัวซึ่งตอนนั้นน่าจะอยู่ติดประตูนั้นที่สุดถึงกับกรี๊ดแล้วก็กระโดดมากลางวง พวกเราสตั๊นไปหลายนาที เราก็รวบรวมความกล้า ไปเปิดประตู แต่ก็ไม่มีอะไร น้ำที่ปากไม่ค่อยดีอยู่แล้วก็ทักขึ้นมาว่าเปิดทำไม เดี๋ยวผีก็เข้ามาในห้องหรอก! เท่านั้นแหละค่ะ บัวออกอาการไม่พอใจอย่างหนักเลย ซึ่งเราก็คิดเหมือนกันว่า จะพูดทำไม แค่นี้ก็กลัวกันอยู่แล้ว เราก็ชักสีหน้าใส่น้ำนิดนึงแล้วกลับมาลองเสียบปลั๊กทีวีแล้วเปิดดู ปรากฎว่าทีวีก็ติดตามเดิม น่าจะเกิดจากสายเคเบิลหลวมอะคะ แล้วก็ปิดไฟนอน
คืนนั้นเรารู้สึกอึดอัดมากๆ นอนไม่หลับเลย กว่าจะหลับก็คงจะดึก พอหลับเราฝันว่ามีผู้ชายคนนึงมาถามเราว่ารู้จักกับผู้หญิงที่เขียนจดหมายนั้นไหม เราก็ถามว่าจดหมายไหน(เพราะมันผ่านมานานหลายเดือนแล้ว) เขาบอกว่าเราเป็นคนอ่าน แล้วก็ถามย้ำๆว่ารู้จักผู้หญิงที่เขียนจดหมายไหม บ้านเขาอยู่ไหน? เราก็นึกขึ้นมาถึงจดหมายลึกลับนั้นขึ้นมาทันที แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ผู้ชายคนนั้นก็เอาแต่ถามซ้ำๆคำเดิมพร้อมกับร้องไห้ จนเราสะดุ้งตื่นก็พบว่าใกล้เวลาตื่นไปเรียนแล้ว จึงลุกไปอาบน้ำ เราไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนๆฟังเพราะเดี๋ยวจะกลัวกัน ตลอดเวลาระหว่างที่พวกเราอยู่นั้นก็จะมีเหตุการณ์แบบเพื่อนเห็นเงาหลังห้อง หรือพวกเรารู้สึกแปลกๆตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่ได้รบกวนอะไรพวกเรามาก วันนึงเราเลิกเรียนหลังเพื่อนและกำลังจะเดินเข้าซอยเราก็เจอพี่ผู้ชายคนนึงที่พักอยู่ชั้นเดียวกันแกกำลังซื้อของอยู่หน้าปากซอย พอแกเห็นเราก็ทักทายแล้วแกก็บอกเราว่าคอยเดินไปพร้อมกันเพราะเห็นว่ามืดแล้ว เราจึงเปิดประเด็นทันที เราถามว่าพี่อยู่ที่นี่นานหรือยัง แกบอกว่านานแล้ว แล้วก่อนหน้าที่พวกหนูจะมาอยู่มีใครพักที่ห้องนั้นไหม
จดหมายที่อยู่ใต้เตียง
เมื่อถึงหอพัก พบว่าเป็นหอพักแบบหอรวมชายหญิง เป็นตึกสามชั้น มีชั้นละหกห้อง สภาพหอพักนั้นก็ดูเก่าแก่นิดนึง เจ้าของหอเป็นคุณตาคุณยายแก่ๆวัยเกษียณ ซึ่งดูท่าทางน่าจะใจดี พอไปถึงคุณตาก็อึ้งนิดนึง ที่พวกเราจะเช่าห้องเดียวและอยู่กันสี่คน คุณตาเลยพาไปดูห้องก่อนว่าจะอยู่กันได้ไหม ถ้าอยู่กันได้คุณตาก็ไม่ขัดข้องอะไร พวกเราดูกันหลายห้อง เพราะแต่ละชั้นจะมีห้องว่าง 2-3 ห้อง เลยลงความเห็นว่าจะอยู่ชั้นล่าง จะได้ไม่ต้องเดินขึ้นเดินลงบันไดกัน ราคาค่าหอพักเดือนละ 1,500 ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งก็ถูกกว่าทุกที่ที่พวกเราไปดูมา ถึงสภาพจะเก่าไปหน่อยแต่ก็โอเค เดินออกมาจากซอยไม่ไกลก็ถึงจุดขึ้นรถโดยสาร ซึ่งก็น่าจะสะดวกเวลาไปเรียน พวกเราจึงตกลงพักที่นี่ โดยวางมัดจำไว้เรียบร้อย อาทิตย์ถัดไปจึงจะขนของเข้ามาอยู่
ด้วยความที่จำนวนคนเยอะของก็เยอะตามมาด้วย และด้วยความที่เป็นผู้หญิงอีก ไม่มีหรอกค่ะคำว่าเสื้อผ้ากระเป๋าเดียว หรือ เสื่อผืนหมอนใบ วันที่ขนของแม่เราจึงขับรถกระบะมาเอง โดยมีเพื่อนอีกคนอาศัยรถแม่เราขนของมาพร้อมกัน ส่วนเพื่อนอีกสองคนจะมาวันถัดมา พวกเรามาถึงก็ดำเนินการปัดกวาดเช็ดถู เราบอกให้แม่กลับบ้านไปก่อน เพราะกลัวจะถึงบ้านมืดค่ำ ขับรถคนเดียวอันตราย
เราหยิบยืมอุปกรณ์การทำความสะอาดจากคุณตา คุณตาเจ้าของหอก็ใจดีนะคะ เอาฟูกขนาดสามฟุตมาให้สี่อันเลยค่ะ แบบว่าห้องกว้างขนาดวางฟูกสามฟุต สี่อันได้ แล้วยังเหลือพื้นที่ให้วางของอื่นๆอีกนิดหน่อยค่ะ เรากะเพื่อนวางของไว้หน้าห้องก่อน เนื่องจากห้องเราอยู่ด้านในสุด และห้องตรงข้ามก็เป็นห้องว่างค่ะ เลยวางๆกองๆของไว้ก่อน ภายในห้องจะมีเตียงเหล็กเก่าๆขนาดสามฟุตสองอันวางอยู่ พร้อมฟูกขนาดใหญ่วางเต็มเตียงทั้งสองอัน พวกเราเลยว่าจะเอาเตียงออกค่ะ จะได้เอาฟูกเล็กวางกะพื้นได้ แต่อีกใจก็คิดว่ารอเพื่อนมาครบก่อนดีกว่า ค่อยว่ากัน แล้วเรากับเพื่อนก็ทำความสะอาดบริเวณห้อง ขนของเข้ามา แล้วนอนเตียงนั้นไปก่อนค่ะ คืนนั้นเรานอนกันสองคน พวกเรานอนไม่หลับเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะต่างที่มั้งค่ะ
วันถัดมาเพื่อนอีกสองคนก็มา พวกเราจึงช่วยกันยกฟูกใหญ่นั้นออก ทันทีที่ยกออก เราเห็นกระดาษแผ่นนึง จึงหยิบขึ้นมาดู พอเปิดออกมาฝุ่นนี่คลุ้งกระจายเลยค่ะ เราก็อ่าน...ถึงที่รัก...เพื่อนเราคนนึงขอเรียกมันว่าบัว ก็กระชากจดหมายนั้นออกจากมือเราทันที! แล้วก็บอกว่าอย่าอ่านนะ ของใครก็ไม่รู้ เผื่อคนเขียนเขาไม่อยากให้ใครอ่าน เพื่อนอีกคนก็แบบว่าอ่านเลยๆ ถ้าเขาไม่อยากให้อ่านคงเอาไปทิ้งแล้ว แต่บัวก็บอกว่าตายายเคยเล่าให้ฟังว่ามันไม่ค่อยดีอะไรแบบนี้(คือบัวจะอยู่กับตายายมาตั้งแต่เด็กๆเลยจะค่อนข้างหัวโบราณที่สุดในกลุ่มอะคะ) ส่วนเพื่อนอีกคนไม่ค่อยพูด ถ้าพูดแล้วปากไม่ค่อยดีขอเรียกว่าน้ำนะคะ น้ำก็เสริมอีกว่า เผื่อคนเขียนเขาตายไปแล้วเขารู้ว่าเรามาแอบอ่านเขาจะมาหักคอเอานะ เรากะเพื่อนอีกคนขอเรียกว่า เมย์นะคะ เลยมองหน้ากัน แล้วก็เอาจดหมายไปทิ้งถังขยะค่ะ แล้วพวกเราก็จัดห้องกันต่อ ระหว่างนั้นบัวก็เล่าเรื่องผีสาง เรื่องโบราณต่างๆที่ยายเล่ามา ให้พวกเราฟัง
เย็นวันนั้นเรากับเมย์เอาขยะออกมาทิ้ง และพบว่าจดหมายนั้นหล่นออกมาอยู่นอกถังขยะ เราก็หยิบขึ้นมาแล้วพูดกะเมย์ว่า จดหมายนั้นนี่หว่า เมย์ก็บอกว่าอ่านสิๆ เราก็ลังเล จึงหย่อนจดหมายลงในถังขยะตามเดิม ไม่กี่วินาทีเมย์ก็หยิบขึ้นมาเปิดอ่านหน้าตาเฉยเลยค่ะ เราก็อ่านด้วยตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรค่ะ ปกติเราก็เป็นคนกลัวผีนะคะ แต่ในห้องอยู่กันตั้งสี่คน คงไม่ต้องกลัวอะไร เมย์อ่านไปบรรทัดนึงจึงยื่นให้เราอ่านต่อ เพราะมันอ่านหนังสือช้าค่ะ จดหมายมีความยาวประมาณหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่ค่ะ เขียนด้วยตัวบรรจง ลายมือสวยเลยทีเดียว ใจความก็ประมาณว่า ผู้หญิงเป็นคนเขียน โดยนางเขียนถึงผู้ชายคนนึงน่าจะเป็นแฟนนาง และคาดว่าชายคนนั้นน่าจะเป็นผู้ที่เช่าห้องก่อนหน้าเรา เป็นการพร่ำพรรณาถึงความรัก ความคิดถึง ที่นางมีต่อผู้ชายคนนี้(เท่าที่จำได้นะคะ) แต่ใจความหลักคือการตัดพ้อว่าไม่สามารถคบกันต่อไปได้ ด้วยความห่างไกล ด้วยอุปสรรคที่มากมาย จึงขอยุติความสัมพันธ์ไว้เพียงเท่านี้ แต่จะขอรักผู้ชายคนนี้ตลอดไป จะคอยห่วงเสมอ อะไรประมาณนี้ค่ะ จดหมายค่อนข้างยาว เราจึงอ่านแบบผ่านๆ แล้วบอกเมย์ว่าเรื่องผัวเมียหน่ะ อย่าไปสนใจเลย แล้วเราก็ทิ้งจดหมายนั้นไปก็ไม่ได้สนใจอะไร
วันถัดมาเป็นวันเปิดเรียนพวกเราก็ไปเรียนกันตามปกติ วันแรกไม่มีอะไรมาก แต่พวกเราอยู่คนละห้องใครเลิกเรียนก่อนก็มารอ เพื่อขึ้นรถกลับหอพักด้วยกัน ระหว่างรอรถก็ซื้อลูกชิ้นมากินบนรถกันด้วย พอถึงหอพัก เราก็เดินเอาถุงลูกชิ้นไปทิ้งถังขยะ แต่จังหวะที่หย่อนถุงลูกชิ้นลงไปนั้น เหมือนมีอะไรเย็นๆมาโดนที่มือเรา แบบว่าขนลุกเลยค่ะ เราก็หันไปมอง พบว่าขยะยังเต็มถังจนล้นออกมา เลยคิดว่ามือน่าจะไปโดนถุงพลาสติกมั้งก็ไม่ได้คิดอะไร คืนนั้นบัวอาบน้ำคนแรก บัวบอกว่ารู้สึกแปลกๆเหมือนมีคนจ้องมองอยู่ เลยพาเพื่อนกลัวไปด้วยเลย แต่ตอนเราเข้าไปอาบก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ แต่ก็พยายามคิดว่าเพื่อนอยู่กันเต็มห้องจะกลัวทำไม เวลานอนน้ำนอนติดประตู ถัดมาเป็นบัว และเรา ส่วนเมย์นอนติดประตูหลังห้องค่ะ โดยข้างประตู จะมีหน้าต่างบานเกล็ดอยู่บานนึง เมย์นอนไปสักพักบอกว่ารู้สึกแปลกๆกับหน้าต่าง รู้สึกไม่โอเคขอย้ายที่นอนได้ไหม หรือไม่ก็หาอะไรมาบังๆหน่อย เพราะตอนนั้นพวกเรายังไม่ได้ซื้อม่านค่ะ หน้าต่างจึงเป็นหน้าต่างใสๆ มองทะลุถึงหลังห้องที่เป็นป่า แต่หลังห้องก็มิดชิดนะคะ มีเหล็กดัดแน่นหนา แต่ก็มองเห็นป่าอยู่ดี พวกเราจึงช่วยกันเอาผ้าเช็ดตัวมาแขวนๆไว้จนปิดหน้าต่างจนมิด พร้อมกับเปิดไฟหลังห้องไว้ด้วยเพื่อความสบายใจของเมย์
คืนถัดมาเมย์ไม่เปิดไฟหลังห้องไว้ เราก็ถามว่าไม่เปิดเหรอ เมย์ก็ตอบว่าไม่ดีกว่าเปลืองไฟ บัวจึงพูดขึ้นว่าเมย์เห็นใช่ไหม เห็นเหมือนเราใช่ไหม เมย์ก็ทำหน้านิ่งๆซีดๆแล้วก็พยักหน้า เรากับน้ำก็มองหน้ากันเพราะเราก็ไม่เห็นอะไร(จะเห็นได้ยังไงละก็เราชอบนอนคลุมโปงอ่า) เพียงแต่มีความรู้สึกว่ามีคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา คืนนั้นเราเลยเสนอว่าเปิดทีวีทิ้งไว้ไหม เพื่อนก็เห็นดีเห็นงามด้วย
รุ่งเช้าระหว่างนั่งรถไปเรียนพวกเราก็คุยกันถึงเรื่องที่เพื่อนเจอ(คือไม่กล้าพูดตอนอยู่ในห้องอะคะ)เมย์กับบัวบอกว่าเห็นเหมือนเงาผู้ชายยืนอยู่หลังห้อง ในคืนที่เปิดไฟหลังห้องไว้ ก็เลยไม่อยากให้เปิดจะได้ไม่เห็น ส่วนความรู้สึกแปลกๆทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมดค่ะ แต่มะคืนที่เปิดทีวีไว้นั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ เพราะไม่มีใครกล้ามุดหัวออกจากผ้าห่มมากกว่า
หลังจากนั้นพวกเราก็ซื้อผ้าม่านมาติด แต่ก็ยังเอาผ้าขนหนูมาแขวนทับไว้อีกชั้นนึง มุมนั้นก็เลยกลายเป็นมุมตากผ้าขนหนูไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่ซักผ้าตอนค่ำๆเราก็จะรู้สึกแปลกๆกันตลอด แต่ก็อดทนพยายามคิดว่าไม่มีอะไรหรอกพวกเราอยู่กันหลายคน เทอมแรกก็ผ่านไป ปกติพวกเราจะกลับบ้านกันทุกวันศุกร์ค่ะ จะนั่งรถโดยสารกลับพร้อมกัน พ่อแม่ก็จะมารอรับที่ตลาด แล้ววันอาทิตย์บ่ายๆก็จะเข้าเมืองมาพร้อมกัน พอมาเทอมที่สองเริ่มเรียนหนักขึ้น มีบางคาบเรียนที่เลิกถึงหนึ่งทุ่ม ด้วยความที่เรียนอยู่คนละห้องการจะมาเรียนพร้อมกัน หรือกลับพร้อมกันก็เป็นไปได้ยาก เพราะบางทีเราก็มีเรียนบ่ายเลิกทุ่ม ที่วิทยาลัยจะแบ่งเป็น เช้ากับบ่ายค่ะ แบบว่าเทอมนี้ห้องนี้เรียนเช้าห้องนี้เรียนบ่ายอะไรประมาณนี้จำได้คร่าวๆค่ะเพราะผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว เทอมสองเรากับบัวเรียนบ่ายค่ะ เลิกหนึ่งทุ่ม คนไหนเลิกเรียนก่อนก็จะมารอค่ะ การเดินเข้าซอยดึกๆสองคนก็น่ากลัวนิดๆค่ะ แล้ววันนี้ก็มาถึงวันนั้นบัวไปถึงห้องเรียนแล้วอาจารย์ยกเลิกสอน ครั้นจะให้เพื่อนมานั่งรอเราหลายๆชั่วโมงก็ใช่เรื่อง เราเลยให้บัวกลับห้องไปก่อน
พอเลิกเรียนเราก็นั่งรถกลับ วันนั้นมีฝนปรอยๆมานิดๆ บนรถก็ไม่มีใครเลย แต่เราก็รู้สึกแปลกๆ พอถึงปากซอยเราก็ลงรถแล้วรีบเดินเข้าซอยเพราะกลัวฝนจะตก บวกกับกลัวผีด้วยค่ะ ระหว่างที่เดินเรารู้สึกตลอดเวลา เหมือนกับว่าไม่ได้เดินอยู่คนเดียว เราหันกลับไปมองเห็นเหมือนเงาผู้ชายเดินอยู่ไกลๆ จึงรีบวิ่งเข้าไปในหอพัก ฝนก็เริ่มตกแล้ว เราจึงมาถึงห้องในสภาพเปียกปอน เพื่อนก็เตรียมแกะถุงกับข้าวแล้วเพราะรอเราอยู่คนเดียว เราก็รีบอาบน้ำมานั่งกินข้าว เพื่อนก็ถามว่ามะกี้ตอนวิ่งเข้ามาอ่ะเราหน้าซีดมาก เหมือนตกใจอะไร เห็นอะไรเหรอ เราก็บอกว่าเห็นผู้ชายเดินตามหลัง ตอนนั้นก็คิดว่าคนนั่นแหละค่ะ เขาก็คงเดินเข้าซอยมาหอพักเหมือนกันมั้งเพราะในซอยก็มีหอพักอยู่ 2-3 หอพัก
พอตกดึกขณะที่ทุกคนหลับอยู่(ซึ่งก็เปิดทีวีเอาไว้ตามปกติ) อยู่ๆทีวีก็สัญญาณหาย มีหน้าจอเม็ดๆขาวดำ พร้อมเสียงซ่าๆอะคะ เรานอนไม่หลับอยู่แล้วจึงหันมองเพื่อนๆพบว่าเมย์ก็ยังไม่หลับ เมย์ลุกขึ้นไปเปิดไฟ พร้อมบ่นว่าเซงอ่ะกำลังดูละครสนุกๆ เพื่อนๆจึงตื่นกันหมด ด้วยความที่เราแมนที่สุดในกลุ่ม จึงทำการตรวจดูทีวีว่าเป็นอะไร เราก็ถอดปลั๊กแล้วก็ดูๆอะไรไปเรื่อย เช็คสายเคเบิลว่าหลุดหรือเปล่า สักพักก็มีเสียงตึงๆมาจากประตูหลังห้อง บัวซึ่งตอนนั้นน่าจะอยู่ติดประตูนั้นที่สุดถึงกับกรี๊ดแล้วก็กระโดดมากลางวง พวกเราสตั๊นไปหลายนาที เราก็รวบรวมความกล้า ไปเปิดประตู แต่ก็ไม่มีอะไร น้ำที่ปากไม่ค่อยดีอยู่แล้วก็ทักขึ้นมาว่าเปิดทำไม เดี๋ยวผีก็เข้ามาในห้องหรอก! เท่านั้นแหละค่ะ บัวออกอาการไม่พอใจอย่างหนักเลย ซึ่งเราก็คิดเหมือนกันว่า จะพูดทำไม แค่นี้ก็กลัวกันอยู่แล้ว เราก็ชักสีหน้าใส่น้ำนิดนึงแล้วกลับมาลองเสียบปลั๊กทีวีแล้วเปิดดู ปรากฎว่าทีวีก็ติดตามเดิม น่าจะเกิดจากสายเคเบิลหลวมอะคะ แล้วก็ปิดไฟนอน
คืนนั้นเรารู้สึกอึดอัดมากๆ นอนไม่หลับเลย กว่าจะหลับก็คงจะดึก พอหลับเราฝันว่ามีผู้ชายคนนึงมาถามเราว่ารู้จักกับผู้หญิงที่เขียนจดหมายนั้นไหม เราก็ถามว่าจดหมายไหน(เพราะมันผ่านมานานหลายเดือนแล้ว) เขาบอกว่าเราเป็นคนอ่าน แล้วก็ถามย้ำๆว่ารู้จักผู้หญิงที่เขียนจดหมายไหม บ้านเขาอยู่ไหน? เราก็นึกขึ้นมาถึงจดหมายลึกลับนั้นขึ้นมาทันที แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ผู้ชายคนนั้นก็เอาแต่ถามซ้ำๆคำเดิมพร้อมกับร้องไห้ จนเราสะดุ้งตื่นก็พบว่าใกล้เวลาตื่นไปเรียนแล้ว จึงลุกไปอาบน้ำ เราไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนๆฟังเพราะเดี๋ยวจะกลัวกัน ตลอดเวลาระหว่างที่พวกเราอยู่นั้นก็จะมีเหตุการณ์แบบเพื่อนเห็นเงาหลังห้อง หรือพวกเรารู้สึกแปลกๆตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่ได้รบกวนอะไรพวกเรามาก วันนึงเราเลิกเรียนหลังเพื่อนและกำลังจะเดินเข้าซอยเราก็เจอพี่ผู้ชายคนนึงที่พักอยู่ชั้นเดียวกันแกกำลังซื้อของอยู่หน้าปากซอย พอแกเห็นเราก็ทักทายแล้วแกก็บอกเราว่าคอยเดินไปพร้อมกันเพราะเห็นว่ามืดแล้ว เราจึงเปิดประเด็นทันที เราถามว่าพี่อยู่ที่นี่นานหรือยัง แกบอกว่านานแล้ว แล้วก่อนหน้าที่พวกหนูจะมาอยู่มีใครพักที่ห้องนั้นไหม