ชีวิตตอนนี้เรารู้สึกแย่มาก เกลียดพ่อตัวเองค่ะ ควรทำยังไงดีคะ

กระทู้คำถาม
ตามหัวข้อกระทู้ค่ะ เรารู้ว่ามันบาป แต่มันเกลียดไปแล้วน่ะค่ะ

Edit : พออ่านคห.3 เรารู้สึกว่าปัญหาหลักเราไม่ใช่เกลียดพ่อแต่เป็นการที่พ่อแม่ทะเลาะกัน การเกลียดพ่อเป็นสับเซตอีกที เพราะงั้นโปรดเมินหัวข้อกระทู้ไปนะคะ ฮ่าา

ขออนุญาตเล่าเรื่องราวความเป็นมานะคะ
(มันค่อนข้างเยอะจนไม่รู้ว่าควรเรียงไทม์ไลน์ยังไง ถ้ามันงงๆวนๆก็ขออภัยด้วยนะคะ)

เรื่องของเรื่องคือพ่อแม่เราทะเลาะกันค่ะ
เราจำไม่ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างมันเริ่มมาจากที่แม่ทนไม่ไหวแล้วหลุดคำว่า "-ูจะไม่อยู่กับมึ-แล้ว" ใส่พ่อไปน่ะค่ะ
แล้วพ่อเรารับไม่ได้ค่ะ เค้ามองว่าคำพูดนี้เป็นคำพูดคนชั้นต่ำ ไม่ควรพูด พอแม่เราเถียงว่าใครๆเค้าก็พูดกันเวลาทะเลาะ ถามพี่น้องแม่เวลาทะเลาะเป็นแบบนี้มั้ย ก็เป็น พ่อเราก็ด่าตระกูลแม่ค่ะ ด่าว่าต่ำ อะไรแบบนี้
หลังจากวันนั้นเรื่องมันก็บานปลายสุดๆค่ะ พ่อเรายึดติดกับคำนี้มาก ประมาณว่า ไม่อยากอยู่นี่? ก็ไปสิ กลับมาทำไม อะไรประมาณนี้
แล้วช่วงนั้นเค้าจะย้ำให้เรากับน้องฟังบ่อยๆค่ะว่าแม่จะไม่อยู่แล้ว แม่จะไปแล้ว และเหมือนบังคับให้เรากับน้องอยู่กับพ่อค่ะ
บอกว่าอยู่กับแม่คงไม่ได้เรียน เค้าบอกเค้าจะเลี้ยงส่งเสียเอง
ซึ่ง เราไม่อยากอยู่กับพ่อค่ะ ดูจากสภาพการณ์แล้ว การอยู่กับพ่อนี่แหละที่จะทำให้เราไม่ได้เรียน

เหตุผลคือ

พ่อเราเกษียณราชการแล้ว ตอนนี้เป็นข้าราชการบำนาญ ฟังดูดี แต่ไม่ดีค่ะ พ่อเรามีหนี้ พ่อเราไม่เคยรู้ว่าค่าเทอมเราเท่าไหร่ ค่าเทอมน้องเท่าไหร่ ค่าเรียนพิเศษเราเท่าไหร่ ค่าเรียนพิเศษน้องเราไหร่ ลำพังเงินบำนาญไม่กี่หมื่นมันไม่พอแน่ๆ แล้วยังมีค่ารถตู้ ค่าประกัน ค่ากิน คือพ่อเราไม่รู้รายจ่ายในบ้านเลย และไม่เคยสนด้วย เพราะแม่เป็นคนจัดการทุกอย่าง มีใบแจ้งค่าบัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ แม้แต่การ์ดเชิญไปงานเลี้ยง เค้าโยนให้แม่หมด โดยที่ไม่เคยถามว่าแม่มีเงินมั้ย รู้แค่ว่า แม่ต้องจ่าย พอแม่ไม่มีก็มีปัญหา ถามว่าทำไมไม่มี แล้วจะเอายังไง คือจากมุมมองเรานะคะ เราคิดว่า คนเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็ต้องช่วยชี้นำครอบครัว เป็นหัวในการแก้ปัญหา เราไม่ได้บอกว่าให้เค้าทำคนเดียวนะคะ แต่มันต้องช่วยกัน จะมาโยนๆๆแล้วไม่รู้อะไรเลยแบบนี้ไม่ได้

แล้วเราคิดว่าการอยู่กับพ่อเนี่ย เราอาจจะเรียนไม่จบก็ได้ เราจะกลายเป็นแม่ทันที คือต้องมาทำงานบ้านทุกอย่าง ซึ่งอันนี้มันก็เป็นความเลวของเราเองด้วยแหละค่ะที่ไม่ชอบทำงานบ้าน มันจะทำให้เวลาเรียนเราลดลง ชีวิตลำบากขึ้นเป็นกอง จะด่าเราว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ค่ะ อันนี้ยอมรับ

เคยมีครั้งหนึ่งค่ะ แม่หนีไปบวชชี แต่ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าแม่ไปไหนค่ะ แล้วช่วงที่แม่ไปมันมีวันที่น้องเราต้องไปทัศนศึกษา พ่อยื่นคำขาดว่าจะไม่ไปส่งน้องที่โรงเรียน ซึ่งมัน... เราไม่รู้จะพูดยังไงดี เดิมทีเราก็เกลียดน้อง แต่รู้สึกว่าแบบนี้มันไม่ใช่ น้องไม่เกี่ยว น้องไม่ผิด พ่อไม่ควรใช้อารมณ์ติดสิทธิ์น้อง เราต้องโทรไปรบกวนเพื่อนบ้านให้ไปส่งน้อง ความรู้สึกตอนนั้นคือเราหมดความศรัทธาในตัวพ่อค่ะ เราไม่รู้จะเชื่ออะไรในตัวพ่อ มันว่างเปล่ามากค่ะ ถึงสุดท้ายวันนั้นพ่อก็ไปส่งน้อง แล้วบอกว่าน้องไม่ผิด ก็เลยไปส่ง แต่มันสายไปแล้วค่ะ เราหมดศรัทธาในตัวพ่อโดยสิ้นเชิง

อะ ใช่ค่ะ ระหว่างที่แม่ไม่อยู่ช่วงนั้น พ่อเราพูดกับน้องทุกวันเลยค่ะว่าแม่ไม่กลับมาแล้ว ต่อไปนี้อยู่ด้วยกัน3คนนะ แน่นอนว่าเด็กป.2ที่ใช้เวลาอยู่กับแม่มากกว่าอย่างน้องเราได้ยินแบบนั้นมันต้องร้องไห้อยู่แล้ว พ่อเราก็บังคับไม่ให้ร้องค่ะ บอกให้เข้มแข็ง ห้ามร้อง เค้าจะดูแลเอง แต่สิ่งที่พ่อทำก็แค่ปล่อยให้น้องเล่นโทรศัพท์ทั้งวัน ส่วนเค้าไม่ได้ทำอะไร เราก็ทำงานบ้านไป โชคดีที่เป็นช่วงปิดเทอม แต่ก็แย่ตรงที่เราไม่ได้เรียนพิเศษ ไม่ได้อ่านหนังสือเลย เป็นช่วงที่แย่มากค่ะ

แล้วเค้าก็เรียกเราไปคุยค่ะ บอกเราเหมือนที่บอกน้อง ว่าแม่ไม่กลับมาแล้ว แต่ก่อนที่เค้าเรียกไปคุยแม่โทรมาหาเราก่อนค่ะว่าแม่ไปไหน และจะกลับเมื่อไหร่ เรารู้ว่าแม่กลับมาแน่เลยไม่ได้กังวลอะไร แต่ไม่ได้บอกพ่อ ทีนี้เค้าถามเราค่ะว่าถ้าพ่อกับแม่เลิกกัน(ไม่ได้จดทะเบียนสมรสค่ะ ใช้คำว่าหย่าไม่ได้)จะทำยังไง เราไม่ตอบ เค้าเลยถามต่อว่า จะอยู่กับพ่อหรือกับแม่ ในใจเรา100%คือจะอยู่กับแม่ ถึงจะต้องย้ายบ้านไปอยู่บ้านเช่าโทรมๆก็จะอยู่กับแม่ แต่ไม่ได้ตอบอะไรไปค่ะ แล้วเค้าก็เริ่มดูถูกแม่ให้เราฟังค่ะ ใจความประมาณว่า เพราะแม่พูดคำว่า "-ูจะไม่อยู่กับมึ-แล้ว" มันเลยกลายเป็นแบบนี้ เราก็เถียงกลับไปว่าข้างบ้านก็ประชดกันแบบนี้ไม่เห็นเป็นอะไร เค้าก็บอกว่านั่นมันข้างบ้าน แต่ต้องไม่เกิดกับตระกูล(นามสกุลพ่อ) แล้วก็เริ่มดูถูกตระกูลแม่ ญาติฝั่งแม่ ทุกคนที่เป็นเพื่อนแม่ ซึ่งมันเป็นถ้อยคำที่น่ารังเกียจมากสำหรับเรา แต่เราก็ได้แต่นั่งฟังไป สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร

จบเรื่งนั้นไปก่อนละกันค่ะ เพราะเราไม่รู้จะเอาอะไรมาพิมพ์ก่อนดี มันเยอะจนเราลืม(ฮา)

สิ่งที่พ่อคอมเพลนแม่ให้เราฟังบ่อยๆก็คือคำว่า "ขี้เกียจ มักง่าย เห็นแก่ตัว" ค่ะ

คำสามคำนี้มันมาจากแค่ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆของแม่ ที่เป็นไปตามปกติของมนุษย์เท่านั้นค่ะ
เพราะแม่เราไม่ใช่หุ่นยนต์ บางทีมันก็มีผิดพลาดกันบ้าง เช่นลืมปิดไฟห้องน้ำ ลืมปิดน้ำ กรอกน้ำทิ้งไว้แล้วทำกับข้าวจนลืมดู สิ่งพวกนี้เกิดขึ้น "นานๆครั้ง" ค่ะ แต่สิ่งที่พ่อเราทำคือ ถ่ายรูปสิ่งผิดพลาดพวกนั้นส่งไลน์ไปด่าแม่ ลงFacebook สร้างความอับอายให้แม่
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนที่ลืมปิดน้ำปิดไฟ ลืมกระทั่งปิดประตูตู้เย็นบ่อยที่สุดก็คือพ่อเรา แล้วเราคือคนคอยตามปิด
แต่ไม่มีใครว่าเค้าได้ ทำไมกัน? ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ

อย่างเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการรีดเสื้อนี่ก็หาว่าแม่ขี้เกียจ มักง่าย
เพียงเพราะแม่รีดเสื้อไม่เพียงพอให้เค้า"เลือกใส่"ได้
ที่จริงแม่ไม่ได้ขี้เกียจค่ะ แต่เพราะช่วงนั้นแม่ยุ่ง ไม่มีเวลา เพราะพ่อบังคับให้แม่ไปขายของ ตั้งแต่เช้ายันเย็น กลับมาทำกับข้าวยังไม่ทันเลย
เค้าเลยบังคับให้เรารีดเสื้อให้เค้าวันละ 3 ตัว
เราก็รีดนะคะ แต่ด้วยความที่เราเรียนพิเศษเช้า-เย็นทุกวัน + ช่วงนั้นปั่งงานวาดรูป วันสุดท้ายก่อนเปิดเทอม เราก็นั่งปั่งงานจนไม่ได้รีดผ้า
พ่อ : วันนี้รีดเสื่อให้ป๊ายัง
เรา : ยังค่ะ (ปั่นงานสุดชีวิตอยู่หน้าคอม)
พ่อ : แล้วทำไมไม่รีด
เรา : ทำงานอยู่ค่ะ
พ่อ : งานอะไร
เรา : วาดรูปค่ะ
พ่อ : ทำทำไม มันได้เงินรึไง? (น้ำเสียงดูถูก)
เรา : ไม่ได้หรอกค่ะ แต่หนูอยากทำ ช่วยเพื่อน (เราเริ่มโมโห)
พ่อ : แล้วครอบครัวไม่สำคัญใช่มั้ย? งานไร้สาระแบบนี้ทำแล้วได้อะไร เพื่อนให้อะไร นี่ไม่ใช่งาน งานมันต้องได้เงิน
หลังจากนั้นเราไม่รู้ว่าเราเถียงอะไรพ่อไปบ้างค่ะ เรารู้แค่ว่าวันนั้นเรากรี๊ด กรี๊ดๆๆๆ เราไม่เคยกรี๊ดขนาดนี้มาก่อน เราร้องไห้ เราหนีเข้าห้อง ขว้างปาข้าวของ จนแม่เดินมาปลอบเราค่ะ ความรู้สึกตอนนั้นคือเราเกลียดพ่อ อยากหนีไปไกลๆ ไปให้ไกลจากบ้านหลังนี้

เราก็รู้ตัวแหละค่ะว่าเรื่องที่เราทำมันไร้สาระ แต่มันเป็นความชอบของเรา มีคนมาดูถูกแบบนี้ ถึงจะเป็นพ่อ ไม่สิ ยิ่งเป็นพ่อนี่แหละเราถึงรับไม่ได้ ฟางเส้นสุดท้ายขาดผึงค่ะ เราไม่คุยกับพ่อเลยหลังจากวันนั้น ไปเรียนก็ไม่ไหว้ พ่อกลายเป็นคนไร้ตัวตนสำหรับเราโดยสมบูรณ์ค่ะ

จนผ่านไปประมาณเดือนนึงมั้งคะ เค้าเรียกเราไปคุยด้วย บอกอยากให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม กลับไปเป็นครอบครัวที่อบอุ่น
เราไม่รู้จะพูดอะไร แค่เออออไปค่ะ แต่ในใจเรา คำว่าเหมือนเดิมคืออะไรก็ไม่เข้าใจ มันว่างเปล่าไปหมดค่ะ รู้สึกว่ามันสายไปแล้ว

เดิมทีตั้งแต่แรกครอบครัวเราก็ไม่ได้อบอุ่นอะไร ตั้งแต่จำความได้จนถึงถึงตอนนี้ พ่อเคยพาครอบครัวไปเที่ยวไม่ถึง 10 ครั้ง ไม่เคยเห็นพ่อเล่นกับแม่ ไม่เคยสอนการบ้านเรา ไม่ค่อยคุยอะไรกับเราเท่าไหร่ ตอนเด็กเราก็คิดว่าครอบครัวเราสมบูรณ์แบบแหละค่ะ มารู้สึกตัวตอนม.ต้น เห็นเพื่อนๆเค้าคุยเรื่องไปเที่ยวกัน เห็นเค้าล้อกันเล่นกัน แต่เราไม่เคย ก็เลยรู้สึกว่าครอบครัวเรามันแปลก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่จนรบกวนจิตใจเรามากมาย ปล่อยผ่านละกัน

จนกระทั่งพ่อกับแม่ทะเลาะกันแล้วแม่เอาเรื่องนี้มาพูดแหละค่ะ
ตอนนั้นทุกคนนั่งพร้อมหน้า พอแม่พูดเรื่องนี้ เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเราร้องไห้ ทั้งๆที่ปกติไม่เคยร้อง เราก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่คือมันจุกอ่ะ(ฮา)
แล้วพ่อเราก็บอกว่ามันเปลือง ด่าแม่อีกว่าดีแต่ผลาญเงิน ทั้งๆที่แม่ยังไม่ได้พูดเลยว่าขอให้พาไปเที่ยว แม่ก็อาจไปเที่ยวกับน้องบ้างแต่คือไปกับคนรู้จักแม่อีกที ซึ่งไม่ได้เสียเงินอะไรมากมาย แค่พาน้องไปเปิดหูเปิดตาเพราะมันไม่มีเพื่อนเล่น แต่เรายังไงก็ได้

ขอข้ามมาเรื่องการเงินบ้านเราเลยนะคะ

หลังจากพ่อเราเกษียณเค้าจะได้เงินมาก้อนหนึ่งค่ะ แม่ก็บอกว่าจะเอาเงินก้อนนั้นไปใช้คืนพี่ชาย(คือใช้หนี้แหละ) เพราะตอนนี้พี่ชายแม่ต้องการใช้เงินค่อนข้างด่วน แต่พ่อเราไม่ยอมค่ะ เค้าไม่พอใจ เค้าบอกว่าเค้าจะเอาเงินตรงนี้มาทำทุน จะทำการเกษตร ค่ะ "ทำการเกษตร" ซึ่งการทำแบบนี้มันต้องมีพื้นที่เพียงพอถ้าจะให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่พื้นที่บ้านเราไม่ได้มีพอขนาดนั้นค่ะ ทำได้ก็ทำแบบกิ๊กก๊อก พอแม่พูดเหตุผลที่ไม่เห็นด้วย ทีนี้หลักเศรษฐกิจพอเพียงก็มาค่ะ คือหลักการที่เค้าพูดมานี่มันดูดีมาก แต่ก็แค่หลักการ ในทางปฏิบัติจริงก็ทำได้ แต่ชีวิตจะติดแหง็กอยู่ที่บ้านหลังนั้น อย่างที่บอก เค้าไม่รู้รายจ่ายว่ามีเท่าไหร่ ก็เลยคิดอะไรแบบนั้นมา พอแม่จะอธิบาย ก็ไม่อยากรู้อีก
แล้วการที่แม่บอกว่าจะเอาเงินไปคืนพี่ชายแม่ก่อนเนี่ย พ่อเรามองว่าเป็นการเอาเงินไปให้ "คนอื่น" ทั้งๆที่พี่ชายแม่เราเนี่ยช่วยครอบครัวเรามามาก มากๆๆ ยกหนี้ให้ก็เคยมาแล้ว ตอนเงินไม่พอลงเรียนพิเศษก็พี่ชายแม่นี่แหละช่วยออกให้เรา การที่พอเค้าลำบากบ้างแล้วเราช่วยเค้าเนี่ย มันผิดตรงไหน การที่พ่อพูดแบบนี้คือเค้าเห็นแก่ตัวมากๆอ่ะ
ทีนี้แม่เราก็เลยปล่อยให้เค้าทำตามใจ เค้าก็จัดเลยค่ะ ปลูกข้าวโพด แต่จ้างคนมาทำ พูดซะดิบดีแต่สุดท้ายก็วานเค้าทำทุกอย่าง ฝักข้าวโพดจะมีซักอันมั้ยที่หักเอง
ก็ไม่ สรุปขาดทุนค่ะ ทำได้รอบเดียว หึ...
พอแม่จะริเริ่มทำธุรกิจขายตรง(เรียกแบบนี้มั้งนะ) เราก็ไม่ได้ชอบอะไรแบบนี้หรอกนะคะ แต่ก็ปล่อยให้แม่ทำเพราะอย่างน้อยๆทำอะไรแบบนี้ก็ไม่ขาดทุน แต่พ่อเราดูถูกแม่จนแม่ท้อ เลยเลิกไป

คือ... เราควรสรุปยังไงดี พ่อเราหวงเงินน่ะค่ะ ทุกบาททุกสตางค์ ของเค้า ต้องครบ(มีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปเข้าค่าย4วัน3คืนที่กกรุงเทพ ขอเงินค่าขนมแม่ แม่บอกให้ลองไปขอพ่อ พ่อก็ให้มา... เอาเป็นว่าจำนวนเงินไม่พอให้อยู่4วัน3คืนน่ะค่ะ แล้วให้เราไปบอกแม่ว่า เอาไปคืนเค้าด้วยนะ แม่เรานี่ยิ้มอ่อนมองแรง แล้วควักเงินเพิ่มให้เรา เป็นไง สุดยอดเลยมั้ยคะพ่อเรา) แล้วคือในขณะที่เงินใช้สอยประจำวันมันยังไม่มี แต่เก็บเงินไว้แบบนั้นมันจะได้อะไรขึ้นมา อันนี้เราไม่เข้าใจจริงๆค่ะ แต่สุดท้าย เงินก้อนนั้นที่หักหนี้แล้วเค้าปล่อยให้แม่จัดการ

ดูเหมือนจะจบ แต่มันไม่จบค่ะ

เค้ามองว่าเงินก้อนนั้นที่ให้แม่มานี่มันมากกกกกกกกกก จนแม่ใช้ไม่มีวันหมด
เอาจริงๆแค่ค่าประกันต่างๆก็หมดแล้วค่ะ(หัวเราะ)
แล้วตอนนี้พ่อเราไม่ทำอะไรเลยค่ะ
ในขณะที่แม่วิ่งหาเงินทุกๆช่องทางแม้จะต้องเป็นหนี้(เป็นหนี้ก็โดนด่าอีก)
แต่พ่อเราไม่ทำอะไรเลยค่ะ
ตื่นเช้ามาก็เปิดทีวี กวาดระเบียงบ้านนิดหน่อย(แต่ไม่สะอาด) เล่นโทรศัพท์ สายๆหน่อยไปรดน้ำต้นไม้ ซึ่งต้นไม้อ่ะจริงๆแล้วไม่ต้องรดทุกวันก็ได้ แต่เค้ารดทุกวันค่ะ เปลืองน้ำ+เปลืองไฟค่าปั๊มมาก ถากหญ้านิดๆหน่อยๆ เอาเสื้อเหม็นเหงื่อมาแขวนไว้ตรงที่ๆคนต้องเดินผ่านราวกับจะประกาศว่าข้าทำงานเหนื่อยแล้วนะ ทั้งๆที่มันไม่ได้อะไรเลย แล้วกลับมาเล่นโทรศัพท์ต่อ มันเป็นแบบนั้ทุกวันเลยค่ะ

มีวันหนึ่งเค้าเรียกเราไปคุยค่ะ ไม่นานมานี้แหละ ใจความประมาณว่า เค้าไม่มีเงิน
ซึ่งการที่ไม่มีเงินนี่ต้องทำยังไง หัวหน้าครอบครัวต้องคิดสิ ไม่ใช่ไม่ทำอะไรอยู่แบบนี้
มาบอกว่าคนล้มอย่าข้าม เพราะคนลุกขึ้นมาได้
แล้วพ่อจะลุกเมื่อไหร่ ในเมื่อวันๆเอาแต่หายใจทิ้งแบบนี้

แม่บอกเราว่าอย่าไปคิดเรื่องพวกนี้ โอเคเราก็ไม่คิด แต่การที่พ่อเรียกเราไปคุยแบบเนี้ย เหมือนเค้าบังคับให้เราคิดอ่ะ มันมีเคสที่เค้าพูดว่า"หรือไม่คิดอะไรเลย?"ใส่เรา เราดูเป็นเลวขึ้นมาทันที



มีต่ออีกนิ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่