คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 30
กฯกำชับทุกจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง เน้นเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับครัวเรือน พร้อมทบทวนปรับปรุงการเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ แนะประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ
วันที่ 29 ก.ค.พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุเซินกาอย่างใกล้ชิด แม้ว่าขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยาจะแจ้งว่าปริมาณฝนจะลดลง เพราะพายุได้อ่อนกำลังลงและสลายตัวแล้ววานนี้ แต่ขอให้ทุกจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงยังคงเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด เนื่องจากบางพื้นที่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ และน้ำเข้าท่วมในจุดสำคัญ เช่น โรงพยาบาล สนามบิน เป็นต้น
“บางพื้นที่ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายประชาชนออกมาได้ เพราะเกิดน้ำท่วมอย่างฉับพลัน เจ้าหน้าที่จะต้องทำงานเชิงรุกโดยใช้เรือท้องแบนลำเลียงอาหารและสิ่งจำเป็นที่ง่ายต่อการขนส่งและ บริโภค เป็นการชั่วคราว เช่น ข้าวเหนียว ไก่ทอด ไข่ต้ม น้ำดื่ม เข้าไปมอบให้กับผู้ประสบภัยถึงครัวเรือนระหว่างรอการอพยพไปยังสถานที่ปลอดภัย
นอกจากนี้ ขอให้แต่ละจังหวัดทบทวนปรับปรุงระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อติดตามข้อมูลต่าง ๆ ให้เกิดความแม่นยำ และนำข้อมูลสภาพภูมิประเทศและภูมิสังคมของพื้นที่จริงไปประเมินจุดเสี่ยง และแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะผู้นำชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน”
นายกรัฐมนตรียังได้เตือนไปยังพี่น้องประชาชน ขอให้ใช้วิจารณญานในการรับและส่งต่อข่าวสารในโลกออนไลน์ โดยให้ติดตามข่าวสารที่ถูกต้องจากทางราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีข่าวลือ เช่น อ่างเก็บน้ำใน จ.สกลนครแตก หรือจะมีพายุเนสาทที่รุนแรงกว่าเซินกาถึง 2 เท่า เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องไม่เป็นความจริง โดยยืนยันว่ากรณีของอ่างเก็บน้ำเป็นเพียงน้ำที่เอ่อล้นท่วมพื้นที่ท้ายอ่างบางส่วน และเจ้าหน้าที่ได้จัดการแก้ไขปัญหาแล้ว ส่วนพายุเนสาทนั้นจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไต้หวันในวันที่ 29 – 30 ก.ค.นี้ โดยไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย
http://www.banmuang.co.th/news/politic/86769
วันที่ 29 ก.ค.พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุเซินกาอย่างใกล้ชิด แม้ว่าขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยาจะแจ้งว่าปริมาณฝนจะลดลง เพราะพายุได้อ่อนกำลังลงและสลายตัวแล้ววานนี้ แต่ขอให้ทุกจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงยังคงเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด เนื่องจากบางพื้นที่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ และน้ำเข้าท่วมในจุดสำคัญ เช่น โรงพยาบาล สนามบิน เป็นต้น
“บางพื้นที่ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายประชาชนออกมาได้ เพราะเกิดน้ำท่วมอย่างฉับพลัน เจ้าหน้าที่จะต้องทำงานเชิงรุกโดยใช้เรือท้องแบนลำเลียงอาหารและสิ่งจำเป็นที่ง่ายต่อการขนส่งและ บริโภค เป็นการชั่วคราว เช่น ข้าวเหนียว ไก่ทอด ไข่ต้ม น้ำดื่ม เข้าไปมอบให้กับผู้ประสบภัยถึงครัวเรือนระหว่างรอการอพยพไปยังสถานที่ปลอดภัย
นอกจากนี้ ขอให้แต่ละจังหวัดทบทวนปรับปรุงระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อติดตามข้อมูลต่าง ๆ ให้เกิดความแม่นยำ และนำข้อมูลสภาพภูมิประเทศและภูมิสังคมของพื้นที่จริงไปประเมินจุดเสี่ยง และแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะผู้นำชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน”
นายกรัฐมนตรียังได้เตือนไปยังพี่น้องประชาชน ขอให้ใช้วิจารณญานในการรับและส่งต่อข่าวสารในโลกออนไลน์ โดยให้ติดตามข่าวสารที่ถูกต้องจากทางราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีข่าวลือ เช่น อ่างเก็บน้ำใน จ.สกลนครแตก หรือจะมีพายุเนสาทที่รุนแรงกว่าเซินกาถึง 2 เท่า เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องไม่เป็นความจริง โดยยืนยันว่ากรณีของอ่างเก็บน้ำเป็นเพียงน้ำที่เอ่อล้นท่วมพื้นที่ท้ายอ่างบางส่วน และเจ้าหน้าที่ได้จัดการแก้ไขปัญหาแล้ว ส่วนพายุเนสาทนั้นจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไต้หวันในวันที่ 29 – 30 ก.ค.นี้ โดยไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย
http://www.banmuang.co.th/news/politic/86769
แสดงความคิดเห็น
~มาลาริน~** ชวนอ่านบทความน้ำท่วมสกลนครกันค่ะ
ปัญหาน้ำท่วม "ตัวเมืองสกล" บทเรียนที่น่าจะถึงเวลาสรุปเสียที
พี่น้องชาวสกลนครที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองมักขวัญผวาเมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้อง นั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมอย่างฉับพลันหลังฝนตกหนักเพียงไม่กี่ชั่วโมง นักธุรกิจทุกท่านโอดครวญเป็นเสียงเดียวกันว่า......น้ำท่วมร้านค้าเพียง "นาทีเดียว" ข้าวของเสียหายนับแสน นับล้านบาท ถ้าเก็บของหนีน้ำไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งของประเภทเสียแล้วต้องทิ้งลูกเดียว อาธิ เครื่องเขียน เสื้อผ้า ปูนซีเมนต์ อาหารแห้ง ฯลฯ ขณะเดียวกันก็มีคำถามเกิดขึ้นอย่างกังขาว่า น้ำในหนองหารยังไม่ล้น แต่ทำไมตัวเมืองท่วมแล้ว....... คอลั่มจับประเด็นร้อนจะขอร่วมวิเคราะห์เรื่องนี้อีกเสียงนึง
ย้อนอดีตไปเมื่อครั้งการก่อตั้ง "นครหนองหารหลวง" ในยุคขอมเรืองอำนาจ เจ้านายผู้รับผิดชอบการสร้างเมืองได้เลือกสถานที่โดยใช้สเป็กเดียวกันกับการตั้งราชธานี "นครอังกอร์" หรือปัจจุบันรู้จักในชื่อ "เมืองเสียมราช" ภูมิประเทศที่เข้าตาท่านแม่ทัพขอมน่าจะมีข้อมูล ดังนี้
1. อยู่ใกล้แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่เหมือนทะเลสาปที่เมืองอังกอร์ ในที่นี้ได้แก่หนองหารจะได้หาอยู่หากินอย่างอุดมสมบูรณ์ เข้าตำรากองทัพต้องเดินด้วยท้อง
2. ต้องมีระบบป้องกันน้ำท่วมตัวเมืองในฤดูฝน ขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบเก็บกักน้ำไว้สำรองในฤดูแล้ง
ตามสเป็กดังกล่าวท่านพญาขอมฟันธงเลือกทำเลที่เป็นเขตเทศบาลในปัจจุบัน ก่อสร้างปราสาทประธาน (พระธาตุเชิงชุม) สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า "บาราย" เปรียบเสมือนทะเลอันศักดิ์สิทธิ์ล้อมรอบเขาพระสุเมร (สระพังทอง) สร้างกำแพงสองชั้นมีคูน้ำอยู่ตรงกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขนาด 1.7 คูณ 1.8 กิโลเมตร เพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าตัวเมืองและเป็นกำแพงป้องกันศัตรู หากเราๆท่านๆนั่งไทม์มะชีนย้อนเวลาไปถึงสมัยนั้นคงได้เห็นภาพลำคลองธรรมชาติหลายสายรอบนอกกำแพงเมือง ครั้นฝนตกหนักน้ำจากเทือกเขาและที่ดอนจะไหลผ่านลำห้วยลงสู่หนองหาร และระบายออกลำน้ำก่ำลงสู่แม่น้ำโขง ตัวเมืองจึงปลอดภัยจากน้ำท่วม
สาเหตุของน้ำท่วมตัวเมืองสกลนคร
กาลเวลาผ่านไปอาณาจักรขอมโรยลาไปตามกฏแห่งสัจธรรมทิ้งไว้เพียงโบราณสถานให้ดูต่างหน้าราว 800 ปีที่แล้ว อาณาจักรน้องใหม่ "ล้านช้าง" เข้ามาแทนที่เปลี่ยนปราสาทประธานที่อยู่กลางเมืองเป็น "พระธาตุเชิงชุม" แต่ก็โรยลาไปเช่นกันในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อ 200 ปีก่อน ครั้นหันมามองเรื่องทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ลำห้วย" ที่เคยมีอยู่มากมายก็หดหายไปในช่วง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา จากหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศเมื่อ ปี 2497 ยังเห็นลำห้วยบริเวณหน้าแขวงการทางสกลนครอย่างชัดเจน แต่พอดูภาพถ่ายดาวเทียมกูเกิ้ล พ.ศ. 2550 ลำห้วยดังกล่าวหายไปแล้ว และลำห้วยใกล้ๆกันที่เคยไหลลอดใต้สะพานขอมซึ่งมีช่อง 11 ช่อง ก็หายไปเช่นกัน สะพานขอมเลยกลายเป็นหินศิลาแลงตั้งตากแดดตากลมอยู่หน้าห้างโลตัส นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างเท่านั้น !
แม้ว่าเราๆท่านๆจะไม่เคยเรียนวิชาวิศวกรรมชลประทาน ก็สามารถใช้สามัญสำนึกว่า "ถ้าน้ำไม่มีที่ไป....มันต้องท่วมลูกเดียว" มองในแง่มุมภูมิศาสตร์ตัวเมืองสกลนครตั้งอยู่ในทางไหลของน้ำที่มาจาก "ภูพาน" บวกกับ "ที่ดอน" และไปลงหนองหาร ถ้าเส้นทางดังกล่าวอุดตันหรือไม่คล่องตัวขณะที่ฝนตกหนัก ท่านจะให้น้ำเหล่านั้นหนีไปทางไหน ?
ตั้งแต่ พ.ศ.2500 เป็นต้นมาตัวเมืองสกลนครเริ่มถูกพัฒนาด้วยการก่อสร้างถนนขวางลำห้วย ถมหนองน้ำ ถมลำห้วย สร้างอาคารสารพัดประเภท โดยลืมนึกถึงทางเดินของน้ำที่มีอยู่แต่เดิม ผมขอใช้ความรู้คณิตศาสตร์ระดับมัธยมคำนวณให้ดูกันจะจะแบบภาษานักเลงเรียกว่า "หงายไพ่เล่น" ดังนี้
1. พื้นที่รับน้ำฝนบริเวณที่ดอนด้านทิศตะวันตกของตัวเมืองมีประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร หรือ 62,500 ไร่ ถ้ามีฝนตกลงมาเพียง 1 มม. จะได้น้ำ 100,000 ลบ.ม. ถ้าตก 50 มม. ก็เท่ากับ 5 ล้าน ลบ.ม. และเอาแบบสุดๆที่ 100 มม. จะได้น้ำ 10 ล้าน ลบ.ม. คิดที่ 80% ของน้ำจำนวน 10 ล้าน = 8 ล้าน ไหลลงมาใส่ตัวเมืองสกลภายใน 1-2 วัน อะไรจะเกิดขึ้น
2.ขณะเดียวกันตัวเมืองสกลนครมีพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ ถ้าฝนตกลงมา 100 มม. จะได้น้ำ 240,000 ลบ.ม. ถ้าเอาน้ำในตัวเมืองบวกกับที่ไหลลงมาจากที่ดอน ขณะเดียวกันปากทางลงท่อระบายน้ำที่มีอยู่ตามข้างท้องถนนก็เต็มไปด้วยขยะจากครัวเรือน อาธิ ถุงพาสติก กระป๋อง เศษผัก ฯลฯ ปริมาณน้ำที่เทลงมาจากฟ้าอย่างต่อเนื่องแต่ถูกปิดกั้นอยู่ตามปากท่อระบายน้ำ อะไรจะเกิดขึ้นคงไม่ต้องอธิบายมาก ท่านน่าจะนึกภาพออก
ชาวเมืองสกลนครยังบุญที่เรามีอ่างเก็บน้ำชลประทานขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายแห่งในบริเวณเชิงเขาภูพาน ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงด่านที่ 1 รับน้ำที่ลงมาจากภูเขา ประกอบกับป่าของอุทยานแห่งชาติภูพานยังมีสภาพสมบูรณ์ทำหน้าที่ซึมซับและชลอน้ำได้อย่างดี เมื่อเทียบกับภูเขาของจังหวัดอื่นๆที่ประสบกับปัญหาการบุกรุกทำลายจนแทบสิ้นสภาพ เราจึงไม่เห็นอุบัติภัยดินโคลนถล่มและน้ำป่าพัดบ้านเรือนพังชั่วข้ามคืนที่เมืองสกลนคร
แนวทางป้องกัน และแก้ใข
ในที่นี้เราตั้งโจทย์อยู่ 2 ประการ คือ "หนองหารยังรับน้ำได้" และ "ไล่น้ำลงหนองหารให้เร็วที่สุด"
มาถึงตอนนี้หลายท่านค่อนข้างท้อแท้พูดว่าสายไปแล้ว แต่สำหรับ"จับประเด็นร้อน" มีข้อเสนอว่าเรายังมีทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมตัวเมืองสกลโดยดำเนินการ
1. พัฒนาพื้นที่ แก้มลิงด่านที่ 2 ในบริเวณชานเมืองซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetlands) ให้สามารถเก็บน้ำได้จำนวนหนึ่ง
2. ขุดลอกหรือปรับปรุงลำห้วยธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่ให้มีสภาพคล่อง ยกตัวอย่าง "ห้วยทราย" ที่ไหลผ่านตลาดบ้านธาตุนาเวง กับลำห้วยที่ไหลลอดถนนหน้าเมืองสกลนคร
3. พี่น้องชาวเมืองสกลก็ต้องดูแลการจัดการขยะจากครัวเรือนไม่ให้เป็นสิ่งอุดตันท่อระบายน้ำ ดังภาพที่เห็น
http://www.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539242053
คนสกลนครคงเข้าใจดีนะคะ
และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบต้องแก้ไข
ไม่เช่นนั้นอุทกภัยก็จะเกิดซ้ำซาก
อย่ามาโทษรัฐบาลลุงตู่ล่ะ