‘ปู’ อย่าแสร้งทำเป็น ‘ปลาทอง’ ความจำสั้น (โจ หมี)

http://m.naewna.com/view/columntoday/30731








28 ก.ค. 2560

กวนน้ำให้ใส : ‘ปู’อย่าแสร้งทำเป็น‘ปลาทอง’



การดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ใช่เรื่องคดีอาญาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม ที่จะถึงนี้

ไม่ใช่การบังคับตามคำพิพากษาของศาลอาญา หรือศาลแพ่ง

แต่เป็นการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง (เรียกค่าสินไหมทดแทน 3.5 หมื่นล้านบาท)

ถ้าไม่ต้องการจะถูกยึดทรัพย์ ก็ต้องไปต่อสู้ตามกระบวนการในศาลปกครอง

ย้ำ ศาลปกครอง

เพื่อให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้เรียกค่าสินไหมทดแทน 3.5 หมื่นล้านบาทนั่นเอง

หรืออย่างน้อย ก็ให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง

ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งศาลปกครองให้ทุเลาการบังคับ หรือเพิกถอน ตราบนั้นเจ้าหน้าที่ก็สามารถเดินหน้าดำเนินการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ตามกฎหมายได้

จะมาอ้างว่า ทำไมไม่รอคำพิพากาศาลฎีกา ไม่ได้

จะมาโวยว่า ทำไมไม่รอคำสั่งของศาลปกครอง ไม่ได้

โดยเรื่องนี้ ไม่ใช่เพิ่งจะเริ่มต้นดำเนินการ แต่กระบวนการเริ่มต้นมาตั้งแต่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด แล้วส่งเรื่องมาให้กระทรวงพาณิชย์โน่นแล้ว



1. เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2560 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ แจกแจงเพิ่มเติมว่าในส่วนของการบังคับคดีปกครอง พูดกันมาเป็นปีก่อนหน้านี้แล้ว จากการออกคำสั่งทางปกครองออกไปแล้วนั้น หลายคนพยายามมาถามตนว่าทำไปถึงไหนแล้ว จะยึดอะไร อย่างไรบ้างซึ่งตนก็บอกแล้วว่าถ้าพบก็ยึด และมีอายุความ 10 ปี จึงถือเป็นคนละส่วนกับคดีอาญา ซึ่งถ้าพบก็ต้องดำเนินการยึดทรัพย์เลย มิฉะนั้น เจ้าหน้าที่จะถือว่าบกพร่อง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังในฐานะเจ้าหนี้ของเรื่องดังกล่าว ได้ตรวจสอบพบว่ามีทรัพย์สินบางส่วน จึงได้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกมาแยกเป็น 2 ส่วน คือ

1. สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ เงินฝากในธนาคารต่างๆ ที่ตอนนี้ตรวจพบแล้วว่ามีอยู่ 10-20 ธนาคาร รวมแล้วเป็นจำนวนเงินไม่มาก จำเป็นต้องถูกอายัดไว้ก่อน ถูกฟรีซเอาไว้ เพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายจ่ายโอน แต่ยังไม่ถูกยึดมาเป็นของหลวง ในกรณีผู้ต้องหารายอื่นๆ ก็ถูกดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้

2. อสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม เป็นต้น ก็ได้ถูกตรวจพบว่ามีประมาณ 37 รายการ โดยหน่วยงานเจ้าของเรื่องทราบดีว่ามีมูลค่าจำนวนหนึ่ง แต่ขอไม่ระบุตัวเลข ซึ่งกรมบังคับคดีได้ประสานงานกับกรมที่ดินเพื่อขอฟรีซทรัพย์นั้นไว้เช่นกัน เพื่อไม่ให้มีการทำธุรกรรม จำหน่าย จ่ายโอน แต่ยังไม่ถูกยึดเข้ารัฐเช่นกัน และยังไม่ถูกนำมาขายทอดตลาด และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลนั้นอยู่เช่นเดิม เพียงแต่กรมบังคับคดีแจ้งให้กรมที่ดินทราบว่ามีรายการใดบ้างที่ถูกตรวจพบ

“เงินที่ถูกอายัดไว้นั้นมี 16 บัญชี โดยในจำนวนนี้มี 5 บัญชี มีเงินเป็นหลักแสนบาท ซึ่งถูกกรมบังคับคดีถอนออกมาก่อน เป็นอำนาจตามกฎหมาย แต่ยังไม่ได้ถูกส่งเข้าคลังทันที ทรัพย์ยังอยู่ที่กรมบังคับคดี เนื่องจากเป็นการยึดตามคำสั่งทางคดีปกครอง อย่างไรก็ตาม ที่เหลือ
อีก 11 บัญชี นั้นยังไม่มีการแตะต้องแต่อย่างใด”



2. ฟังแล้ว ก็เข้าใจทันทีว่า แทนที่จะร้องแรกแหกกะเชอ นางสาวยิ่งลักษณ์ก็ควรเร่งส่งเอกสารหลักฐานประกอบคำชี้แจงต่อศาลปกครองโน่น

อย่าแกล้งลืม ตัวเองเคยวิ่งโร่ไปฟ้องศาลปกครองแล้วด้วย แต่ศาลปกครองยกคำร้อง

จำได้ไหม... ยิ่งลักษณ์เคยร้องดราม่าหน้าที่ทำการศาลปกครองว่า “วันนี้ เป็นความลำบากใจ ความทุกข์ที่บรรยายไม่ออก เพราะตัวเองกำลังจะเป็นหนี้ก้อนโต ชั่วชีวิตนี้ก็คงใช้หนี้กันไม่หมด หากไม่ชำระหนี้ตามคำสั่งดังกล่าวนี้ก็ต้องถูกยึดอายัดทรัพย์ ต้องขายทอดตลาด เหมือนคนสิ้นเนื้อประดาตัว”

ปรากฏว่า ครั้งก่อน ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำร้อง กรณีที่ยิ่งลักษณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาบังคับการอายัดทรัพย์สิน สืบเนื่องจากถูกเรียกรับผิดความเสียหายทางละเมิด 3.5 หมื่นล้านบาท ฐานไม่ระงับยับยั้งในความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการ

ยิ่งลักษณ์ได้ยกข้ออ้างเพื่อมาต่อสู้คดี ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการอายัดทรัพย์สินดังกล่าว โดยอ้างว่า คำสั่งเรียกเก็บค่าเสียหายดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ไม่สามารถชดใช้ได้

อ้างว่า มีการกำหนดความรับผิดที่ไม่มีความชัดเจน

อ้างว่า หากมีการยึดทรัพย์แล้วขายทอดตลาด จะทำให้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ทั้งที่ทรัพย์สินดังกล่าวได้มาก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยสุจริต และหลังจากพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ตนก็ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นใด ปัจจุบันมีรายได้จากดอกเบี้ยและเงินฝากในบัญชีธนาคารเท่านั้น ดังนั้น หากมีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าว จะทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ยิ่งลักษณ์อุตส่าห์แจกแจงรายจ่ายประจำวันของตนต่อศาลปกครองว่า มีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามสถานะทางสังคมและฐานานุรูป ประกอบด้วย

ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 1 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 8 แสนบาท

ค่าใช้จ่ายเยี่ยมเยือนประชาชน 4.5 แสนบาท

ค่าการดำเนินคดี 2 แสนบาท

ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา และค่าใช้จ่ายส่วนตัวของบุตร 2 แสนบาท

รวมเฉลี่ยเดือนละประมาณ 2,650,000 บาท

ฝ่ายกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้อง อธิบายต่อศาลปกครองทำนองว่า หากศาลมีคำสั่งทุเลาการอายัดทรัพย์สินดังกล่าว อาจทำให้มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน สุดท้าย เมื่อศาลมีคำพิพากษา โดยให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่กระทรวงการคลัง อาจไม่มีทรัพย์สินมูลค่ามากพอเพื่อชดใช้ค่าเสียหายได้ความเสียหายของประเทศชาติส่วนรวมมีมูลค่าสูง และเป็นเรื่องสำคัญกว่า และหากแม้นภายหลัง ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชดใช้ค่าเสียหายนั้น กระทรวงการคลังก็มีอำนาจหน้าที่ในการเยียวยาแก้ไขความเสียหายภายหลังได้ เพราะเงินที่ยึดไปก็ตกแก่แผ่นดิน

พูดง่ายๆ ว่า ถ้าไม่ให้อายัดไว้ก่อน แล้วพอถึงเวลาต้องยึดจริงๆ เกิดมีการถ่ายโอนหนีไปหมดแล้ว จะมีใครมาจ่ายแทนยิ่งลักษณ์ หรือไม่? ไม่มีคำตอบชัดเจน

ศาลปกครองเห็นว่า ขณะนั้น ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของยิ่งลักษณ์และขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด ในชั้นนี้จึงรับฟังไม่ได้ว่า หากศาลไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาท จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้ฟ้องคดีที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง กรณีนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี

สุดท้าย ศาลปกครอง มีคำสั่งยกคำร้องขอของยิ่งลักษณ์



3. อย่าลืมง่ายเหมือนปลาทอง...

จำได้ว่า ตอนที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ไม่สนใจคำเตือน

ป.ป.ช. สตง. กระทรวงการคลัง ทีดีอาร์ไอ นักวิชาการ สื่อมวลชน สส.พรรคฝ่ายค้านฯลฯ ส่งเสียงเตือนมากมาย แต่ยิ่งลักษณ์เพิกเฉย แถมให้บริวารตอบโต้ทุกคน ยืนกรานจะทำต่อไป

ไม่แยแส แถมท้าทายให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอีกต่างหาก

แม้แต่นักวิชาการอย่าง ดร.โกร่ง ที่เคยช่วยงานรัฐบาลเพื่อไทยด้วย ยังเตือนหนักๆ ว่า รัฐบาลเพื่อไทยจะล่มจมเพราะโครงการนี้

ทุกฝ่ายที่เตือน ไม่มีใครบอกว่าห้ามช่วยชาวนา แต่ขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีการช่วยชาวนา

ถ้าจะใช้วิธีจ่ายเงินตรง ชดเชยรายได้ชาวนา ก็คงไม่มีใครคัดค้านขนาดนี้

แต่คัดค้านว่า อย่าใช้วิธีเอาเงินแผ่นดินรวมกว่าล้านล้านบาทไปรับซื้อข้าวราคาแพงกว่าตลาด เก็บเข้าโกดัง แล้วก็มีการขายโดยไม่ต้องประมูล อ้างว่าจีทูจี พ่อค้าข้าวในประเทศบางกลุ่มได้ไปในราคาต่ำกว่าตลาด ไม่ส่งออก เวียนขายฟันกำไรในประเทศ เสียหายร้ายแรง ภาระหนี้สินยังค้างคากว่า 4 แสนกว่าล้านบาท

ลองนึกดู ถ้าตอนนั้น ช่วยชาวนาด้วยวิธีอื่น ชาวนาได้เงินเพิ่มเท่าๆ กัน แต่ไม่ต้องทำแบบจำนำข้าว “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ประเทศก็ไม่ต้องใช้หนี้ก้อนมหึมานี้ รัฐบาลสามารถจะนำเงินไปช่วยชาวนา ช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ ช่วยคนยากจน ช่วยคนชรา สร้างโรงพยาบาล จ้างหมอ สร้างโรงเรียน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ชลประทาน ถนน หนทาง รถไฟ สนามบิน ท่าเรือ ฯลฯ มากมายขนาดไหน



4. จำได้ว่า ตั้งแต่ปี 2557 อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ และคณะ ได้ริเริ่ม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรณรงค์ รวบรวมรายชื่อคนไทยที่มีความต้องการให้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา ดำเนินคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจากบุคคลในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อมิให้ขาดอายุความในการเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายไปเสียก่อน

เป็นการสร้างบรรทัดฐานสำคัญให้กับอนาคตของประเทศไทย เพราะหากปล่อยไปเฉยๆ นักการเมืองสามานย์ในอนาคตก็จะสามารถออกนโยบายล้างผลาญ เช่น อ้างว่าช่วยชาวนา รับซื้อข้าวตันละ 50,000 บาท ก็ยังได้ เพื่อให้ตนเองได้คะแนนนิยมทางการเมืองเป็นพอ แล้วก็ขายข้าวโดยทุจริต โกงกินกันลับหลังชาวนา ขาดทุนบานตะไท บังคับเอาเงินจาก ธ.ก.ส.มาใช้ก่อน ทิ้งภาระขาดทุน ทิ้งหนี้กองโตไว้ให้คนรุ่นหลัง เป็นภาระของประชาชนทั้งชาติต้องตามล้างตามเช็ดต่อไป

เปิดให้ร่วมลงชื่อใน www.change.org หัวข้อรณรงค์ “ขอให้ดำเนินคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจากบุคคลในรัฐบาลก่อน” ภายในวันที่ 18 ธ.ค. 2557หลังจากนั้น มีการนำรายชื่อ พร้อมจดหมายเปิดผนึกส่งถึงพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อให้เร่งดำเนินการต่อไป

จำได้ว่า หลังจากนั้น รัฐบาลก็ยังช้าอยู่ ก่อนจะได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเรื่อยมา



5. ที่มาของตัวเลขค่าสินไหมทดแทน 35,717 ล้านบาทนั้น ก็ยังนับว่าปรานีมาก

เพราะความเสียหายจริง มหาศาลกว่านั้น แต่ได้นำยอดเงินส่วนที่ชาวนาได้รับประโยชน์จากโครงการหักลดออกไปแล้ว โดยคิดเสียว่าโครงการช่วยให้ชาวนาขายข้าวได้ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน แล้วดูว่าราคาข้าวในท้องตลาดขณะนั้นมีราคาเท่าไร คิดที่ราคา 8-9 พันบาทต่อตันข้าวเปลือก ส่วนต่างตรงนี้ถือว่าประชาชนได้รับประโยชน์ คิดได้ประมาณ 1.77 แสนล้านบาทตัวเลขนี้ได้หักออกไปก่อน

ค่าใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐ ในการดำเนินโครงการ ประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท ตัวเลขนี้ก็ถูกหักออกไป ทั้งๆ ที่ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เป็นภาระจริง ซึ่งถ้าช่วยชาวนาโดยวิธีอื่น โดยไม่ต้องไปซื้อข้าวมาเก็บเข้าโกดัง ค่าใช้จ่ายก็จะไม่สูงขนาดนี้แน่นอน

ดอกเบี้ยจำนวน 3 หมื่นกว่าล้านบาท ถูกหักออกไปอีก ทั้งๆ ที่ดอกเบี้ยนั้นเกิดขึ้นจริง ฯลฯ



สุดท้าย ยอดความเสียหาย จึงปรากฏอยู่ที่ 286,640 ล้านบาท

ก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด จะสรุปเหลือ 178,586 ล้านบาท!

ยิ่งกว่านั้น ยังอุตส่าห์เรียกค่าเสียหายจากนักการเมืองผู้กำหนดควบคุมนโยบายแค่ 20%

เป็นที่มาของตัวเลข 35,717 ล้านบาท!

วันนี้ จึงขอร้อง “ปู” อย่าแสร้งทำเป็น “ปลาทอง”


                                                                                           สารส้ม



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่