การทำงานของแต่ล่ะคน คงไม่แตกต่างกันมากนัก ขึ้นอยู่กับบทบาทในช่วงเวลาขณะนั้น ว่าเราแสดงบทอะไรอยู่ สำหรับผมแล้ว ผมขอแชร์ ประสบกสรณื การทำงานมา 20 ปี มีทั้ง ความสุข สนุกสนาน ทุกข์ ปะปนกันไป ตามแต่ล่ะบทบาทที่ได้รับ
บทที่1 งานรับใช้ชาติครับ
คือทำงานให้กับหลวง บทบาทนี้ ผมรู้สึกประทับใจกับการได้สอบบรรจุได้ และภาคภูมิใจมากครับ แต่เมื่อเริ่มทำงานจริงจังเลย ปัญหาแรกที่พบเจอคือ เงินเดือนที่ได้รับ ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เพราะเงินเดือนเริ่มต้น 6,360 บาท มีโอทีบาง วันธรรมดา ช่วงเย็น เหมารวมได้วนัล่ะ 125 บาท ถ้ามาทำวันหยุด ได้วันล่ะ 250 บาท รวมๆ เดือนล่ะ ประมาณ ไม่เกิน 8,000 บาท ส่วนรายจ่าย ค่าเดินทาง วันล่ะประมาณ 80 บาท ค่ากิน 30 บาท เฉลี่ยๆ แบบประหยัด เดือนล่ะประมาณ 2,200 - 2,500 บาท ให้คุณพ่อ คุณแม่ อีก ประมาณ 4,000 บาท รวมแล้วก็ ประมาณ 6,500 บาท คิดแล้วก็เศร้า แต่ไม่ท้อครับ ดีน่ะครับ ที่ผมมีงานพิเศษ ทำเกี่ยวกับเรื่องร้านอาหาร คือ ช่วงเย็น วันธรรมดา เริ่มงาน 18.00 - 24.00 ส่วนวันหยุด ทำตั่งแต่ 14.00 - 24.00 น. ได้รายได้เฉลี่ย เดือนล่ะ 6,000 - 8,000 บาท สรุปปัญหานี้ ก็ยังพอรับมือไหวครับ
ต่อมาเรามาว่ากันเรื่องการทำงานบ้าง ก็ระบบฯ ราชการ เมื่อ ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา น่ะครับ คือคนทำงานกับคนไม่ทำงาน ประเมิณผลงานออกมาไม่แตกต่าง คนทำงานก็ทำไป ส่วนคนที่เอาเปรียบ หรือไม่ทำงานก็ ไม่มีใครไปลงโทษเค้าคนนั้น ช่วงแรกๆ ผมก็ไม่คิดมาก ก็คิดว่าผมทำผมก็ได้ประสบการณ์ ความรู้ เพื่อไปต่อยอดได้ในอนาคต ส่วนเพื่อนร่วมงาน ส่วนมากก็โอเคครับ แต่ส่วนใหญ่ติดปัญหาเรื่อง เงินๆ ทองๆ ส่ะส่วนใหญ่ เพราะเงินเดือนที่ได้รับ ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาแรกๆ ที่ทำให้ระบบฯ ราชการบ้านเรามีปัญหาในเรื่องการทุจริต เพราะ ในเมื่อไม่พอใช้ก็ต้องหารายได้เพิ่ม บางคนก็หางานพิเศษทำ บางคนฐานะทางบ้านดี ก็โชคดีไปครับ แต่สำหรับบางคนอาจจะชอบความสบาย อยากหาเงินแบบง่าย ๆ ก็ ทุจริตจากเล็กๆ พอนานเข้าก็ ใหญ่ๆๆๆๆ จนฝั่งรากลึกมาจนปัจจุบันครับ
จุดเปลี่ยนคือ หลังจากผมก็ทำงานด้วยความสนุกกับงานมาได้สัก 4 ปี ก็มีเหตุที่ต้องตัดสินใจ อนาคตของตัวเองใหม่ คือ มีเพื่อนมาชวนไปทำงานเอกชน ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดหนัก มากแต่เงินเดือนที่ได้รับคือ 25,000 มากกว่าเงินเดือนสุดท้าย (9,xxx) เกือบ 3 เท่าตัว คิดอยู่นาน จนตัดสินใจลาออกจากราชการ ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกคุณค่าในตัวเองมาก เพราะผู้บริหารฯ สูงสุดของหน่วยงาน เรียกผมไปคุย และโน้มน้วให้ผมยู่ต่อ โดยยกเหตุผล ต่างๆ นานา เช่น มีทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ โอกาศ ในอนาคตที่ดี......
แต่สุดท้ายผมก็ไปเผชิญกับการทำงานในภาคเอกชน เป็น บทบาทที่ 2 ครับ
ทำงานผ่านมาแล้ว 20 ปี สุข สนุก ทุกข์ ปะปนกันไป
บทที่1 งานรับใช้ชาติครับ
คือทำงานให้กับหลวง บทบาทนี้ ผมรู้สึกประทับใจกับการได้สอบบรรจุได้ และภาคภูมิใจมากครับ แต่เมื่อเริ่มทำงานจริงจังเลย ปัญหาแรกที่พบเจอคือ เงินเดือนที่ได้รับ ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เพราะเงินเดือนเริ่มต้น 6,360 บาท มีโอทีบาง วันธรรมดา ช่วงเย็น เหมารวมได้วนัล่ะ 125 บาท ถ้ามาทำวันหยุด ได้วันล่ะ 250 บาท รวมๆ เดือนล่ะ ประมาณ ไม่เกิน 8,000 บาท ส่วนรายจ่าย ค่าเดินทาง วันล่ะประมาณ 80 บาท ค่ากิน 30 บาท เฉลี่ยๆ แบบประหยัด เดือนล่ะประมาณ 2,200 - 2,500 บาท ให้คุณพ่อ คุณแม่ อีก ประมาณ 4,000 บาท รวมแล้วก็ ประมาณ 6,500 บาท คิดแล้วก็เศร้า แต่ไม่ท้อครับ ดีน่ะครับ ที่ผมมีงานพิเศษ ทำเกี่ยวกับเรื่องร้านอาหาร คือ ช่วงเย็น วันธรรมดา เริ่มงาน 18.00 - 24.00 ส่วนวันหยุด ทำตั่งแต่ 14.00 - 24.00 น. ได้รายได้เฉลี่ย เดือนล่ะ 6,000 - 8,000 บาท สรุปปัญหานี้ ก็ยังพอรับมือไหวครับ
ต่อมาเรามาว่ากันเรื่องการทำงานบ้าง ก็ระบบฯ ราชการ เมื่อ ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา น่ะครับ คือคนทำงานกับคนไม่ทำงาน ประเมิณผลงานออกมาไม่แตกต่าง คนทำงานก็ทำไป ส่วนคนที่เอาเปรียบ หรือไม่ทำงานก็ ไม่มีใครไปลงโทษเค้าคนนั้น ช่วงแรกๆ ผมก็ไม่คิดมาก ก็คิดว่าผมทำผมก็ได้ประสบการณ์ ความรู้ เพื่อไปต่อยอดได้ในอนาคต ส่วนเพื่อนร่วมงาน ส่วนมากก็โอเคครับ แต่ส่วนใหญ่ติดปัญหาเรื่อง เงินๆ ทองๆ ส่ะส่วนใหญ่ เพราะเงินเดือนที่ได้รับ ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาแรกๆ ที่ทำให้ระบบฯ ราชการบ้านเรามีปัญหาในเรื่องการทุจริต เพราะ ในเมื่อไม่พอใช้ก็ต้องหารายได้เพิ่ม บางคนก็หางานพิเศษทำ บางคนฐานะทางบ้านดี ก็โชคดีไปครับ แต่สำหรับบางคนอาจจะชอบความสบาย อยากหาเงินแบบง่าย ๆ ก็ ทุจริตจากเล็กๆ พอนานเข้าก็ ใหญ่ๆๆๆๆ จนฝั่งรากลึกมาจนปัจจุบันครับ
จุดเปลี่ยนคือ หลังจากผมก็ทำงานด้วยความสนุกกับงานมาได้สัก 4 ปี ก็มีเหตุที่ต้องตัดสินใจ อนาคตของตัวเองใหม่ คือ มีเพื่อนมาชวนไปทำงานเอกชน ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดหนัก มากแต่เงินเดือนที่ได้รับคือ 25,000 มากกว่าเงินเดือนสุดท้าย (9,xxx) เกือบ 3 เท่าตัว คิดอยู่นาน จนตัดสินใจลาออกจากราชการ ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกคุณค่าในตัวเองมาก เพราะผู้บริหารฯ สูงสุดของหน่วยงาน เรียกผมไปคุย และโน้มน้วให้ผมยู่ต่อ โดยยกเหตุผล ต่างๆ นานา เช่น มีทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ โอกาศ ในอนาคตที่ดี......
แต่สุดท้ายผมก็ไปเผชิญกับการทำงานในภาคเอกชน เป็น บทบาทที่ 2 ครับ