Liverpool กับ 2 ทางเลือกเดิมพันสูง ปั้นดินให้เป็นดาว หรือ หยิบดาวมาแต่งฟ้า

.
       เชื่อว่าผู้จัดการทีมฟุตบอลอาชีพทุกคนนั้นจากทุกทีมนั้น อยากได้นักเตะที่เป็นเป้าหมายของตนเอง มาร่วมทีมเสมอในทุกรอบของตลาดการซื้อขายนักเตะ เพียงแต่ความยากง่ายของการได้ตัวเป้าหมายนั้นๆมาร่วมทีมจริงๆนั้น ก็แตกต่างกันไปด้วยเพียงปัจจัยเดียว และหนึ่งปัจจัยที่ว่า คือแรงจูงใจซึ่งปัจจัยนี้ ไม่ว่าผู้จัดการทีมสโมสรหน้าไหนในโลกก็ไม่สามารถกำหนดได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว และผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่ผู้จัดการทีมคาดหวัง

       กุนซือเฮฟวี่เมทอล อย่าง เจอร์เก้น คล้อป ผู้จัดการทีม Liverpool เองก็เช่นกัน ที่ไม่สามารถกำหนดปัจจัยพื้นฐานเช่นนั้นให้เกิดขึ้นได้กับนักเตะที่เป็นเป้าหมายในการเสริมทัพของตนเอง ถึงแม้ว่าฝีไม้ลายมือของคล้อปจะเป็นที่ยอมรับว่าเป็นกุนซือระดับแนวหน้าของโลกฟุตบอลในยุคปัจจุบัน ชื่อชั้นของตัวเขาเองกับชื่อเสียงของสโมสรลิเวอร์พูลที่เขาคุมนั้น ก็เป็นที่ดึงดูดใจนักเตะให้เกิดแรงจูงใจอยากมาร่วมทีมได้ไม่มากก็น้อย แต่มันก็ไม่สามารถการันตรีให้เขาได้ตัวนักเตะที่เป็นเป้าหมายที่เขาต้องการได้ หากอีกปัจจัยเรื่องแรงจูงใจนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับสโมสรต้นสังกัดของนักเตะที่เป็นเป้าหมายในการเสริมทัพด้วย



       ยกตัวอย่างมหากาพย์การล่าตัวฟานไดร์ และเกอิต้า สองเป้าหมายสำคัญในตอนนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ที่คล้อปต้องประสบกับความยากลำบากกับการจะได้ตัวนักเตะที่เขาหมายตาไว้ ทั้งที่แรงจูงใจของนักเตะทั้งคู่ก็มีมากจนเป็นที่รับรู้ไปทั่ว แต่ที่มันยากและไม่คืบหน้าก็เพราะว่า สโมสรเซาท์แธมตันและสโมสรไลป์ซิก 2 เจ้าของสัญญาปัจจุบันของนักเตะเป้าหมาย ไม่เกิดแรงจูงใจที่จะขายผู้เล่นคนสำคัญของทีมตัวเอง

       ซึ่งแรงจูงใจของสโมสรต้นสังกัดนี้สามารถใช้คำที่มีรูปธรรมมาจำกัดความหมายแทนได้ว่า “ผลประโยชน์” หรือ“เงินตรา” ซึ่งมันจะมีมูลค่ามากน้อยเท่าใดนั้นก็สามารถทำให้ดีได้โดยใช้ “ชั้นเชิง” ในการเจรจาต่อรองราคา

       แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าวิธีการหรือชั้นเชิงการเจรจาให้ได้มาซึ่งนักเตะที่เป็นเป้าหมายของผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลนี้ ถ้านับเฉพาะแค่ที่ FSG เข้ามาเป็นเจ้าของ ก็จัดได้ว่าอยู่ในขั้น “ห่วยแตก” ตามสายตาของแฟนบอล อาจเป็นด้วยคุณภาพในการทำทีมของแบรดอน ร็อดเจอร์ ผู้จัดการทีมคนก่อนร่วมกับแนวนโยบายการซื้อขายตัวเล่นของเจ้าของสโมสรที่ผ่านมาด้วย ที่เหมือนจะเน้นและคาดหวังจะ “ปั้นดินให้เป็นดาว” มากเกินไป จนทำให้ผลลัพธ์จากการคว้าตัวผู้เล่นมาร่วมทีมนั้น เหมือนจะไม่ค่อยคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป กลายเป็นทีมศูนย์รวมผู้เล่นเกรด B ที่หวังฟลุ๊คปั้นให้ดัง

       แม้จะเป็นราคาที่จ่ายไปกับแต่ละตัวจะเหมือนไม่มากเท่าไร แต่หากผู้จัดการทีมในตอนนั้น ไม่สามารถปั้นได้จริงในเวลาที่จำกัด อาจทำให้การซื้อผู้เล่นมาสักคนจะมีผลลัพธ์ก็อาจจะเท่ากับสูญเปล่า หากผู้เล่นนั้นทำผลงานได้ไม่ดี ไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป หากนับรายหัวแล้วการซื้อตัวเฉพาะในยุค BR คุ้มค่าเงินจริงๆถึงครึ่งหนึ่งรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย เพราะแต่ละคนนั้น ทั้งตอนก่อนย้ายเข้ามาอยู่และเข้ามาอยู่แล้ว ก็ยังจัดเป็นผู้เล่นเกรด B เกรด C ซึ่งไม่ดีพอสำหรับการยกระดับทีมเพื่อช่วงชิงความสำเร็จมาให้สโมสร (ยุค BR มีแค่ซัวเรส กับคูตินโญ่เท่านั้นที่เป็นผู้เล่นเกรด A ส่วนเจอร์ราดในปีสุดท้ายกับหงส์แดงนั้น ศักยภาพเขาต่ำกว่าระดับที่เขาเคยทำได้แล้ว)

       และเมื่อมาถึงในการคุมทีมเต็มฤดูกาลของคล็อป นโยบาย ปั้นดินให้เป็นดาวนี้ก็ยังถูกใช้อย่างต่อเนื่องในปีแรก เมื่อ 34 ลป. กับ 25 ลป.คือสองมูลค่าสูงสุดที่คล็อปตัดสินใจให้สโมสรควักกระเป๋าจ่ายมากที่สุดเพื่อดึง ซาดิโอ มาเน่ กับ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม สองนักเตะที่เป็นเป้าหมายของเขาเข้ามาร่วมทีม ถึงไม่ใช่ราคาที่เรียกได้ว่าซื้อถูกเหมือนได้เปล่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่แพงในภาวะตลาดช่วงหลังๆของพรีเมียร์ลีค เพราะตามสภาพโปรไฟล์ของทั้งคู่ก่อนย้ายเข้ามาสู่ลิเวอร์พูล ก็ไม่มีใครคิดว่าทั้งคู่เป็นนักเตะเกรดA ที่เหล่าสโมสรอื่นๆต้องแย่งชิงตัวกันแต่อย่างใด จึงเป็นเรื่องง่ายในการได้ตัวผู้เล่นที่เป็นเป้าหมายของคล็อปเมื่อยอมจ่ายขนาดนั้นในปีก่อน

       และยิ่งดูคุ้มค่าเมื่อคล้อปปรับระบบการเล่นของทีมใหม่ ใช้ระบบทีมช่วยยกระดับฝีเท้าผู้เล่นทั้งเก่าและใหม่ ให้แสดงศักยภาพช่วยทีมได้เต็มที่ ผลงานแบบ ปั้นดินให้เป็นดาว ของทีมในปีที่ผ่านมาจึงนับได้ว่า ประสบความสำเร็จเพราะคุ้มค่ากับการลงทุน

       แต่ปีนี้ต่างออกไป เมื่อเป้าหมายหลักของนักเตะที่คล็อปหมายตาไว้ มีโปรไฟล์ส่วนตัวที่ค่อนข้างดี มีคุณภาพผลงานใกล้เคียงมากๆที่เกือบๆจะเรียกได้ว่าเป็นนักเตะเกรดAอยู่แล้ว แถมมีความสำคัญในการสร้างผลงานให้กับสโมสรต้นสังกัดเดิมอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นที่หมายตากับสโมสรอื่นๆด้วย ประกอบกับภาวะราคาตลาดที่บ้าคลั่ง ยังทำให้ราคาพุ่งขึ้นสูงกว่าคุณภาพฝีเท้าไปมากพอสมควร

       ดังนั้น ไอ้การจะหวังจ่ายถูกๆ ปั้นดินให้เป็นดาว อีกครั้งก็หวังไม่ได้ซะแล้ว เพราะเป้าหมายที่คล้อปหมายตาไว้ อย่าง ฟานไดจ์กับเกอิต้า ถูกสโมสรเดิมอย่าง เซาท์แธมตันและไลป์ซิกตีค่าว่า ผู้เล่นของพวกเขานั้นเป็นดาวอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นแค่ดินที่ต้องให้ใครมาปลุกปั้น

ใจความสำคัญมันจึงอยู่ที่ คล้อป และ FSG จะยอมเปลี่ยนนโยบายตัวเองหรือเปล่า...?
จากที่ชอบการ"ปั้นดินให้เป็นดาว" จะยอมเปลี่ยนมาเป็นการ"หยิบดาวมาแต่งฟ้า" เพื่อไล่ล่าความสำเร็จรึไม่...?


       เพราะถึงมูลค่าราคาค่าตัวนักเตะจะบ้าคลั่ง แต่มูลค่าผลตอบแทนหากประสบความสำเร็จตามเป้าหมายก็ขยับปรับขึ้นสูงเช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าวิธีคิดจะเป็นอย่างไร จะเลือกจ่ายน้อยและโอกาสประสบความสำเร็จก็น้อยตามไปด้วย หรือจะยอมจ่ายมากเพื่อโอกาสที่มากขึ้นด้วย เดิมพันนี้จึงมีทั้งเงินและเกียรติยศของสโมสรมาเกี่ยวข้องให้ทั้งคล้อปและเจ้าของสโมสรต้องขบคิด

ซึ่งเหลือเวลาวัดใจอีกไม่นาน...คงได้รู้กัน
  
       ในฐานะแฟนของลิเวอร์พูล และอยากให้ทีมคว้าตัวสองเป้าหมายนี้เข้ามาร่วมทีม แม้จะได้มาแค่ตัวดียวก็ยังดี แต่ถึงนาทีนี้ ผมก็แอบสงสัยทีมรักของตัวเอง เช่นเดียวกับเซาท์แธมตันและไลป์ซิก ว่าที่ล่าช้ายื้ดเยื้อ ต่อราคาเป็นเด็กๆเล่นขายของนั้น ที่จริงแล้วมันเป็นเหมือนคำถามทิ้งท้ายที่อยากจะฝากไว้ของกะทู้นี้หรือเปล่า





ป.ล. ยินดีต้อนรับสำหรับผู้ที่ต้องการร่วมสนทนากันอย่างมีมารยาทสมกับเป็นปัญญาชนนะครับ แต่ไม่ต้อนรับสำหรับผู้ที่ต้องการจะใช้พื้นที่กะทู้นี้ระบายความใคร่ แบบไร้วุฒิภาวะ ทำตัวเป็นขยะสังคมในการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ ชี้แจงให้ทราบตามนี้ครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่