ฉันถูกตำรวจท่องเที่ยวกระทำราวกับฉันเป็นคนร้าย และไม่ได้รับการขอโทษอย่างจริงใจหรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ

กระทู้สนทนา
[สรุปย่อ] ฉันไปเที่ยวตามปกติ แต่ถูกตำรวจท่องเที่ยวกล่าวหาว่าเป็นคนร้าย ถูกเรียกไปสอบสวนกลางดึก และถูกควบคุมตัวจนถึงช่วงรุ่งสาง เมื่อพบว่าฉันเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาและไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยซ้ำ ตำรวจกลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น...

สวัสดีทุกท่านค่ะ อันที่จริงกระทู้นี้ควรจะเป็นรีวิวท่องเที่ยวจังหวัดหนึ่งทางตอนใต้ของไทย 4 วัน 3 คืน ที่บอกเล่าการเดินทาง บอกต่อร้านของกินที่ไปลอง และบรรยายความประทับใจที่มีต่อธรรมชาติอันสวยสดงดงามและวิวทิวทัศน์ที่หาชมไม่ได้จากที่ไหน

แต่มีเหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นในคืนวันที่ 2 ของการไปเที่ยว ซึ่งเปลี่ยนให้การเที่ยวจังหวัดนี้กลายเป็นหนังคนละม้วนกับที่วาดฝันไว้ เรียกได้ว่าทำให้ทั้งแผนเที่ยวและสภาพจิตใจของฉันพังพินาศไม่มีชิ้นดี

สุดท้ายแล้วฉันผ่านเหตุการณ์นั้นมา แต่ได้ความเครียดติดกลับบ้านเป็นของแถม คิดซ้ำแล้วซ้ำอีกเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความช็อกในช่วงแรกทำให้นอนไม่หลับ จนฉันตัดสินใจเขียนเล่าออกมา เพื่อบันทึกว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้น และฉันไม่อยากให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดกับคนอื่นๆ อีก...

[หมายเหตุ: ขอสงวนชื่อบุคคล หน่วยงาน สิ่งของ สถานที่ที่เกี่ยวข้อง วันเดือนปีที่เกิดเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล, องค์กร หรือมีผลต่อรูปคดี ยกเว้นอันที่จำเป็นต้องเอ่ยถึงจริงๆ และชื่อสมมติที่ตั้งขึ้น เป็นการตั้งอย่างสุ่ม ไม่มีความหมายพาดพิงหรือเชื่อมโยงถึงชื่อบุคคล สิ่งของ หรือสถานที่จริงแต่อย่างใด ทั้งนี้ ขอสงวนรายละเอียดบางประการที่อาจมีผลต่อรูปคดี]

เรื่องราวเป็นอย่างนี้ค่ะ...

ฉันวางแผนไปเที่ยวจังหวัดนี้ 4 วัน 3 คืน ซื้อตั๋วเครื่องบินและจองที่พักไว้ล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 เดือน จนกระทั่งถึงวันจริงคือเช้าวันที่ 1 เดือน PQ พ.ศ.RS ฉันก็ออกเดินทางตามแผน ซึ่งเป็นไปตามนี้...

วันที่ 1: ไปถึงสนามบินจังหวัดนี้ประมาณ 11:00 น. ขึ้นรถแอร์พอร์ตบัส รอบ 11:30 น. ของวันที่ 1 เพื่อเข้าตัวเมือง (ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) จากนั้นกินข้าว แล้วต่อรถสองแถวไปหาด (ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที ไปคนละทิศกับสนามบิน) แล้วเดินเข้าไปเช็คอินที่โรงแรม YY ตามที่ได้จองไว้ เล่นน้ำที่หาด นอนพักที่โรงแรม YY

วันที่ 2: กินข้าวเช้าที่โรงแรม YY แล้วเช็คเอ้าท์จากโรงแรม YY เวลา 11 โมงเศษ แล้วขึ้นรถสองแถวในเวลา 11 โมงครึ่งกว่าๆ เพื่อกลับเข้าตัวเมือง แล้วเดิน 500 เมตร ไปเช็คอินที่โรงแรม ZZ ในเวลา 12:33 น. จากนั้นออกไปกินข้าว เช่ารถมอเตอร์ไซค์ และขับท่องเที่ยวอย่างสำราญจนค่ำมืด กลับมาพักที่โรงแรม ZZ เข้านอนเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ

ทางด้านตำรวจท่องเที่ยวของจังหวัดนี้ ได้รับแจ้งเหตุเหตุหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 2 บนรถแอร์พอร์ตบัส รอบ 11:30 น. ในวันที่ 2 ย้ำ วันที่ 2 ซึ่งวิ่งจากสนามบินเข้าตัวเมือง ได้รับเบาะแสจากกระเป๋ารถซึ่งอ้างว่าจดจำรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายได้ และยังเห็นตอนคนร้ายก่อเหตุ และกระเป๋ารถให้การว่าคนร้ายลงจากรถแอร์พอร์ตบัส บริเวณหน้าโรงแรม ZZ เวลาประมาณ 12:30 น.ของวันที่ 2

ตำรวจสอบถามทางโรงแรม ZZ พบว่า มีแขกที่เข้ามาเช็คอินในโรงแรม ZZ ในเวลา 12:33 น. คือฉันเอง แต่ฉันออกไปเที่ยว ไม่ได้อยู่ที่โรงแรม ตำรวจจึงรออยู่หน้าโรงแรม เทียวไปเทียวมาตั้งแต่ช่วงบ่าย จนกระทั่งเวลา 01:30 น. ของวันที่ 3 ตำรวจจึงบังคับให้พนักงานของโรงแรม ZZ โทรปลุกฉันลงมาให้ปากคำกับตำรวจ

ทั้งๆที่สามารถเข้าไปนั่งในล๊อบบี้ได้ แต่ตำรวจสอบปากคำฉันข้างถนน บริเวณฟุตบาทหน้าโรงแรม เวลาที่สอบปากคำคือยามวิกาล (01:30 น.) พอฉันลงมาตำรวจขอบัตรประชาชนทันที แต่ฉันไม่ได้เอาลงมาด้วย ตำรวจจึงสั่งให้กลับขึ้นไปเอามา โดยฉันขึ้นลงบันได 3 ชั้น (โรงแรม ZZ ไม่มีลิฟต์) ตำรวจถ่ายรูปบัตรประชาชนฉันไป สูบบุหรี่ขณะสอบปากคำ และไม่ได้แสดงแม้แต่บัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่

ฉันให้การไปตามความจริง ตอบทุกคำถามที่ตำรวจถาม และยืนยันว่าใช้บริการรถแอร์พอร์ตบัส ในวันที่ 1 ไม่ใช่วันที่ 2 แต่ตำรวจกลับคาดคั้นให้ฉันสารภาพในสิ่งที่ไม่ได้ทำ โดยพูดกับฉันว่า...
- "ตำรวจมารอคุณตั้งแต่บ่าย จนถึงตอนนี้ก็ 10 ชั่วโมง เข้าข่ายว่ามีเจตนาหลบหนี"
- "ถ้าผู้เสียหายบอกว่าคุณก่อเหตุก็อีกเรื่องนึง แต่นี่บุคคลที่สาม (กระเป๋ารถ) เป็นคนพูดว่าเห็น มันมีน้ำหนักมากนะ"
- "พวกผมมีงานเยอะ แต่ละวันมีเคสมากมาย นี่เป็นแค่เคสเดียว แล้วก็ต้องอดหลับอดนอน เหนื่อยกันมาก ช่วยเห็นใจด้วย”

ท้ายที่สุดตำรวจนัดให้ฉันไปที่โรงพักในเวลา 08:00 น. เพื่อจะนัดพยาน (คนขับรถและกระเป๋ารถ) ให้มาชี้ตัว สำหรับตอนนี้ให้กลับไปนอนก่อน

ฉันกลับขึ้นไปพยายามนอนต่อ แต่นอนไม่หลับ

ต่อมาเวลาประมาณ 03:00 น. ตำรวจก็กลับมา (ต้องเชื่อมั่นขนาดไหนถึงได้มาปลุกซ้ำตอน 03:00น.? กลัวว่าถ้ารอจนถึง 08:00น. ฉันอาจหลบหนี?) บังคับให้พนักงานโรงแรม ZZ บอกให้ฉันเก็บข้าวของส่วนตัวทุกชิ้น กระเป๋าทุกใบ (ซึ่งตำรวจเอาไปตรวจค้นที่โรงพักในภายหลัง) แล้วลงมาข้างล่าง เพราะเรียกพยานมาแล้ว ฉันก็ทำตามนั้น หลังจากนั้นตำรวจก็พาฉันขึ้นรถตำรวจไปยังโรงพัก โดยเปิดเสียงหวอตอนที่ขับฝ่าไฟแดงข้ามแยก และขณะนั่งไปในรถที่ตำรวจขับ ฉันยังได้กลิ่นชนิดหนึ่งซึ่งคล้ายกับกลิ่นติดตัวของของที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มา

พอถึงโรงพักก็ทำการสอบสวนกันไป กระเป๋ารถได้เปิดภาพถ่ายในกรุ๊ปไลน์บริษัทเดินรถ ซึ่งเห็นชัดว่าฉันขึ้นรถแอร์พอร์ตบัส ในวันที่ 1 รอบเวลา 11:30 น. จริง แต่กระเป๋ารถก็ยังให้การกับตำรวจว่า "คนร้ายมีลักษณะเหมือนน้องคนนี้แหละ" พร้อมชี้หน้าฉัน

ทางด้านคนขับรถ ได้ขอโทษฉันต่อเหตุการณ์เข้าใจผิดที่เกิดขึ้น และได้แสดงความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม (ขอบคุณมากๆค่ะ)

ทางด้านตำรวจท่องเที่ยว ได้ปฏิเสธที่จะเชื่อถือคำให้การของฉัน รวมถึงหลักฐานทุกๆอย่างที่ฉันแสดง แต่เนื่องจากไม่พบหลักฐานที่แสดงว่าฉันเป็นคนร้าย จึงจำเป็นต้องปล่อยตัวฉันไปก่อน โดยในเวลา 05:00น. ตำรวจพูดกับฉันว่า

“คืนนี้กลับไปนอนก่อน โทษที ถ้ามีอะไรผมจะโทรไปอีก วันนี้ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ"

ในใจฉันคิดว่า เอ่อ ทำไมจู่ๆให้กลับไปนอน ทั้งๆที่ยังไม่ยอมเคลียร์ให้ชัดเจนว่าฉันใช่หรือไม่ใช่คนร้าย คืองงในการกระทำของตำรวจว่า ทำไมตอนแรกถึงเชื่อว่าฉันเป็นคนร้าย ทั้งๆที่หลักฐานไม่ชัดเจนเพียงพอ แล้วทำไมจู่ๆก็จะปล่อยฉันไป ทั้งๆที่ตำรวจก็ไม่ได้เชื่อในหลักฐานที่ชี้ชัดว่าฉันไม่ใช่คนร้าย

ฉันจึงยืนยันที่จะอยู่โรงพักต่อจนกว่าตำรวจจะจับตัวคนร้ายได้ อยู่เพราะฉันคือนักท่องเที่ยวที่ได้รับความเดือดร้อนจากการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวโดยตรง และเป็นหน้าที่ของตำรวจท่องเที่ยวโดยตรงในการรับเรื่องเดือดร้อนของนักท่องเที่ยว

แต่ตำรวจไล่ให้กลับไปนอน แล้วให้ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันที่ 3: ตีห้ากว่าๆ ตำรวจมาส่งฉันที่โรงแรม ZZ เช้านั้นฉันได้นอนแบบพังๆ ช่วงบ่ายไปโรงพักเพื่อติดตามความคืบหน้า ซึ่งไม่เจอตำรวจคนเดิมหรอกค่ะ เขาไปนอน เจอแต่ตำรวจคนอื่นๆ ในโรงพักนั้น ซึ่งเป็นมิตร ให้ความช่วยเหลือดี ให้ชื่อให้เบอร์ติดต่อตำรวจคนนั้นมา แต่มีประโยคหนึ่งที่ตำรวจในโรงพักนั้นพูดกับฉัน คือ

"ดีแล้วที่มา ถือว่ามาแสดงความบริสุทธิ์ใจนะ"

ไม่ใช่ ฉันไม่ได้มาแสดงความบริสุทธิ์ใจ ฉันมาโรงพักเพราะฉันได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจท่องเที่ยว และหวังว่าตำรวจจะมีการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสมควร

หลังจากกลับมาจากจังหวัดนั้น ฉันคิดทบทวนตลอดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันมันคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ? แบบว่า อยู่ดีๆ ประชาชนคนธรรมดาก็สามารถถูกปลุกขึ้นมาตอนตีหนึ่ง ถูกทำให้ไม่ได้นอนทั้งคืน เสียทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ เวลา ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว และชีวิตประจำวันก็รวนไปหมด แต่ก็ต้องอยู่เฉยๆ ก้มหน้ายอมรับไปว่านั่นคือการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจนะ เพราะตำรวจสามารถใช้อำนาจกับประชาชนได้ตามต้องการ และพอรู้ว่าผิดพลาดก็ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆ ถึงแม้ว่าการกระทำนั้นจะทำให้ประชาชนรู้สึกเหมือนถูกกระทำย่ำยีก็ตาม แบบนี้หรือ?

สองสัปดาห์ผ่านไป ฉันโทรไปหาตำรวจคนเดิม คาดหวังว่าจะได้ยินคำขอโทษหรือการแสดงความรู้สึกผิดต่อเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เปล่าเลย ตำรวจพูด 2 สิ่งนี้กับฉันค่ะ...
สิ่งที่ 1. "มันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่"
สิ่งที่ 2. "คุณบอกว่าคุณขึ้นรถแอร์พอร์ตบัส วันที่ 1 ไม่ใช่หรือ? งั้นก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว"

สรุปคือ ตำรวจไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรเลย การปลุกคนมาตอนตีหนึ่ง บังคับให้สารภาพ ตีสามปลุกอีก เอาพยานมาชี้ตัว คุมตัวไว้โรงพัก แล้วก็ปล่อยไป มันเป็นเรื่องเล็ก และถ้าไม่ได้เป็นคนร้ายก็ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อน...

สำหรับสิ่งที่ 1. : ฉันไม่คิดว่าสิ่งที่ตำรวจกระทำกับฉันคือการปฏิบัติหน้าที่ค่ะ เพราะจริงๆแล้วตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยการดูกล้องวงจรปิดของจังหวัดนั้น เพื่อหาตัวคนที่ลงจากรถหน้าโรมแรม ZZ แทนที่จะมาถามโรงแรมว่ามีใครเช็คอินเวลาเที่ยงครึ่งบ้าง นอกจากนี้ หากตำรวจต้องการเริ่มต้นสืบจากคนที่เช็คอินเวลาเที่ยงครึ่ง (ซึ่งก็คือฉัน) ตำรวจสามารถฝากหมายเรียกไว้กับทางโรงแรมให้ฉันไปพบที่โรงพักในเวลาของคนปกติ ไม่ใช่ของผีดิบ และตำรวจไม่สามารถอ้างได้ค่ะว่าเป็นเพราะเข้าเวรยามวิกาลจึงต้องมาปลุกฉันยามวิกาลเท่านั้น หรือเป็นเพราะรีบ อยากได้ตัวคนร้ายไวๆ? ก็ไม่น่าใช่ เพราะหลังจากปล่อยตัวฉัน ตำรวจก็ปล่อยเวลาให้ผ่านไปสองสัปดาห์ (336 ชั่วโมง!) โดยที่ไม่เห็นจะจับคนร้ายได้เลย...

น่าตั้งคำถามกับเรื่องการใช้อำนาจของตำรวจนะคะ ว่ามีขอบเขตอย่างไร และประชาชนควรได้รับการเยียวยาหรือความคุ้มครองอย่างไรหากเดือดร้อนจากการใช้อำนาจอย่างมักง่ายของตำรวจ เพราะมันแย่นะถ้าเราต้องอยู่ในสังคมที่คนบางคนใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อความเสียหายที่ตนเองเป็นผู้ก่อ ถ้าเช่นนั้นเราคงต้องนอนหลับโดยตระหนักนึกอยู่ในใจทุกคืนว่าตำรวจอาจมาเคาะห้องเราตอนไหนก็ได้ แล้วคาดคั้นให้รับสารภาพว่าก่อเหตุ แม้เราจะไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุก็ตาม

สำหรับสิ่งที่ 2. : ทั้งหมดที่ตำรวจกระทำกับฉัน ทำให้ฉันฝังใจว่า ’แม้คุณจะไม่เกี่ยวข้อง ไม่แม้แต่จะอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ตำรวจสามารถปฏิบัติกับคุณราวกับคุณเป็นคนร้ายได้’ แต่ตอนหลังตำรวจกลับพูดกับฉันว่า “ถ้าไม่ใช่คนร้ายก็ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องกังวล” คืองงในตรรกกะมากค่ะ

ความผิดพลาดเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่การทำผิดแล้วไม่รับผิดชอบและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อันนี้ไม่เข้าใจค่ะ

ฉันจึงลงมือเขียนจดหมายร้องทุกข์เพื่อส่งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่ได้คาดหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่อะไร คิดเพียงว่า อย่างน้อยฉันก็ได้ทำอะไรซักอย่าง เหมือนได้รับผิดชอบต่อตัวเองน่ะค่ะ เพราะเหตุการณ์นั้นยังฝังใจฉันอยู่ และก็ตัดสินใจตั้งกระทู้นี้ขึ้นเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์อันเลวร้ายครั้งนี้ให้สังคมรับรู้ อย่างน้อยก็มีบันทึกไว้ ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นนะ ถ้าท่านใดมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน หรือมีความเห็น มีคำแนะนำอย่างไรก็อยากจะขอชวนให้มาแชร์กันนะคะ

ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ

หมายเหตุการแก้ไข: - รถโดยสารชนิด XX = รถแอร์พอร์ตบัส
- ลดทอนในส่วนของอารมณ์ โดยยังคงเนื้อหาใจความเดิม
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่