เป็นกระทู้แรกของเราเองนะคะ
เป็นการแชร์ประสบการณ์ของผู้หญิงสายเนิร์ด สายจริงจังสุดๆ กับการเรียน ทุ่มเทสุดๆ กับการหาเงิน การทำงาน ที่เพิ่งมาค้นพบอีกมุมของการเป็นผู้หญิงไม่นานมานี้ค่ะ
อยู่ในกะลาโลกหญิงสาวโสดมาเป็นยี่สิบปี การค้นพบส่วนของผู้หญิงในตัวเองนี้ อย่างกะค้นพบทวีปใหม่ หลังจากค้นพบ ก็มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปในชีวิตค่ะ เหมือนคุยกับคุณพ่อได้เข้าใจมากขึ้น เข้าใจน้องชายมากขึ้น ทำงานร่วมกับเพื่อนผู้ชายได้สบายใจมากขึ้น และมีผู้ชายเข้ามาคุยด้วยเยอะขึ้น ทั้งๆ ที่แต่ก่อนแทบจะไม่มีเลย!
เล่าก่อนว่า เราเป็นผู้หญิงสายเด็กเรียนค่ะ อารมณ์ประมาณเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์อ่ะค่ะ นั่งหน้า ตั้งใจฟังครู ไม่เคยหลับ เวลาไปทำงานที่ออฟฟิศอื่น เราก็เรียบร้อย ไปตามผู้ใหญ่ เป็นน้องใหม่เด็กดีของทุกคน ขยัน อดทน ทำงานท้าทาย เป็นผู้หญิงสายบวกค่ะ นอกจากจะคิดบวกแล้ว หากมีอะไรเข้ามา ก็บวกหมดค่ะ ลุยหมด และคิดว่าตัวเองจะไม่สามารถเป็นสาวใสๆ สวยๆ น่ารักๆ ได้อย่างผู้หญิงคนอื่น มือด้านนี้ไม่คิดจะทาโลชั่นเลย แบบว่าอยากให้มันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิงแข็งแรงสู้งานค่ะ 555
ไม่ใช่ว่าผู้หญิงห้าวทุกคนจะเป็นแบบเรานะ หลายท่านก็รู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่เราแค่แบ่งปันประสบการณ์ของเราดูนะคะ ว่าการพบทวีปใหม่ ให้อะไรกับเราบ้าง เผื่อมีใครที่เป็นเหมือนเรา
จุดหักเหของสายแมนอย่างเรา คือ เราเข้ามาทำงานในออฟฟิศที่มีแต่ผู้ชายค่ะ และงานสายฟิล์ม อยู่กันทั้งวันทั้งคืน มันเลยเป็นวัฒนธรรมเพื่อน เป็นพี่น้องมากๆค่ะ โดยเฉพาะที่นี่เป็นผู้ชายสายฟิล์มค่ะ อาร์ตตัวพ่อ นอกเวลางานที่นี่จะอยู่แบบพี่น้องมากๆ เราเพิ่งมาเข้าใจว่า ความต่างระหว่างเพศ มันมีจริงๆ มันมีเรื่องหลายๆ อย่างที่คนเด๋ออย่างเราเพิ่งมาถึงบางอ้อ และตกใจในหลายๆ เรื่อง แบบคิดงั้นจิงดิพี่! หรือบางเรื่อง พวกเขาก็น่ารักแบบที่น่าเอ็นดูมากๆ กระทู้นี้เราอยากจะค่อยแชร์สิ่งที่ได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เผื่อได้มุมมองเป็นประโยชน์กันนะคะ
1.นิสัยต้องแกล้งคนอื่น ขอให้ได้แกล้ง
เขาบอกว่าเป็นวิธีแสดงออกซึ่งความรักและความสนิทสนม
(แต่ผู้ชายบางคนก็ไม่เป็นนะ) แรกๆ เราแบบ รับไม่ได้ บ้า! รักใครให้แกล้งหรอ คุณดูละครมากไปแล้ว! เรามีแต่จะเกลียดคุณมากขึ้นนะ แต่พออยู่ไปเราก็เห็นว่า พวกเขาก็แกล้งแบบมีลิมิต แกล้งพอให้คนโดนแกล้งโวยวายหรือหลุดยิ้ม บรรยากาศตึงๆ มันก็ดีขึ้น เราก็เริ่มเข้าใจเขามากขึ้น ตอนนี้นอกจากจะเข้าใจเขามากขึ้นแล้ว ยังหัดแกล้งกลับได้แล้วด้วย ก็เวลาแกล้งเบาๆ พอให้เขายิ้มได้ มันก็มีความสุขนะ
2.เป็นตัวของตัวเอง!
แต่ต้องเรียนรู้กันเรื่อยๆ ค่อยๆ ปรับแบบที่มันเวิร์ค
ตอนแรกเข้ามาแบบสายสุภาพทางการ “ค่ะพี่” “ไม่เป็นไรค่ะ” มั่นใจว่าทำงานที่ไหนทำแบบนี้ก็เวิร์ค
มันก็ไม่ได้แย่นะ แต่ปรากฎว่าเกร็งกันทั้งออฟฟิศค่ะ ดูสุภาพ แต่ห่างเหินมาก ต่อมาเราแบบโอเค กันเองนะ เป็นตัวเองนะ เราสายบอยๆ ไม่น่าปรับตัวยาก แต่พบว่า...
ไม่ค่ะ! เราไม่บอยพอ เราแค่บอยแต่ผู้ชายเวลารวมตัวกันมากๆ จะเถื่อนค่ะ อะไรที่คุยกันจะเถื่อนมากกกก มากแบบฟังแล้วมึนหัวเลย แบบ New World มาก พวกเอ็งคุยอะไรกัน แถมยังขำอีกต่างหาก
สุดท้ายพบว่า เวลาเราพูดแบบน่ารัก นุ่มนวล เป็นน้องสาวแสนน่ารักมาคุยงาน ผลการปฏิบัติงานจะดีที่สุดค่ะ ส่วนเรื่องที่เรารับไม่ไหวจริงๆ ก็สื่อสารไปว่าเรื่องนี้ไม่คุยด้วย
3.พวกเขาก็พยายามทำความเข้าใจเรา
เราเองก็จะพยายามเข้าใจเขาเหมือนกัน
มันมีช่วงฮอร์โมนสำหรับวันมามากของเราค่ะ แบบบางทีจะเงียบ จะซึม จะตึงๆ หน่อยๆ พวกพี่ๆ เขารวมกลุ่มปรึกษากันเลยค่ะ น้องเป็นอะไร ใครทำอะไรน้อง ตอนแรกเวลาเราเป็นแบบนั้น นางพยายามเข้าใจ ถามไถ่ว่าเป็นอะไร ช่วยอะไรได้มั้ย (ซึ่งไม่มีใครช่วยได้อ่ะ T T) บางทีเขามาถามว่า เป็นไรอ่ะบ่อยๆ เรายิ่งรำคาญ บางทีเราก็หงุดหงิดเลยนะ แต่เราก็จะหงุดหงิดไม่ลง เพราะบางทีเขาถามด้วยสายตาไม่เข้าใจเราจริงๆ และพยายามจะเข้าใจจริงๆ ในทางกลับกันมันทำให้เราก็พยายามทำความเข้าใจพวกเขาค่ะ พวกเล่นเกม ดูบอล บ้าหนัง มองสาวสวยจนคอแทบหัก ตอนแรกเราไม่เข้าใจมองว่าไร้สาระ พอได้ฟังกันมากขึ้น เราเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาชอบ แล้วเขามีความสุขยังไงที่ได้ทำ ได้อยู่กับมัน แค่นั้นเราก็เข้าใจเขาได้มากขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ
4.ได้สำรวจความแรดของตัวเอง
เราเป็นผู้หญิงได้อิสระ ไม่ต้องมีข้อจำกัดใดๆ
ข้อนี้นี่ค่อนข้างเฉพาะตัวเรามากๆ เรามาทำงานที่นี่ ได้ค้นพบทวีปใหม่ในตัวเองว่า เราเองมีคำจำกัดความว่าแรดที่คับแคบมากกกกกกกก แบบคุยกับผู้ชายบ่อยๆ คุยเล่น เฮฮา สดใสเยอะๆ กับผู้ชาย มันจะดูแรดๆ ดูไม่สงวนกิริยา หรือเราอย่าทำตัวผู้หญิงอาร์ตตัวแม่มาก เดี๋ยวคนอื่นรำคาญ เช่น ถ้าหวง หรือถ้างอน อย่าแสดงออก อย่างอแง มันจะดูเอาแต่ใจ ไม่น่ารัก แต่พอที่นี่มีเราเป็นผู้หญิงคนเดียว นอกเหนือจากเรื่องงาน ครั้นจะไม่คุยกับใคร แน่นอนอาจจะไม่ดูแรด แต่จะเป็นบ้าแทน แล้วถ้าไม่ได้ร่าเริงแบบที่ตัวเองเป็นเลย มันก็จะอึดอัดมากๆ พี่คนนึงเคยถามว่าทำไมอยู่กับเพื่อนข้างนอกสดใสจัง คุยเล่นได้เก่งมาก แต่อยู่ที่เฮาส์แล้วขิงจัง อึดอัดมั้ย เราแบบก็อึดอัดนะ พี่เขาเลยถามว่าแล้วทำไมต้องมีเงื่อนไขล่ะ ว่าอยู่กับเพื่อนผู้หญิงต้องอย่างงั้น อยู่กับเพื่อนผู้ชายต้องอย่างงี้ ก็เป็นตัวเองมันทุกตอนไปเหอะ พอเราลองดูพบว่า อิสระขึ้นเยอะมากกกก มองเพศสภาพน้อยลง ไม่แบ่งเราหญิงเธอชาย ก็ดูแลกันแบบที่บทบาทแต่ละคนเป็น
เพื่อนเคยแซวว่า เพราะแกเคยไปเข้าค่ายผู้นำ “รักนวลสงวนตัว” มาตอนเด็กๆ ใช่มั้ย แถมยังเป็นพวกนิสัยสุดโต่ง พวกเด็กดี เฮอร์ไมโอนี่ โตจนเลยวัยสงวนตัวแล้ว ก็ยังคงสงวนไป จนเฮอร์ไมโอนี่เขาก็มีผัวมีลูก ออกเล่มใหม่มาแล้ว แกยังสงวนกิริยาอยู่เลย
5.อย่าแบ่งคนว่านี่พวกผู้ชาย พวกผู้หญิง
โอเคค่ะ ไม่เถียงว่ามันมีแนวโน้มความเป็นหญิงชาย แต่มันมี key word ที่เป็นกับดักเลยที่เราประสพกับตัวคือ... พวกผู้ชายมันก็เป็นแบบนี้ พวกผู้หญิงมันก็เป็นแบบนี้ เวลามีคำพวกนี้ทีไร การรับรู้เราปิดค่ะ หูดับ เราเหมารวม ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งสำคัญที่สุด คือการฟังกันค่ะ ทำความเข้าใจกันว่า เขากำลังจะบอกอะไร ทีมชายนี่เรามองว่าสายไฟต์ค่ะ แต่ไปๆ มาๆ ทีมหญิงก็ไฟต์ คุณลักษณะบางอย่างมันแบ่งไม่ได้หรอกค่ะ ว่ามันของหญิงหรือของชาย มันมีในเราทุกคน รวมทั้งบางทีเราไปแบ่งว่านี่ตัวชั้น นั้นตัวเธอ บางทีก็ทำให้เราปิดกั้นวิธีที่จะเข้าใจกันเหมือนกัน
อาจจะย๊าวยาวนะคะ มือใหม่ตั้งกระทู้แรก จากนี้จะลองลงเรื่องราวที่ได้เรียนรู้เรื่อยๆ นะคะ
ที่นี่ เป็นที่ทำงานที่ไม่เหมือนมาทำงานค่ะ เหมือนมาได้เพื่อนดีๆ เพิ่มอีกกลุ่มนึง
ตอนนี้พี่ๆ เขา...
ทำลายกำแพงแอ๊บใสที่ต้องดูดี เป็นเด็กดี เรียบร้อยของเราออกมาอย่างสิ้นเชิง เป็นตัวจริงของจริงมากขึ้น
เรามีอิสระที่จะพูดอะไรตรงความรู้สึกมากขึ้น อ้อมค้อมน้อยลง กล้าฟีดแบ็คแบบตรงๆ แต่ยังน่ารักนุ่มนวล อันนี้ดีต่องานมากๆ
เราฟังคนได้มากขึ้น เข้าใจคนที่ต่างกันมากขึ้น ก็ยังคงเถียงกันเห็นไม่ตรงกันอยู่เรื่อยๆ แหละ แต่เวลาเรารู้วิธีที่จะอยู่ด้วยกันแล้ว มันก็เป็นสังคมที่ดีต่อกันมากๆ ค่ะ
คนอื่นๆ มีประสบการณ์ยังไงบ้าง มาแชร์กันนะคะ
เพิ่งฝึกเขียนครั้งแรก แนะนำติชมอะไรได้หมดเลยค่ะ น้อมรับไปพัฒนาค่ะ
แชร์ประสบการณ์ของผู้หญิงสายเนิร์ดที่ต้องมาทำงานกับทีมชายล้วน
เป็นการแชร์ประสบการณ์ของผู้หญิงสายเนิร์ด สายจริงจังสุดๆ กับการเรียน ทุ่มเทสุดๆ กับการหาเงิน การทำงาน ที่เพิ่งมาค้นพบอีกมุมของการเป็นผู้หญิงไม่นานมานี้ค่ะ
อยู่ในกะลาโลกหญิงสาวโสดมาเป็นยี่สิบปี การค้นพบส่วนของผู้หญิงในตัวเองนี้ อย่างกะค้นพบทวีปใหม่ หลังจากค้นพบ ก็มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปในชีวิตค่ะ เหมือนคุยกับคุณพ่อได้เข้าใจมากขึ้น เข้าใจน้องชายมากขึ้น ทำงานร่วมกับเพื่อนผู้ชายได้สบายใจมากขึ้น และมีผู้ชายเข้ามาคุยด้วยเยอะขึ้น ทั้งๆ ที่แต่ก่อนแทบจะไม่มีเลย!
เล่าก่อนว่า เราเป็นผู้หญิงสายเด็กเรียนค่ะ อารมณ์ประมาณเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์อ่ะค่ะ นั่งหน้า ตั้งใจฟังครู ไม่เคยหลับ เวลาไปทำงานที่ออฟฟิศอื่น เราก็เรียบร้อย ไปตามผู้ใหญ่ เป็นน้องใหม่เด็กดีของทุกคน ขยัน อดทน ทำงานท้าทาย เป็นผู้หญิงสายบวกค่ะ นอกจากจะคิดบวกแล้ว หากมีอะไรเข้ามา ก็บวกหมดค่ะ ลุยหมด และคิดว่าตัวเองจะไม่สามารถเป็นสาวใสๆ สวยๆ น่ารักๆ ได้อย่างผู้หญิงคนอื่น มือด้านนี้ไม่คิดจะทาโลชั่นเลย แบบว่าอยากให้มันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิงแข็งแรงสู้งานค่ะ 555
ไม่ใช่ว่าผู้หญิงห้าวทุกคนจะเป็นแบบเรานะ หลายท่านก็รู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่เราแค่แบ่งปันประสบการณ์ของเราดูนะคะ ว่าการพบทวีปใหม่ ให้อะไรกับเราบ้าง เผื่อมีใครที่เป็นเหมือนเรา
จุดหักเหของสายแมนอย่างเรา คือ เราเข้ามาทำงานในออฟฟิศที่มีแต่ผู้ชายค่ะ และงานสายฟิล์ม อยู่กันทั้งวันทั้งคืน มันเลยเป็นวัฒนธรรมเพื่อน เป็นพี่น้องมากๆค่ะ โดยเฉพาะที่นี่เป็นผู้ชายสายฟิล์มค่ะ อาร์ตตัวพ่อ นอกเวลางานที่นี่จะอยู่แบบพี่น้องมากๆ เราเพิ่งมาเข้าใจว่า ความต่างระหว่างเพศ มันมีจริงๆ มันมีเรื่องหลายๆ อย่างที่คนเด๋ออย่างเราเพิ่งมาถึงบางอ้อ และตกใจในหลายๆ เรื่อง แบบคิดงั้นจิงดิพี่! หรือบางเรื่อง พวกเขาก็น่ารักแบบที่น่าเอ็นดูมากๆ กระทู้นี้เราอยากจะค่อยแชร์สิ่งที่ได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เผื่อได้มุมมองเป็นประโยชน์กันนะคะ
1.นิสัยต้องแกล้งคนอื่น ขอให้ได้แกล้ง
เขาบอกว่าเป็นวิธีแสดงออกซึ่งความรักและความสนิทสนม
(แต่ผู้ชายบางคนก็ไม่เป็นนะ) แรกๆ เราแบบ รับไม่ได้ บ้า! รักใครให้แกล้งหรอ คุณดูละครมากไปแล้ว! เรามีแต่จะเกลียดคุณมากขึ้นนะ แต่พออยู่ไปเราก็เห็นว่า พวกเขาก็แกล้งแบบมีลิมิต แกล้งพอให้คนโดนแกล้งโวยวายหรือหลุดยิ้ม บรรยากาศตึงๆ มันก็ดีขึ้น เราก็เริ่มเข้าใจเขามากขึ้น ตอนนี้นอกจากจะเข้าใจเขามากขึ้นแล้ว ยังหัดแกล้งกลับได้แล้วด้วย ก็เวลาแกล้งเบาๆ พอให้เขายิ้มได้ มันก็มีความสุขนะ
2.เป็นตัวของตัวเอง!
แต่ต้องเรียนรู้กันเรื่อยๆ ค่อยๆ ปรับแบบที่มันเวิร์ค
ตอนแรกเข้ามาแบบสายสุภาพทางการ “ค่ะพี่” “ไม่เป็นไรค่ะ” มั่นใจว่าทำงานที่ไหนทำแบบนี้ก็เวิร์ค
มันก็ไม่ได้แย่นะ แต่ปรากฎว่าเกร็งกันทั้งออฟฟิศค่ะ ดูสุภาพ แต่ห่างเหินมาก ต่อมาเราแบบโอเค กันเองนะ เป็นตัวเองนะ เราสายบอยๆ ไม่น่าปรับตัวยาก แต่พบว่า...
ไม่ค่ะ! เราไม่บอยพอ เราแค่บอยแต่ผู้ชายเวลารวมตัวกันมากๆ จะเถื่อนค่ะ อะไรที่คุยกันจะเถื่อนมากกกก มากแบบฟังแล้วมึนหัวเลย แบบ New World มาก พวกเอ็งคุยอะไรกัน แถมยังขำอีกต่างหาก
สุดท้ายพบว่า เวลาเราพูดแบบน่ารัก นุ่มนวล เป็นน้องสาวแสนน่ารักมาคุยงาน ผลการปฏิบัติงานจะดีที่สุดค่ะ ส่วนเรื่องที่เรารับไม่ไหวจริงๆ ก็สื่อสารไปว่าเรื่องนี้ไม่คุยด้วย
3.พวกเขาก็พยายามทำความเข้าใจเรา
เราเองก็จะพยายามเข้าใจเขาเหมือนกัน
มันมีช่วงฮอร์โมนสำหรับวันมามากของเราค่ะ แบบบางทีจะเงียบ จะซึม จะตึงๆ หน่อยๆ พวกพี่ๆ เขารวมกลุ่มปรึกษากันเลยค่ะ น้องเป็นอะไร ใครทำอะไรน้อง ตอนแรกเวลาเราเป็นแบบนั้น นางพยายามเข้าใจ ถามไถ่ว่าเป็นอะไร ช่วยอะไรได้มั้ย (ซึ่งไม่มีใครช่วยได้อ่ะ T T) บางทีเขามาถามว่า เป็นไรอ่ะบ่อยๆ เรายิ่งรำคาญ บางทีเราก็หงุดหงิดเลยนะ แต่เราก็จะหงุดหงิดไม่ลง เพราะบางทีเขาถามด้วยสายตาไม่เข้าใจเราจริงๆ และพยายามจะเข้าใจจริงๆ ในทางกลับกันมันทำให้เราก็พยายามทำความเข้าใจพวกเขาค่ะ พวกเล่นเกม ดูบอล บ้าหนัง มองสาวสวยจนคอแทบหัก ตอนแรกเราไม่เข้าใจมองว่าไร้สาระ พอได้ฟังกันมากขึ้น เราเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาชอบ แล้วเขามีความสุขยังไงที่ได้ทำ ได้อยู่กับมัน แค่นั้นเราก็เข้าใจเขาได้มากขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ
4.ได้สำรวจความแรดของตัวเอง
เราเป็นผู้หญิงได้อิสระ ไม่ต้องมีข้อจำกัดใดๆ
ข้อนี้นี่ค่อนข้างเฉพาะตัวเรามากๆ เรามาทำงานที่นี่ ได้ค้นพบทวีปใหม่ในตัวเองว่า เราเองมีคำจำกัดความว่าแรดที่คับแคบมากกกกกกกก แบบคุยกับผู้ชายบ่อยๆ คุยเล่น เฮฮา สดใสเยอะๆ กับผู้ชาย มันจะดูแรดๆ ดูไม่สงวนกิริยา หรือเราอย่าทำตัวผู้หญิงอาร์ตตัวแม่มาก เดี๋ยวคนอื่นรำคาญ เช่น ถ้าหวง หรือถ้างอน อย่าแสดงออก อย่างอแง มันจะดูเอาแต่ใจ ไม่น่ารัก แต่พอที่นี่มีเราเป็นผู้หญิงคนเดียว นอกเหนือจากเรื่องงาน ครั้นจะไม่คุยกับใคร แน่นอนอาจจะไม่ดูแรด แต่จะเป็นบ้าแทน แล้วถ้าไม่ได้ร่าเริงแบบที่ตัวเองเป็นเลย มันก็จะอึดอัดมากๆ พี่คนนึงเคยถามว่าทำไมอยู่กับเพื่อนข้างนอกสดใสจัง คุยเล่นได้เก่งมาก แต่อยู่ที่เฮาส์แล้วขิงจัง อึดอัดมั้ย เราแบบก็อึดอัดนะ พี่เขาเลยถามว่าแล้วทำไมต้องมีเงื่อนไขล่ะ ว่าอยู่กับเพื่อนผู้หญิงต้องอย่างงั้น อยู่กับเพื่อนผู้ชายต้องอย่างงี้ ก็เป็นตัวเองมันทุกตอนไปเหอะ พอเราลองดูพบว่า อิสระขึ้นเยอะมากกกก มองเพศสภาพน้อยลง ไม่แบ่งเราหญิงเธอชาย ก็ดูแลกันแบบที่บทบาทแต่ละคนเป็น
เพื่อนเคยแซวว่า เพราะแกเคยไปเข้าค่ายผู้นำ “รักนวลสงวนตัว” มาตอนเด็กๆ ใช่มั้ย แถมยังเป็นพวกนิสัยสุดโต่ง พวกเด็กดี เฮอร์ไมโอนี่ โตจนเลยวัยสงวนตัวแล้ว ก็ยังคงสงวนไป จนเฮอร์ไมโอนี่เขาก็มีผัวมีลูก ออกเล่มใหม่มาแล้ว แกยังสงวนกิริยาอยู่เลย
5.อย่าแบ่งคนว่านี่พวกผู้ชาย พวกผู้หญิง
โอเคค่ะ ไม่เถียงว่ามันมีแนวโน้มความเป็นหญิงชาย แต่มันมี key word ที่เป็นกับดักเลยที่เราประสพกับตัวคือ... พวกผู้ชายมันก็เป็นแบบนี้ พวกผู้หญิงมันก็เป็นแบบนี้ เวลามีคำพวกนี้ทีไร การรับรู้เราปิดค่ะ หูดับ เราเหมารวม ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งสำคัญที่สุด คือการฟังกันค่ะ ทำความเข้าใจกันว่า เขากำลังจะบอกอะไร ทีมชายนี่เรามองว่าสายไฟต์ค่ะ แต่ไปๆ มาๆ ทีมหญิงก็ไฟต์ คุณลักษณะบางอย่างมันแบ่งไม่ได้หรอกค่ะ ว่ามันของหญิงหรือของชาย มันมีในเราทุกคน รวมทั้งบางทีเราไปแบ่งว่านี่ตัวชั้น นั้นตัวเธอ บางทีก็ทำให้เราปิดกั้นวิธีที่จะเข้าใจกันเหมือนกัน
อาจจะย๊าวยาวนะคะ มือใหม่ตั้งกระทู้แรก จากนี้จะลองลงเรื่องราวที่ได้เรียนรู้เรื่อยๆ นะคะ
ที่นี่ เป็นที่ทำงานที่ไม่เหมือนมาทำงานค่ะ เหมือนมาได้เพื่อนดีๆ เพิ่มอีกกลุ่มนึง
ตอนนี้พี่ๆ เขา...
ทำลายกำแพงแอ๊บใสที่ต้องดูดี เป็นเด็กดี เรียบร้อยของเราออกมาอย่างสิ้นเชิง เป็นตัวจริงของจริงมากขึ้น
เรามีอิสระที่จะพูดอะไรตรงความรู้สึกมากขึ้น อ้อมค้อมน้อยลง กล้าฟีดแบ็คแบบตรงๆ แต่ยังน่ารักนุ่มนวล อันนี้ดีต่องานมากๆ
เราฟังคนได้มากขึ้น เข้าใจคนที่ต่างกันมากขึ้น ก็ยังคงเถียงกันเห็นไม่ตรงกันอยู่เรื่อยๆ แหละ แต่เวลาเรารู้วิธีที่จะอยู่ด้วยกันแล้ว มันก็เป็นสังคมที่ดีต่อกันมากๆ ค่ะ
คนอื่นๆ มีประสบการณ์ยังไงบ้าง มาแชร์กันนะคะ
เพิ่งฝึกเขียนครั้งแรก แนะนำติชมอะไรได้หมดเลยค่ะ น้อมรับไปพัฒนาค่ะ