<< ชายกางเข้าครัว ... ข้าวเหนียว น้ำกะทิทุเรียน ตำรับบ้านริมคลองบางกอกน้อย >>

     สมัยชายกางเด็ก ๆ  บ้านริมคลองบางกอกน้อยนั้น เป็นร่องสวน ที่ไม่ได้ปลูกไม้เพื่อการค้า  ปลุกไว้กินไว้แจกกันมากกว่า เพราะยกร่องแล้ว ปลูกไม้ร่องละชนิด ๆ ไป ไม่ได้ทำยกสวนแบบสวนอื่น ๆ  ไม้เบญจพรรณอันกินได้นั่นแล
     ร่องที่ชายกางรักมากที่สุดคือร่องที่ปลูกทุเรียนกับมังคุด  โดยทุเรียนนั้น มีชะนี 2 ต้น อีลวง 2 ต้น และกบตาขำอีก 3 ต้น ไม่มีหมอนทองยอดฮิตเช่นในปัจจุบัน แต่ละต้นอายุมาก ๆ ต้นสูงลิ่ว  ไม่มีใครปีนได้ นอกจากคุณยายจะจ้างนายจวบ เป็นคนขึ้นไปตัดมา ยามที่คะเนแล้วว่าน่าจะแก่ ปลิงร้าว หนามถ่าง  เส้นร่องพูขึ้นชัดเจน ซึ่งคนปีนจะเป็นคนรายงานทีละลูก ๆ กันเลยทีเดียว
    ถ้าคนปีนไม่ว่าง  ปล่อยหล่นสถานเดียว  เวลาหน้าทุเรียนออกผลนั้น  นอนตอนกลางคืน  ได้แต่คอยเงี่ยหูฟังเสียงทุเรียนหล่น เสียงทุเรียนหล่นยามกลางคืนนั้นจะชัดมาก  เพราะมันเงียบมาก  ไร้เสียงใด ๆ  แต่พอได้ยินเสียงดัง  “ ตุ้บ “  ใจระรัว เร่งให้เช้าเร็ว ๆ จะได้ไปเดินหาทุเรียนหล่น มาแกะกินกัน
     ทุเรียนสวนแท้ ๆ นั้น  ถ้าแก่จัดจะแกะง่ายมาก  ยิ่งถ้าหล่นลงมาจากต้น  ก้นจะปริมาแล้ว  และแต่ละพันธุ์ ก็จะแกะยากแกะง่ายต่างกัน  กบตาขำนั้นแกะง่ายที่สุด   ถ้าก้นปริมา  เราเอานิ้วไช ๆ ตรงกลางไส้ ก็จะแง้มและฉีกออกได้โดยง่าย ชะนีนั้น ต้องใช้มีดปลายแหลมแทงไส้นิด  เพราะจะหวงเนื้อหน่อย  แต่ก็แกะง่ายเช่นกันครับ

     วันไหนลมแรง  เสียงหล่นตุ้บ ๆ ๆ  แสดงว่าหล่นมาหลายลูก  สุกแล้วด้วย  จะต้องมาแปรสภาพเป็นขนมอื่น  ครั้นจะกวนก็น้อยไป  คุณยายจะเอาทุเรียนชะนี มาทำน้ำกะทิทุเรียน ในแบบของคุณยาย ที่ทำได้เข้มข้นถูกใจทุกคนที่ได้ชิม
     วันนี้  ชายกางได้ทุเรียนชะนีงอม ๆ มาหลายลูก  เก็บไว้ทำขนมที่อยากกิน ชอบกิน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ น้ำกะทิทุเรียน  แบบคุณยายสอนไว้นี่แหละครับ
     กินตามร้านที่เค้าทำขาย  ไม่เคยพบร้านที่ทำได้ถูกใจ  เลยต้องทำเอง  และไหน ๆ จะทำทั้งทีแล้ว  นำมาเล่าให้อ่านกันไว้ในห้องก้นครัวนี้ซะเลย  น่าจะดีไม่น้อยครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่