การรับน้อง สังคม ผู้คนชีวิตมหาลัยเอกชนเป็นยังไง? ต่างจากม.รัฐแค่ไหน? มาฟังคำบอกเล่าจากรุ่นพี่ที่จบศิลปกรรมม.เอกชน

...ช่วงนี้กระแสข่าวการรับน้องจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศยังคงร้อนแรง ส่วนนึงมีทั้งฝั่งที่สนับสนุนการรับน้องและอีกฝั่งอยากให้มีการยุติการรับน้องเพราะอย่างที่เราทราบกันว่าการรับน้องบางแห่งแฝงไปด้วยความรุนแรงมากกว่าสร้างความสามัคคี ยังไม่รวมประเด็นสัพเพเหระต่างๆก่อนหน้านั้นทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายเข้าเรียน การแต่งกายของนักศึกษาข้ามเพศ การมีแกนนำนักศึกษารุ่นใหม่ที่พยายาม"เปลี่ยนรูปแบบ"การดำเนินชีวิตในมหาวิทยาลัยจนกลายเป็นประเด็นแตกหักระหว่าง นิสิต นักศึกษา อาจารย์ ยันศิษย์เก่าที่นับกันเป็นรุ่นๆเข้ามาเชื่อมโยงวุ่นวายกันไปหมด ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ จขกท.ได้ติดตามข่าวมาตลอดมีทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจ เพราะด้วยความที่ตัวเองจบจากมหาวิทยาลัยเอกชนมา หลายๆอย่างไม่เคยผ่านหรือรับรู้ประสบการณ์ตรงนี้ เลยคิดว่าแอบเกาะกระแสเล็กๆเผื่อน้องๆหรือใครหลายคนที่อยากรู้ว่ามหาลัยเอกชน สังคม การรับน้อง ความเป็นอยู่นั้นเป็นยังไง จะไฮโซเซเลป(ขี้เล็บ เท่) ขี่เก๋งป้ายแดง อวดรวยกันอย่างที่หลายคนพูดกันหรือเปล่านะ??..

...ปกติตั้งแต่กระทู้อาหาร วันนี้ขอตั้งกระทู้วิชาการมีสาระ(ปกติเป็นคนไม่มีสาระ) สักหน่อยนะเจ้าคะ อาจพิมพ์ยาวผิดๆถูกๆก็ขออภัยด้วย แนะนำตัวก่อนเราเป็นนักศึกษารุ่นปี 53 และเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่โดนเชือด เอ้ย! โดนเปลี่ยนระบบมาสอบ GAT PAT ไม่ต้องสืบค่ะว่าเด็กน้อยตาสีตาสาไม่เคยเรียนกวดวิชาอยู่บ้านนอกบ้านนามาเจอข้อสอบเชื่อมโยงครั้งแรกในชีวิต ///พังค่ะ!!! มันคือเห้----อะไรก็ไม่รู้ ความฝันของอิฉันตอนเด็กคือการอยากเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์  แต่มีใครบอกฉันได้บ้างว่าจะเป็นกราฟฟิกดีไซน์ต้องไปเรียนคณะไหน??? คนที่อยากเป็นหมอ ครู วิศวะ สถาปัต กฏหมาย ภาษาศาสตร์ จะรู้แน่นอนว่าตัวเองต้องลงคณะอะไร สาขาอะไร แต่ๆๆๆอิฉันกราฟฟิกดีไซน์มันไปอยู่ส่วนใดของมหาลัย และต้องสอบ PAT อัลไลวะ!! ตอนนั้นเลยค้นข้อมูลอย่างหนักและลิสต์รายชื่อมหาลัยมา อ่านรายละเอียดคร่าวๆงานดีไซน์จะเกี่ยวข้องกับวิชาศิลปกรรมศาสตร์ อ่ะก็เลยสอบ PAT ที่เป็นศิลปกรรมไป (แพท 5 มั่ง??) พอถึงวันสอบ เปิดข้อสอบออกมา ////// โอว ขุ่นพระ! อีอยากเป็นคอมกราฟฟิก แต่ข้อสอบมีความรู้ทั้งนาฏศิลป์ การเต้นบัลเลย์ รำไทย // คุณค่ะมันคืออะไร?? อิฉันไม่เคยเรียน โรงเรียนก็ไม่มีสอน หลังจากนั้นไม่ต้องสืบในเมื่อความฝันไม่มาหาเราก็จะไปหาความฝันเอ ตัดสินใจเข้ามหาลัยเอกชน อ่านคู่มือระเบียบมหาลัยที่ได้มา เลือกคณะและสาขาที่ใกล้เคียงความฝันเรามากที่สุด นั่นคือ "คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์" มหาวิทยาลัยเอกชนตกสวยย่านชานเมืองที่น้ำท่วมตอนฝนตก เค้าล้อเล่น

...เล่ามาซะยืดตัดเข้าเรื่องเลยกันเจ้าค่ะ หลังจากนั้นเราได้รับคู่มือกำหนดการทำกิจกรรมมหาลัยโดยจะระบุวัน เวลารับน้องของแต่ละคณะ สถานที่และการรับน้องรวมทุกคณะ ตอนนั้นเราตื่นเต้นมากๆกับการจะได้เป็นชีวิตนักศึกษา เราได้มาเช่าหอตรงข้ามมหาลัยจำได้เลยว่าความรู้สึกนั้นมันมีความเหงาๆเข้ามาแทรกเพราะเราต้องจากบ้านมาลำพัง (ชีวิตไม่เคยห่างจากบ้าน) แต่ก็เอาว่ะ เสียค่าเทอมเกือบ 4 หมื่น ยังไงก็ต้องไปให้ได้ อยากรู้ว่าวันแรกเราจะมีเพื่อนมั้ย สังคมเป็นไง รับน้องจะน่ากลัวหรือเปล่า (ช่วงนั้นกระแสรับน้องก็ยังแรงๆอยู่โดยเฉพาะมอ.จากทางเหนือ) แถมเราเรียนศิลปกรรมก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าเด็กศิลป์จะเล่นอะไรแผลงๆมั้ยน้อออ

...รุ่งเช้าวันรับน้องของคณะศิลปกรรมศาสตร์ เราแต่งชุดนักศึกษาเข้ามหาลัยตอนนั้นก็ยังงงๆอยู่ว่าตึกคณะเราไปทางไหนน้า จะหลงทางมั้ยน้าาาา แต่ขณะเดินๆอยู่ เอ๊ะ! นั่นเห็นรุ่นพี่ถือป้ายต้อนรับคณะศิลปกรรมอยู่หน้ามหาลัย (ซึ่งจะเป็นธรรมเนียมแบบนี้ทุกปี รุ่นพี่จะยืนมาต้อนรับน้องเข้าคณะน่าประทับใจมากค่ะ หัวใจ) ค่อยอุ่นใจหน่อยว่าเราจะไม่ลงทาง หลังจากนั้นเค้าก็เรียกเด็กใหม่ทุกคนไปใต้ถุนคณะ ก็แนะนำตัวรุ่นพี่สตาฟ ประธานนักศึกษาของคณะ มีกิจกรรมเล่น เต้น เกมผูกมิตรระหว่างเพื่อนต่างๆ ซึ่งทุกอย่างจัดขึ้นในเขตมหาลัย ตั้งแต่เข้าจนถึงหกโมงเย็นตามกำหนดการโดยไม่มีการเล่นอะไรที่รุนแรงหรือส่อเสียดทางอนาจาร เรียกได้ว่าทุกอย่างที่เราจินตนาการไว้ผิดคาดมากๆ

...แต่ละคณะก็จะมีการรับน้องในสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกคณะจะไม่มีสิทธิ์มาบังคับน้องเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่รุ่นพี่จัด (ยกเว้นกิจกรรมที่มหาลัยจัดเอง) กิจกรรมเชียร์ตอนปี 1 จะเป็นลักษณะการขอความร่วมมือจากรุ่นพี่ พูดง่ายๆก็คือจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ไม่มีผลต่อคะแนนหรือการเรียนใดๆทั้งสิ้น (แต่เค้าเข้าร่วมนะจ๊ะ เพราะได้เจอเพื่อนใหม่ๆสนุกดี) และเราไม่มีระบอบประเภทว่าคุณเดินผ่านรุ่นพี่คุณจะต้องยกมือไหว้ หรือออกไปข้างนอกจะต้องแต่งตัวตามที่รุ่นพี่กำหนด สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครมาบังคับ ยกเว้นที่เค้าจะขอความร่วมมือให้แต่งชุดนศ.มาเข้าเรียนช่วงแรก หลังจากนั้นจะมีพิธีที่ให้นักศึกษาปี 1 สามารถแต่งชุดนอก(ไปรเวท)มาเรียนได้ คณะเราเป็นคณะที่ให้นักศึกษาแต่งชุดนอกมาเรียนได้เจ้าค่ะ ขอแค่แต่งให้เรียบร้อยไม่เว้า ไม่ผ่า ไม่นูนก็พอ และอีกอย่างที่นี่คุณจะแต่งข้ามเพศ ข้ามรุ่น ใส่วิก เปิดกระบัง ผมจะย้อมกี่สีก็ไม่ใครมาว่าเพราะเป็นสิทธิของคุณ

...ข้อดีของที่นี่คือมีความเป็นอิสระสูงมากในเรื่องสิทธิของตัวเอง เพราะมหาลัยหรือรุ่นพี่ไม่ได้มาก้าวก่ายในชีวิต ที่นี่เราไม่มีระบบคอนเนคชั่น เส้นสาย การเชื่อมกันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง (ยกเว้นจะไปเชื่อมกันเอง) คุณสามารถเลือกได้ว่าจะอยู่ลำพังแล้วตั้งใจเรียนหรือจะเป็นกลุ่มก็ตามใจชอบ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือที่นี่เด็กหลายคนมาจากสถานะทางบ้านที่หลากหลายตั้งแต่รวยมาก จนถึงปานกลาง(บางคนกู้ กยศ.มาเรียน) เด็กที่มีฐานะเท่ากันมักจะเข้ากลุ่มเดียวกัน เช่น กลุ่มนี้เด็กรวยก็จะรวยทั้งกลุ่ม กลุ่มนี้แก็งเที่ยวก็จะเที่ยวทั้งกลุ่ม กลุ่มนี้เด็กเรียนก็จะเรียนทั้งกลุ่ม ประเภทแบบกลุ่มแบบมัลติก็จะหายากหน่อยเพราะด้วยไลฟสไตล์ที่ต่างกันมากก็จะไม่สามารถเข้ากันได้ดีสักเท่าไร และอีกอย่างถ้าคุณเป็นเด็กเรียนเก่งคุณจะเป็นเสมือนไอดอลเป็นแม่พระของเพื่อนๆในชั้นเรียน เพราะเหตุผลก็น่าจะรู้ๆกันดีว่าหลายคนเข้ามาเรียนมอเอกชนมีเหตุผลแตกต่างกันออกไป

...ทุกเทอมจะมีคนหายไปเรื่อยๆ ถือเป็นเรื่องปกติกของที่นี่เพราะบางคนกลัวไม่มีที่เรียนก็มาลงม.เอกชนก่อน บางคนเรียนแล้วไม่ชอบ ไปไม่ไหวก็ต้องเปลี่ยนมหาลัย เปลี่ยนคณะ ช่วงปี 1-2 คุณจะเห็นเพื่อนๆหรือคนคุ้นหน้าในสาขาค่อยๆทยอยหายไปเรื่อยๆ อย่างเช่นรุ่นเรามีที่ตอนแรกปี 1 เข้ามาถึง 800 คน แต่ตอนจบปี 4 มีเพียง 200 กว่าคน และใครที่คิดว่ามหาลัยเอกชนมีเงินก็จบได้ขอบอกเลยนะจ๊ะว่า "ไม่จริง" ที่นี่เรียนแบบเข้มข้นมากๆ คณะศิลปกรรมที่เราเรียนถือว่าหินสุดๆ สัปดาห์นึงมีงานส่งแทบทุกวัน ปั่นงานทุกวัน บางคนไม่ได้นอน 2-3 วัน ขนาดเราเป็นคนที่จัดการงารได้เร็วก็ยังยอมรับเลยว่าเหนื่อยมากๆ ถึงขนาดเทอมแรกน้ำหนักเราหายไป 5 กิโล TT

...ไฮโซ เป็นเซเลป เป็นดารา ทุกอย่างในที่นี่มีหมดโดยเฉพาะถ้าคุณได้ไปเรียนคณะนิเทศ ก็จะเจอหนุ่มหล่อสาวสวยมากมาย บางคนเป็นดารา นายแบบนางแบบ พริตตี้ ก็ใช้ชีวิตร่วมกัน บางคนขับรถหรูหราใช้ของแพง บางคนปั่นจักรยานกินข้าวข้างทาง ที่นี่ในรั้วมหาลัยจึงมีความแตกต่างของฐานะค่อนข้างสูงแต่เราที่อยู่มาตลอดจนเรียนจบก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์อวดรวย เหยียดฐานะ เลยนะ เต็มที่ก็จะเป็นประเภทแต่งตัวแข่งกันเองในกลุ่มเพื่อนหรือพวกชอบเล่นรถก็อวดรถกันในกลุ่มเค้ากันเองมากกว่า

...ทุกอย่างล่อใจไปหมด ต้องตั้งสติให้ดี เมื่อคุณเลิกเรียนและก้าวพ้นจากประตูมหาลัยไป สิ่งที่อยู่ล้อมๆรอบๆนอกเขตจะเต็มไปด้วยแหล่งบันเทิงมากมาย เหล้า ยา ปาร์ตี้ แหล่งปล่อยของทุกอย่างที่คุณอยากได้ ชุมชนหอพักที่มีตั้งแต่ราคาหลักพันจนถึงหมื่นสำหรับเด็กมีเงินมาเช่า เมื่อมาอยู่กระจุกกันก็จะมีปัญหาต่างๆมากมาย เราอยู่มา 4 ปี ซอยหอพักข้างมหาลัยเรามีตายทุกปีค่ะ บางคนก็โดดตึก บางคนก็ยิงกัน ส่วนมากก็จะไม่พ้นเรื่องรักๆใคร่ๆ อย่างว่าที่นี่แหล่งรวมเด็กมีเงิน เด็กหน้าตาดี เด็กเสี่ย เด็กขาย ถึงขนาดแม้แต่อาจารย์ก็ไม่ควรไปเดินยามวิกาลในที่แบบนั้น  ตั้งสติให้ดีค่ะว่าเรามาเรียน มาเรียนๆๆ

...ทัศนคติที่เปืดกว้างของระบบมหาลัย อาจเป็นเพราะผู้บริหารมหาลัยเป็นคนรุ่นใหม่ หัวนอก เลยทำให้มหาลัยมีอะไรใหม่ๆเข้ามาอยู่เสมอ สิ่งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากที่นี่ วัฒนธรรมของที่นี่เป็นการพึ่งพาด้วยตัวเอง ใครใฝ่ดีก็ดีไป ใครไม่ฝักใฝ่ระบบก็จะสกรีนออกไปเอง ไม่มีใครมาเตือนคุณว่าต้องตั้งใจเรียน คุณต้องทำนู่นนี่นั่น ทุกอย่างเราต้องตามเอง มีปัญหาอะไรก็ไปปรึกษาอาจารย์ ไม่ใช่อาจารย์จะมาหาเรานะ อาจารย์ที่นี่หลายคนก็เป็น**เซเลปในแวดวงสาขานั้นๆไม่ใช่บุคคลที่เราจะได้เจอง่ายๆตามท้องถนน ซึ่งนี่เป็นข้อดีที่เราได้เรียนรู้จากเจ้าของผลงานจริงๆ ได้เห็นมุมมอง ทัศนคติใหม่ๆมากกว่าเป็นเพียงอาจารย์ที่เก่งเพียงตำราวิชาการ
**เซเลปที่นี้คือคนที่มีชื่อเสียงในสาขาที่เราเรียน เช่น เราเรียนศิลปกรรม อาจารย์ทีมาสอนหลายคนก็เป็นศิลปินดังๆที่แวดวงศิลปะรู้จักกัน หรือถ้าคุณเรียนนิเทศก็จะมีครูที่ชื่อเสียงในวงการบันเทิงมาเป็นอาจารย์สอนในคณะ

...อย่างที่กล่าวมา สังคมในมหาลัยเอกชนที่เราเรียนค่อนข้างเปิดกว้างมากๆ ทำให้เราไม่เคยรู้สึกถึงการเอาเปรียบหรือต้องพึ่งพาใคร เรายืนได้ด้วยความพยายามของเราเอง แต่นี่เองพอเราออกไปใช้ชีวิตจริงแล้วต้องมาเจอกฏระเบียบอะไรที่หยุมหยิมหรืออะไรที่มันโลกแคบมากๆเราก็จะความรู้สึกไม่เข้าใจหรือยอมรับ ในมหาลัยเอกชนเราพูดกันถึงเหตุผลได้เต็มที่แต่ในสังคมจริงบางอย่างเราอาจต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมที่คนอื่นทำมาก่อน บางครั้งเราต้องทำเพราะรู้สึกกลัวหรือเกรงใจ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

...สิ่งที่สัมผัสได้จากคนรอบข้างที่เรียนจบจากม.รัฐ อันนี้จะเป็นความรู้สึกส่วนตัวประสบการณ์ที่ได้เจอมา นั่นคือ หลายคนที่จบจากม.รัฐจะมีคอนเนคชั่นระหว่างเพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้องที่เหนียวแน่น แม้จบออกไปก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งมอเอกชนจะไม่ค่อยมีส่วนนี้ เพราะเมื่อเรียนจบแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทางของตัวเอง ถึงแม้ว่าเรามีสมาคมศิษย์เก่าแต่ก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

...จากทั้งมวลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ได้หมายถึงว่ามหาลัยเอกชนนั้นดีเลิศทุกอย่าง ทุกอย่างย่อมมีด้านมืดและด้านสว่าง สังคมที่นี่มีความหลากหลายเด็กบางคนคนมีปัญหาหรือมีโปรไฟล์ที่เราคาดไม่ถึงเมื่อไปที่ไหนไม่ได้มอเอกชนก็เหมือนที่พึ่งพา การที่จะอยู่ที่นี่ได้ต้องปรับตัวอย่างมาก อยู่ที่เราเลือกเองว่าจะไปด้านไหน สุดท้ายนี้ความเห็นที่เขียนลงไปเป็นเพียงประสบการณ์ของ จขกท. อาจขัดใจบางท่านต้องของอภัยด้วยนะเจ้าคะ เพียงอยากเปืดมุมมอง ทัศนคติส่วนตัว ผิดถูกอย่างไรขออภัยด้วยจ้า หัวใจ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่