The Idol : อาย กมลเนตร นางเอก & นักเขียน ที่ใครก็เทใจให้

กระทู้สนทนา
ไม่ได้ตั้งกระทู้นานนนนมากกกก  ใช้เวลารำลึกความคิดนานเลย  

กำลังปลื้มน้องคนนี้  ปลื้มในความคิดอ่าน ปลื้มในตัวตน ปลื้มในทัศนคติ  และปลื้มในฝีมือการแสดงของน้องเค้า    

เจอบทสัมภาษณ์ดีๆ มีประโยชน์และบ่งบอกตัวตนของน้องเค้า เลยเก็บมาฝาก   และที่สำคัญน้องเค้าสวย สวยขึ้นเยอะเลย  

ปวารณาตัวเป็นแม่ยกน้องเค้าทันมั้ย อยากมีลูกสาวแบบนี้อ่ะ  555




The Idol : อาย กมลเนตร นางเอก & นักเขียน ที่ใครก็เทใจให้



หนึ่งชั่วโมงที่นั่งสัมภาษณ์ อาย-กมลเนตร เรืองศรี ให้บรรยากาศเหมือนเพื่อนนั่งเม้าท์กับเพื่อน เพราะเรื่องที่เธอนำมาคุยสร้างเสียงหัวเราะได้ตั้งแต่คำถามแรกจนถึงคำถามสุดท้าย โดยเฉพาะเรื่องที่เธอทำสมัยที่ยังเป็นเฟรชชี่ปี 1 ซึ่งเมื่อฟังจบแล้วเราก็ไม่สงสัยอีกเลยว่าทำไมเธอถึงได้กลายมาเป็นนักแสดงที่ดี (ทั้งเล่นดีและอารมณ์ดี) และเป็นนักเขียนที่เก่งแบบนี้
ถึงแม้ว่าเธอจะเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย แต่เพราะความตั้งใจทำให้เธอเรียนจบพร้อมเพื่อน แถมพ่วงด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ซึ่งเธอบอกว่าใคร ๆ ก็สามารถทำแบบเธอได้


ทำไมถึงเลือกเข้าคณะสื่อสารมวลชน ม.เกษตร
เรารู้ตัวเองตั้งแต่ม. 5 แล้วว่าต้องไปสายนิเทศศาสตร์ เพราะพื้นฐานเป็นคนชอบเอนเตอร์เทนคน จำได้ว่าปีเราเป็นแอดมิชชั่นปีสุดท้ายที่ใช้ O-NET, A-NET แต่เราไม่สอบ  A-NET เพราะรู้ว่านิเทศฯ ใช้เเค่ O-NET คือเราไม่สับสนในสายที่เราจะเรียนต่อเลย อีกอย่างคือ เราชอบพี่บุรินทร์ และเคยมาดูพี่เขาร้องเพลงที่สนามฮอกกี้ตอนแอดมิชชั่น ก็เลยคิดว่าที่นี่แหละคือที่ที่เรารักกัน เราต้องเข้าเกษตรศาสตร์ให้ได้

จากนักเรียนมาเป็นเด็กมหา’ลัยปรับตัวยากไหม
เราต้องมีระเบียบวินัยในตัวเองมากขึ้นเพราะเข้ามหา’ลัยแล้วจะไม่มีคนมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช หรือไล่ให้เราไปเข้าเรียนอีกแล้ว ถ้าเราไม่มีวินัยก็อาจจะเละเทะได้ เพราะฉะนั้นจากมัธยมสู่มหา’ลัยมันคือ การหลุดออกมาจากกรอบ และทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยการรับผิดชอบทุกอย่างเอง  

ตอนนั้นรุ่นพี่เขารับน้องคุณโหดไหม
เราโดนรับน้องด้วยการไปทะเลกันทั้งรุ่น ตอนลงรถบัสก็โดนปิดตา แต่เรามองว่ามันไม่ได้น่ากลัวอะไร อาจเพราะว่าไม่เครียด และรุ่นพี่ก็ไม่ได้โหดขนาดนั้น ก็เลยมองว่าการรับน้องมันคือกระบวกการกระบวนการหนึ่ง หรือสถานการณ์หนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เรารู้จักสังคมมหา’ลัยและได้รู้จักเพื่อน ซึ่งทุกคนจะเข้าใจได้เองเมื่อขึ้นปี 2 แล้วต้องไปเป็นพี่รับน้อง

ทำไมถึงบอกว่า เราจะเข้าใจเมื่อต้องมารับน้องของตัวเอง
เพราะมันสนุกมากกว่าจะไปเครียด ตอนเรารับน้องของเราเอง เราแกล้งไปเป็นพี่เนียนนั่งรวมกับน้อง ๆ ใส่ชุดนักเรียนของเพื่อนและตั้งชื่อให้ตัวเองว่า ซี สร้างสตอรี่ว่าตัวเองเป็นนักว่ายน้ำ แต่บางคนก็จำเราได้ แต่เราต้องห้ามหลุด ถ้าจะเล่นต้องเล่นให้สุด นักแสดงถ้าผู้กำกับไม่สั่งคัท ห้ามหยุดเด็ดขาด ซึ่งมันก็สร้างสีสันให้กับน้อง ๆ ได้ เราถึงชอบชีวิตมหา’ลัยมาก

เข้ามหา’ลัยต้องเปิดใจ แล้วจะได้เพื่อนต้องเปิดใจยังไง
เราต้องมีความจริงใจไม่เสแสร้ง อยากทำความรู้จักใครก็แค่ถามชื่อ เธอเป็นใคร มาจากไหน อยู่โรงเรียนอะไร อีกอย่างคือ ยิ้มให้เป็น เพราะเรารู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนไทยไม่ค่อยยิ้มให้กันแล้ว ใครยิ้มให้ก็จะคิดว่า ยิ้มให้ทำไม ทั้ง ๆ ที่บ้านเราขึ้นชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม แรก ๆ มันอาจจะรู้สึกแปลก ๆ หน่อย แต่เราสามารถหาเพื่อนจากการยิ้มได้จริง ๆ

มีกฎส่วนตัวในการเรียนไหม เหมือนข้อนี้ห้ามแหกเด็ดขาด
ไม่มีค่ะ เราเรียนปกติ คือลอกการบ้านเพื่อนได้ ให้เพื่อนลอกการบ้านได้ แต่เราไม่ชอบโดดเรียนนะ เพราะเคยโดดเรียนตอนมัธยมวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งวิชานี้อาจารย์เขาจะแจกชีทให้ทำและส่งในห้องทุกวัน แต่บังเอิญก่อนวันที่เราจะโดดหนึ่งวันมันเป็นวันแม่ เราก็เลยหยุดชดเชยอีกวันหนึ่งเพราะกลัวทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไม่ทัน พอเราไม่มาก็เลยไม่มีชีทส่ง เพราะมันส่งแบบวันต่อวัน อาจารย์ก็เลยเรียกเราไปว่าหน้าห้อง ซึ่งเรามองว่ามันซวยมากเพราะคนอื่นโดดตั้งหลายครั้งทำไมไม่โดน แต่เราโดนก็เลยกลัวการโดดเรียนมาตั้งแต่นั้น

แสดงว่าไม่โดดเรียนเลยเหรอ
โดดตรึมเลย (หัวเราะ) เพราะเราไม่ได้มองว่านั่นคือกฎหรืออะไร บางครั้งเราต้องออกไปทำงาน พอวันไหนมาเรียนได้อาจารย์ก็จะแซวว่า แหม่ วันนี้กมลเนตรมาเรียนได้แล้วเหรอคะ

คิดอย่างไรกับการที่ต้องเรียนให้สูงเข้าไว้  
คือถ้าคิดว่าตัวเองมีความสุข มีกำลังสมองไหวก็ทำ เพราะความสุขคนเราไม่เหมือนกัน บางคนอาจเรียนไม่จบเลยก็ได้ถ้ารู้ว่าตัวเองมีความสุขกับอะไรก็ไปทำสิ่งนั้นเลย เช่น ถ้าคนไหนรู้ตัวว่าตัวเองชอบเศรษฐกิจพอเพียง รู้ว่าตัวเองมีความสุขกับตรงนั้นก็ไปได้เลย แต่เราก็ยังมองว่าใบปริญญายังคงเป็นใบเบิกทางบางอย่างในสังคมไทย เพราะมันแสดงออกถึงความรับผิดชอบของคน ๆ นั้น เพราะคนที่เขาจะรับเราเข้าทำงาน เขาจะมองว่าเรามีความรับผิดชอบไหมใน 4 ปีที่เรียนมา ไม่ใช่เรื่องเรียนเก่งไม่เก่งนะ แต่เขาจะดูว่าเรารับผิดชอบชีวิตตัวเองได้หรือเปล่า และถ้ารับผิดชอบได้ คุณก็จะรับผิดชอบงานเขาได้

เข้ามหา’ลัยแล้วจะค้นหาตัวเองเจอ คุณเจอไหม
เราเจอนะ เพราะก่อนหน้านั้นเราเคยอยากเป็นครีเอทีฟโฆษณามาก่อน แต่พอได้มาเรียนจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเรา เพราะต่อให้มีความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน สุดท้ายก็ต้องทำตามลูกค้าบอกอยู่ดี เราเลยคิดว่าตัวเองน่าจะไปทางการแสดงมากกว่า จึงเริ่มหันไปแคสงานโฆษณาและก็เริ่มทำงานจริง ๆ จัง ๆ ตอนปี 2 ขึ้นปี 3



เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยมันเป็นยังไง
มันเหนื่อยสุด ๆ ตอนนั้นเอาแต่คิดว่าทำไมเราเป็นเด็กอายุ 20 ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเด็กอายุ 20 เลย ต้องไปกองถ่ายแบบคนไม่มีความสุข เพราะตอนนั้นยังไม่เก็ทกับการแสดง จนผู้จัดการบอกให้ไปดรอปเรียนเพราะคิดว่าเราทำไม่ไหวหรอก แต่เรายืนยันว่าจะไม่ดรอป และจะต้องรับปริญญาพร้อมเพื่อนรุ่นเดียวกันด้วย สุดท้ายเราก็สามารถทำได้พร้อมกับได้เกียรตินิยมอันดับ 1

ได้ยินมาว่าคุณเคยจัดการชีวิตระหว่างที่เรียนอยู่แบบผิด ๆ ด้วย
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราเอาบทละครไปอ่านในห้องเรียน และเอางานที่ต้องทำในห้องเรียนไปทำที่กองถ่าย ซึ่งมันเป็นการโฟกัสที่ผิดพลาดมาก เหมือนเรารู้ว่าตัวเองก็ยุ่งอยู่แล้ว แต่เรายังไปทำให้ตัวเองยุ่งเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นตอนที่อยู่กองถ่ายก็จะโฟกัสงานที่กองถ่ายอย่างเดียว หรือถ้าเรียนอยู่ก็จะตั้งใจเรียนเต็มที่ จะไม่ทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน

แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่