ประสบการณ์อกหักของคุณมันยังไงบ้างค่ะ

กระทู้คำถาม
สวัสดีค่ะ ฉันเป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่เพื่อนๆที่มหาลัยอื่นเขาเป็นปีสองไปแล้วค่ะ เพราะที่ที่ฉันเรียนมันเรียนสามเทอม แถมตอนนี้ก็ยังไม่สอบไฟนอลอีก แต่อีกไม่กี่วันก็จะจบปีหนึ่งแล้วค่ะ เตรียมรับน้องใหม่ได้!
วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์เรื่องความรักของตัวเองค่ะ เริ่มตรงที่ฉันกับเพื่อนของฉันเราสนิทกันมากค่ะ จริงๆเราเคยสนิทกันตอนม.2 เราเคยเล่นฟันดาบด้วยกันด้วยนะคะ ฉันก็ออกจะเป็นผู้หญิงห้าวๆหน่อย เรียกได้ว่าห้าวจนเกินผู้หญิงเลยล่ะค่ะ หลังจากจบม.สองเราก็ห่างกันไป เพราะต้องย้ายห้อง ตอนนั้นฉันก็ไม่ได้สนิทกับเค้าอีกแล้ว แค่เพื่อนที่เดินผ่านไปมาพบเจอก็ทักทายในโรงเรียนเท่านั้น จนกระทั่งม.5 เราก็กลับมาสนิทกันอีก แม้จะอยู่ห้องข้างๆกันก็กลับเป็นว่ากลับมาสนิทกัน คุยเล่นกันทุกวัน ตอนนั้นฉันไม่เคยคิดอะไรกับเค้าเลยค่ะ เห็นเพียงเป็นเพื่อนเท่านั้น สุดท้ายกลายเป็นเค้าจีบเราเฉยเลยค่ะ ด้วยความที่เป็นเพื่อนสนิทกัน ดูไปแล้วอะไรก็ลงตัวไปหมด เพื่อนเราเองก็เชียร์กันใหญ่ ฉันเองก็รู้สึกดีด้วยตอนนั้น เลยลองคบกันดูค่ะ เราคบกันแต่ไม่เคยทำอะไรที่มันเสียหายเลยนะคะ จะไปไหนมาไหนก็ต้องมีเพื่อนคนอื่นๆไปด้วย เพราะฉันรู้สึกอยากเซฟตัวเองเพื่อนความปลอดภัย และฉันก็เกรงใจพ่อกับแม่ด้วย เพราะจริงๆแล้วคือท่านไม่รู้เลยว่าฉันมีแฟน และถ้าจะต้องโกหกพ่อกับแม่เพื่อออกมาเที่ยวกับแฟน นั่นน่ะแย่สุดๆเลยสำหรับฉัน ฉันเลยไม่เคยกล้าบอกแถมไม่กล้าขอพ่อกับแม่เพื่อออกไปเที่ยวกับแฟนอีกด้วย การจะออกไปไหนแต่ละครั้งก็ต้องออกไปทำงานกลุ่มกับเพื่อนๆในกลุ่ม แต่ก็มีเค้านั่นแหละมาแจมด้วยทุกที แต่ทุกครั้งที่มีเค้า ในใจเราก็คิดนิดนึงนะคะ ว่านี่มันถูกรึเปล่า55555555 สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจบอกแม่ค่ะ เพราะนี่น่ะมันอึดอัดเกินไป แม่กลับไม่ได้ว่าอะไรอย่างที่คิด ส่วนพ่อ ฉันไม่ได้บอกหรอกค่ะ เพราะฉันกลัวพ่อจะดุ แต่ฉันก็รู้นะคะ ว่ายังไงแม่ก็คงบอกพ่ออยู่แล้ว แค่พ่อไม่ได้พูดแค่นั้นเอง เรื่องมันก็ดูจะลงตัว เราไปเรียนพิเศษด้วยกันเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ แล้วเรื่องบางอย่างก็ดูจะมองข้ามไม่ได้ ด้วยความที่ฉันเป็นพวกผู้หญิงที่ชอบช่วยเหลือตัวเอง ไม่ชอบให้คนอื่นมาวุ่นวายในบางเรื่องที่มันไม่จำเป็นหรือดูเกินไป ฉันรู้ว่าคนเรามันมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน คุณอาจจะคิดว่างี่เง่าเค้ามาทำให้ก็ดีแล้ว เรื่องมาก ปัญญาอ่อน ส่วนบางคนก็เป็นแบบฉัน ทำได้ แต่ไม่ต้องทำทุกเรื่องก็ได้ ฉันทำเองได้อยู่แล้ว ฉันไหว สั้นๆก็คือ เค้าเอาใจใส่ฉันมากเกินไป อย่างน้อยไอ่คำที่ว่าเค้าเอาใจใส่ฉัน มันเป็นคำที่เค้าบอกฉันมา ส่วนความคิดฉันก็คือ ใช่ เค้าเอาใจใส่ฉัน แต่ก็นั่นล่ะมากเกินไป เค้าเป็นห่วงฉันมากเกินไป จนมันดูจู้จี้จุกจิกเกินไป เค้าบอกว่าเป็นเพราะแฟนคนก่อนของเค้าบอกว่าเค้าไม่ใส่ใจเธอ เมื่อเค้ามาคบกับฉันเค้าเลยอยากจะดูแลให้เต็มที่ แต่กลายเป็นว่ามันมากเกินไป เพราะฉันบอกแล้วว่าคนเราน่ะคิดต่างกัน เค้าขอโอกาสเปลี่ยน และแน่ล่ะท้ายที่สุด ก็เข้าอีแบบเดิม ส่วนฉันตอนนั้นก็ฮาร์ดคอขนาดบอกเลิกเขาไป ฉันมารู้จากเพื่อนสนิทของฉันที่ก็เป็นเพื่อนสนิทของเค้าด้วยนั่นล่ะตอนหลัง ว่าเค้าร้องไห้ที่เลิกกันไป

ตอนนั้นมันก็ผ่านไป ผ่านไปจนฉันอยู่ปีหนึ่ง ตอนนั้นเพิ่งเข้าปีหนึ่งใหม่ๆค่ะ ฉันจำได้ว่าตลอดที่ผ่านมา แม่ฉันมักจะพูดเสมอ ว่าฉันน่ะบ้าที่เลิกกับเค้า เค้าเอาใจใส่ก็ดีแล้ว แม่บอกว่าคนที่รักเรามากๆน่ะ ดีกว่าคนที่เรารักมากๆนะ เพราะเค้าจะรักเราและอยู่ข้างเราจริงๆ ดูเหมือนแม่ฉันจะพูดถึงเค้าอยู่เสมอๆ ไม่ได้พูดทุกวัน แต่อย่างน้อยต้องมีซักวันที่พูด เว้นระยะห่างไปเรื่อยๆ และพูดถึงเค้าเรื่อยๆ จนกระทั่งฉันอยู่ปีหนึ่งนั่นล่ะค่ะ ฉันเรียนหนัก เหมือนเมทคนอื่นๆของฉัน ฉันอยู่หอในเพราะเป็นขอกำหนดของที่นี่ แต่ละวันฉันก็เรียน แล้วก็ดูหนัง ดูซีรีย์ ดูละคร ฟังเพลง แม่ฉันก็โทรมาบ่นทุกวันอย่างรู้ทันว่าอย่ามัวแต่ดูหนัง ถึงแม้เราจะเรียนหนังแค่ไหน แต่ฉันก็ยังหาเวลามาดูหนังจนได้ล่ะค่ะ จนเพื่อนๆเมทอื่นเรียกว่าห้องฉายหนังไปแล้ว เพราะฉันดูหนังกับเพื่อนในเมทบ่อยซะจนเพื่อนคนอื่นเรียกกันตามนั้นเลยค่ะ แล้วก็วันนึงที่แม่โทรมา แม่จะชอบถามประจำว่ามีใครจีบบ้าง มีแฟนแล้วรึเปล่า ฉันก็ได้แต่ตอบว่าจะมีได้ไงล่ะ ที่นี่มีแต่ผู้หญิง กับผู้ชายก็ไม่แท้ทั้งนั้น แถมฉันยังไม่ได้ไปไหนอีก จะไปมีได้ไง นั่นล่ะค่ะ แม่ฉันก็พูดขึ้นมาว่า นั่นไง คนดีๆแล้วไม่ชอบไปทิ้งเค้า เค้าดีขนาดไหน แล้วอยู่ฉันก็คิดขึ้นมา มันเหมือนทุกคำพูดที่แม่ฉันเคยพูดอยู่เสมอ แม้จะไม่บ่อยแต่ก็เสมอๆมันลอยกลับมา แม่ยังพูดถึงเค้าอยู่เลยนะ แม้แต่ตอนนี้ก็ยังพูด ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆก็นึกถึงเค้าขึ้นมา แล้วก็อยากรู้ว่าเค้าเป็นยังไงบ้าง ฉันนั่งคิดอยู่นานว่าจะทักเค้าไปดีไหม เพราะตอนนี้เค้าย้ายไปเรียนไกลกับฉันมากเลยค่ะ และก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เค้าจะเป็นยังไงบ้าง แต่สุดท้ายฉันก็ทักไปนะคะ แรกๆก็คุยกันปกติ เหมือนเพื่อนที่หายไปนาน แล้วเค้าก็พูดขึ้นมา ว่าระหว่างที่เราไม่ได้คุยกันเค้าจีบคนเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร เหมือนไปทักเค้าเล่นๆ แต่ก็ไม่ได้สานต่ออะไร จนกระทั่งฉันทักมา และดูเหมือนว่าเราจะคุยกันทุกวันและมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่แชทอย่างเดียวก็เปลี่ยนมาเป็นคอลแทน และก็คุยกันทุกวัน มีเรื่องมากมายหลายเรื่องให้คุย จนเรารู้แล้วว่านี่น่ะมันมากขึ้นเรื่อยๆแล้วล่ะ แน่นอนว่าคงไม่ใช่แค่เพื่อนกันแล้วล่ะ แต่เราก็ยังไม่ใช่แฟนกัน เพราะฉันกลัวคำนี้จะทำให้อะไรๆมันเปลี่ยนไป กลัวว่ามันจะมาจำกัดการกระให้เข้ามาวงแคบอีก แต่ขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าไม่ได้คุยเผื่อเลือก เพราะนั่นน่ะไม่ใช่ฉันเลยและเห็นมาเยอะแล้วกับคุยเผื่อเลือก ฉันน่ะถ้าจะคุยกับใครก็คุยคนเดียวค่ะ และฉันก็บอกกับเค้าด้วยว่าฉันคุยคนเดียว ไม่รู้ว่าเค้าจะคิดยังไงนะ อาจจะไม่เชื่อก็ได้ แต่ฉันเป็นคนพูดจริงแล้วก็ทำจริงอย่างที่พูด ส่วนเค้า เค้าก็บอกว่าคุยแค่ฉันคนเดียวค่ะ ดูเหมือนความรักครั้งนี้ของฉัน จะเป็นฉันเองที่แย่ ฉันคิดว่าฉันควรจะรักคนที่รักฉันค่ะ ฉันตัดสินใจว่าฉันจะให้ความรักตอบกับคนที่รักฉัน ฉันคิดว่าเค้าควรได้รับมัน ก็อย่าง คนที่ดีกับเราเราก็ควรจะดีกับเค้า ส่วนนี่ คนที่รักเราเค้าก็ควรที่จะได้ความรักตอบ และฉันก็รักไปจริงๆค่ะ ฉันจริงจังเอามากๆ5555 ถึงขนาดวางแผนอนาคตเลยนะคะ อาจจะดูเหมือนเร็วไปรึเปล่า อายุน้อยไปรึเปล่า แต่ฉันกลับคิดว่าฉันควรจริงจังกับตัวเองได้แล้ว เพราะอีกไม่นานฉันก็จะบรรลุนิติภาวะแล้ว และควรมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว ฉันวางแผนไว้ว่าฉันจะเรียนให้จบ แล้วก็ทำงานสี่ปี แล้วก็ไปเรียนต่อเฉพาะทาง แล้วก็แต่งงานตอนยี่สิบแปด คิดไว้ว่าจะมีลูกสองคน เราเถียงกันเพราะเค้าอยากมีสาม ตายละดูแก่จริงๆ แต่จะบอกว่าเรื่องที่เราคุยแต่ละวันดูเหมือนจะเป็นเรื่องเรียนของแต่ละคน เค้าเรียนต่างกับฉันมากเลยค่ะ ของเค้ามันด้านนิเทศไปเลย ส่วนฉันก็สายสุขภาพไปเลย เรากลับมาแลกเปลี่ยนเรื่องเรียนกัน บางครั้งฉันติวกับเพื่อนในเมท แต่ก็คอลกับเค้า เค้าก็ฟังไปด้วย ดูเหมือนจะไปได้ดีเลย เราได้มีโอกาสเจอกันก็ตอนปิดเทอมค่ะ เรามีไปเที่ยวกันบ้างแต่ก็ไปกับเพื่อนคนอื่นๆเหมือนเดิม ก็เพื่อนแก๊งเดิมนั่นล่ะค่ะที่กลับมาเจอกันช่วงปิดเทอม แล้วเค้าก็บินกลับไปเรียน เค้าาให้เกียรติฉัน จากความคิดฉันนะคะ เพราะเค้าไม่เคยพูดเรื่องเสียหายกับฉันเลย ซึ่งนั่นทำให้ฉันรู้สึกว่ามันเวิร์คมากเลยกับการกลับมาคุยกัน พอเค้ากลับไปเราก็คุยกันเหมือนเดิมค่ะ  คุยกันทุกวันๆ มีเรื่องให้ทะเลาะน้อยมากเพราะเราต่างคนต่างเรียนกันไป แต่พอทะเลาะกันแล้วก็เป็นเรื่องขึ้นมาเลย  ซึ่งเรื่องส่วนใหญ่มันก็เกิดจากความไม่มั่นใจของฉันที่มันเกิดขึ้น เพราะระยะทางที่ทำให้กังวล เพราะความเป็นไปได้ที่จะแทบไม่ได้เจอกันเลยของเรา ด้วยงานในอนาคตของเราทั้งคู่ มันดูจะยากเอามากๆที่จะได้เจอกัน เค้าบอกว่าฉันกังวลกับอนาคตมากเกินไป คิดแค่ปัจจุบันก่อน แน่นอนว่าทุกครั้งฉันร้องไห้ ฉันรู้ว่ามันค่อนข้างจะแง่ลบเกินไปที่คิดแบบนั้น แต่นั่นล่ะค่ะ ความคิดคน เมื่อเริ่มคิดมันก็จะแต่ยิบย่อยไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะฉันที่มักจะคิดเยอะ แต่เราก็ผ่านมันไปได้ ดูเหมือนเค้าจะเป็นคนที่เข้าใจและพยายามเห็นใจฉันอยู่เสมอ ให้คำปรึกษาอยู่เสมอ และอยู่ข้างๆฉันเสมอ แม้ว่าฉันจะขี้ร้องไห้มากแค่ไหน เรามีช่วงที่ทะเลาะอยู่บ้างแต่ก็มีช่วงที่ดีอยู่มากมาย แล้วปิดเทอมใหม่ก็มาถึง เค้ากลับบ้านมา คือฉันเรียนอยู่จังหวัดเดิมน่ะค่ะ แล้วเราก็เจอกัน เราไปเที่ยวกันเหมือนคู่ทั่วไป ซึ่งจริงๆฉันก็บอกแม่ไปแต่เนิ่นๆแล้วว่ากลับมาคุยกับเค้า ซึ่งแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่บอกว่า เห็นไหมล่ะ ก็ลองดูไปเรื่อยๆละกัน การกลับมาเที่ยวครั้งนี้ของเราดูเหมือนจะโอเคทุกอย่าง จนกระทั่งเราแยกกัน ฉันกลับเข้าหอ ส่วนเค้ากลับบ้าน คืนนั้นเค้าโทรมา รอบนี้กลับกลายเป็นเค้าที่พูดขึ้นมา ว่าต่อไปจะเป็นยังไง งานของเรามันต่างกัน ฉันคงไม่มีเวลามาเจอกับเค้า ส่วนเค้าก็คงต้องเดินทางอยู่ไปเรื่อย ตอนนั้นเหมือนมันพังหมด กลายเป็นฉันที่เสียใจกับเรื่องนี้เอามากๆ ฉันเสนอความคิดว่ามันจะมีทางอื่นไหมที่มันจะไปกันได้ ลองหาทางอื่นกันได้ไหม ไม่จำเป็นต้องหยุดคุยกันรึเปล่า ฉันร้องไห้ ตอนนั้นเพื่อนในเมทที่ฉันสนิทด้วยตั้งแต่เรียนมัธยมมาด้วยกัน ร้องไห้กับฉัน ไม่อยากเชื่อว่าฉันจะร้องได้ขนาดนั้น นึกย้อนไปแล้วนั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ฉันร้องไห้หนักเรื่องความรัก จนขนาดเพื่อนรักของฉันต้องร้องไห้ไปกับฉัน แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจไม่หยุดคุยกัน ฉันพยายามคิดว่ามันไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แล้วสองวันถัดมาเราก็เจอกัน เพราะเค้ามีนัดกับหมอฟันที่โรงพยาบาล ฉันเลยจะไปเป็นเพื่อน ฉันไปเป็นเพื่อนเค้าแล้วเราก็คุยกันเข้าใจ วันนั้นดูอะไรๆโอเคไปหมด ฉันตัดสินใจเดิน กับเค้า ฉันหมายถึงเดินจริงๆค่ะ ตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดอะไร แค่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี จะไปหาอะไรกินกันดีไหม หรือดูหนังดีไหม แต่ฉันตัดสินใจเดินค่ะ แค่เดินกับเค้าแล้วเราก็คุยกันเรื่องนั่นนี่เต็มไปหมด จนแทบไม่รู้เลยว่าทางมันไกลขนาดไหน ฉันคิดแค่ว่า ถ้านั่นรถ ทำนั่นนี่ มันก็เร็วเกินไป ฉันแค่อยากคุยกับเค้าเรื่อยๆ ไม่อยากแยกกันเร็วเพราะพรุ่งนี้เค้าต้องบินกลับแล้ว และฉันอยากคุยกับเค้าให้นานๆ ปรากฏว่าเราเดินจากโรงพยาบาลที่อยู่ถนนอีกสายนึง ไปหอฉันที่อยู่อีกสายหนึ่ง ใช้เวลาเดินทั้งหมดประมาณสามชม. ตอนฉันกลับมาหอแล้วบอกเพื่อนว่าเดินจากที่ไหนถึงที่ไหน มันก็ว่าฉันใหญ่เลย "ทำไปได้" ก็ตอนนั้นฉันนึกไม่ออกนี่คะว่าจะทำอะไรดี เลยตัดสินใจเดินไปคุยไป กลายเป็นว่าตอนนี้ตลอดทั้งเส้นทางที่ฉันนั่งรถผ่าน ฉันเดินมันมาหมดแล้ว ตอนนั้นเราลากันดีค่ะ แล้วเค้าก็บินกลับไป แล้วเราก็คุยกันเหมือนไม่มีอะไร แต่ฉันกลับรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดูเหมือนเค้าจะค่อยๆเริ่มห่างออกไปเรื่อยๆ จนฉันสังเกตได้ ฉันบอกเค้า และเค้าก็ยอมรับว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนจริงๆ แต่มันเล็กน้อยมาก เราทะเลาะกันประมาณสามครั้งเรื่องการเปลี่ยนไปของเค้า และก็ดีกันทุกครั้งเพราะการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ฉันยอมปรับ เค้าเองก็ยอมปรับ จนกระทั่งเกิดเรื่องที่เค้าหายไปเลยและฉันติดต่อเค้าไม่ได้ และฉันเป็นห่วง แต่ก็นั่นล่ะค่ะ เราก็ดีกันอีก แล้วก็เป็นเรื่องเหมือนมันสะสมไปเรื่อยๆและฉันรู้สึกได้ จนฉันตัดสินใจบอกเค้าไปว่ามันไม่ไหวแล้ว มันไม่เหมือนเดิมจริงๆนะ ฉันรู้สึกได้จริงๆ ตอนนั้นเค้าตอบกลับมาแค่ว่าครับ คำเดียว ฉันรู้ว่าแล้วมันจะทำอะไรได้ล่ะ แต่ก็นั่นล่ะเหมือนมันเจ็บเอามากๆเลย  ความคิดแรกคือเหมือนเค้ารอให้เราบอก แต่ในใจก็คิดว่าเค้าคงทนเราไม่ได้แล้วเพราะเราคงจะงี่เง่าเอามากๆจริงๆ แต่ที่รู้คือเราเสียใจ เราพยายามติดต่อเค้าแต่เค้าก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์เรา โทรอยู่นานสุดท้ายก็รับ กลายเป็นว่าคุยกันตอนนั้นคือเค้าอารมณ์ร้อนสุดๆ เค้าาบอกว่าแล้วจะทำอะไรได้ล่ะ ก็ฉันตัดสินใจไปแล้วนี่ เค้าบอกว่ามันไม่ใช่แล้วล่ะ ฉันถามว่าคือตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วใช่ไหม เค้าบอกว่าใช่ ตอนนั้นดูเสียงเค้าจะโกรธเรามากจริงๆ ส่วนฉันก็ได้แค่พูดว่าคุยกันดีๆได้ไหม ไม่ขึ้นเสียงได้รึเปล่า สิ่งแรกที่คิดเลยคือ ที่ครั้งนี้ต้องจบลง ก็เพราะตัวฉันเองค่ะ เพราะฉันทำมันพังเอง แล้วก็วางสายกันไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่