**** เป็นกระทู้แรกบนพันทิปฯ ครับ ก่อนหน้าก็อ่านมาเรื่อยๆ ตามความสนใจ และประเด็นต่างๆในสังคม ***
**** มีวิธีตั้งต้นความคิดที่ดีเอาไว้เตือนสติกันครับ ผมเชื่อว่าบางคนที่ไม่รู้จักกันหากอยู่ต่อหน้ากันคงจะไม่ใช้ถ้อยคำที่ไม่ดีหรือรุนแรงบางอย่างเท่ากับในการคอมเมนท์บนโลกโซเชียลครับ ****
ช่วงหลังๆการใช้โซเชียลในมุมทำลายกันมากขึ้น . ตำหนิติเตียนคนอื่นกันไปเรื่อย อาจจะเกิดจากวิธีคิดเป็นแบบมองลบมาก่อนบวก
... เข้าเรื่องเลยครับ มีวิธีตั้งต้นความคิดว่าด้วยเรื่อง การที่จะตำหนิ ติเตียน ต่อว่า เยาะเย้ย ใครก็ตาม ถ้าเราจะทำแล้วเค้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่างมากก็แค่เสมอตัวครับ หรืออาจมีบาปบนมานิดๆ จากอาการทางใจ ในกรณีเยาะเย้ย ด้วยความสะใจ แต่หากว่าประเด็นไหนเค้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น นั่นหมายความว่ามันจะเอาบาปมาเปื้อนตัวเองเสียป่าวๆ หรือว่าเราจะเลือกแค่รับรู้แล้วก็เพิกเฉยไป
มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งยกตัวอย่างดีครับ เห็นว่ามันเป็นหมาเน่าลอยน้ำมาก็เอาไม้ไปจิ้มแล้วก็มาดมแล้วก็บ่นว่ามันเหม็นทำอยู่อย่างนั้น ทุกครั้งที่มีหมาเน่าลอยน้ำมา.... หรือจะแค่เห็นว่ามีหมาเน่าลอยน้ำมาเห็นแล้วรับรู้และก็บ่อยให้มันผ่านไป ..... (บาปก็คือกลิ่นเหม็น บ่อยๆเข้าก็จะชินกับมันจนไม่รู้สึกว่ามันเหม็น)
***** มาถึงตรงนี้เราสะดวกแบบไหนก็เลือกแบบนั้นครับ แล้วแต่ตัวบุคคลครับ ว่ากันไม่ได้ *****
จุดประสงค์ : ไม่คิดจะมาสอนอะไรใครนะครับ ไม่กล้าขนาดนั้น พอดีวิธีคิดแบบนี้ได้มาจากบนสื่อโซเชียลนี่แหละครับ
(ถ้าจำไม่ผิดเป็นของคุณดังตฤณ) เห็นว่าเป็นวิธีตั้งต้นความคิดที่ดีจึงเอามาแชร์ครับ และเหมาะกับโลกโซเชียล
ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องตามนี้นะครับ .. แค่บอกว่าถ้าทำได้มันดีกับตัวคุณและคนอื่น ..
ตอนนี้บางบริษัทจะรับคนเข้าทำงานเค้าดูข้อมูลบนโซเชียลแล้วด้วยนะครับ น่าจะเป็นคะแนนส่วนทัศนคติหรือป่าวไม่แน่ใจ
*** ย้ำครับเอามาแชร์ ครับ ไม่ได้เอามาสอน ***
เป็นกระทู้แรกบนพันทิปครับ : ว่าด้วยเรื่องการ comment บนโลกโซเชียล
**** มีวิธีตั้งต้นความคิดที่ดีเอาไว้เตือนสติกันครับ ผมเชื่อว่าบางคนที่ไม่รู้จักกันหากอยู่ต่อหน้ากันคงจะไม่ใช้ถ้อยคำที่ไม่ดีหรือรุนแรงบางอย่างเท่ากับในการคอมเมนท์บนโลกโซเชียลครับ ****
ช่วงหลังๆการใช้โซเชียลในมุมทำลายกันมากขึ้น . ตำหนิติเตียนคนอื่นกันไปเรื่อย อาจจะเกิดจากวิธีคิดเป็นแบบมองลบมาก่อนบวก
... เข้าเรื่องเลยครับ มีวิธีตั้งต้นความคิดว่าด้วยเรื่อง การที่จะตำหนิ ติเตียน ต่อว่า เยาะเย้ย ใครก็ตาม ถ้าเราจะทำแล้วเค้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่างมากก็แค่เสมอตัวครับ หรืออาจมีบาปบนมานิดๆ จากอาการทางใจ ในกรณีเยาะเย้ย ด้วยความสะใจ แต่หากว่าประเด็นไหนเค้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น นั่นหมายความว่ามันจะเอาบาปมาเปื้อนตัวเองเสียป่าวๆ หรือว่าเราจะเลือกแค่รับรู้แล้วก็เพิกเฉยไป
มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งยกตัวอย่างดีครับ เห็นว่ามันเป็นหมาเน่าลอยน้ำมาก็เอาไม้ไปจิ้มแล้วก็มาดมแล้วก็บ่นว่ามันเหม็นทำอยู่อย่างนั้น ทุกครั้งที่มีหมาเน่าลอยน้ำมา.... หรือจะแค่เห็นว่ามีหมาเน่าลอยน้ำมาเห็นแล้วรับรู้และก็บ่อยให้มันผ่านไป ..... (บาปก็คือกลิ่นเหม็น บ่อยๆเข้าก็จะชินกับมันจนไม่รู้สึกว่ามันเหม็น)
***** มาถึงตรงนี้เราสะดวกแบบไหนก็เลือกแบบนั้นครับ แล้วแต่ตัวบุคคลครับ ว่ากันไม่ได้ *****
จุดประสงค์ : ไม่คิดจะมาสอนอะไรใครนะครับ ไม่กล้าขนาดนั้น พอดีวิธีคิดแบบนี้ได้มาจากบนสื่อโซเชียลนี่แหละครับ
(ถ้าจำไม่ผิดเป็นของคุณดังตฤณ) เห็นว่าเป็นวิธีตั้งต้นความคิดที่ดีจึงเอามาแชร์ครับ และเหมาะกับโลกโซเชียล
ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องตามนี้นะครับ .. แค่บอกว่าถ้าทำได้มันดีกับตัวคุณและคนอื่น ..
ตอนนี้บางบริษัทจะรับคนเข้าทำงานเค้าดูข้อมูลบนโซเชียลแล้วด้วยนะครับ น่าจะเป็นคะแนนส่วนทัศนคติหรือป่าวไม่แน่ใจ
*** ย้ำครับเอามาแชร์ ครับ ไม่ได้เอามาสอน ***