อันนี้เราขอยืมไอดีเพื่อนมาตั้งกะทู้นะคะ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวเองก่อน เราชื่อ"ก้อย"ตอนนี้เราทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมาได้ร่วม3ปีกว่าแล้ว เรามีเพื่อนร่วมงานหลักๆเลย สามคน คนแรกชื่อ"พี่กบ"เค้าอายุมากกว่าเราแต่มาทำงานหลังเราค่ะ พี่กบเพิ่งเริ่มงานได้ไม่ถึงปี ส่วนพี่อีกคนหนึ่งคือ"พี่นาง"พี่แกเป็นพี่ใหญ่สุดในที่นี้ และรวมเราด้วยก็เป็นสามคน
เริ่มแรกเลยคือแน่นอนว่าเราจะมีวันหยุดอาทิตย์ละวัน แต่ด้วยความที่พี่กบแกมีลูกที่ต้องดูแลอยู่2คน(เป็นซิงเกิ้ลมัมค่ะ) พี่กบเลยชอบที่จะสะสมวันหยุดไว้หยุดคราวจำเป็น เช่น วันประชุมผู้ปกครองของลูก วันที่โรงเรียนหยุดแล้วไม่มีใครอยู่กับลูก ซึ่งนั่นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเราก็ไม่ได้มีปัญหา กลับกันถ้าวันหยุดเรา บางทีเราอาจจะไปช่วยเลี้ยงเด็กๆแทนพี่กบ ส่วนพี่นางแกจะเป็นคนที่ชอบใช้อารมณ์ในการทำงาน บางทีงานเยอะๆทำไม่ทันแกก็จะอารมณ์เสีย ปาของลงพื้นบ้างบางครั้ง แต่บ่อยๆเลยคือเหวี่ยงใส่คนรอบข้าง ยกตัวอย่างเช่นด้วยความที่พี่กบแกทำงานมาไม่ถึงปี อาจจะมีงานบางอย่างที่พี่กบแกยังไม่เก็ทแต่พอถามพี่นางไปเท่านั้นแหละ โดนด่าเละ และที่สำคัญพี่นางแกชอบหยุดโดยไม่บอก อาจจะเพราะพี่นางแกเปรียบเหมือนหัวหน้าพวกเราเพราะแกทำงานที่นี่มานานสุด แผนกเราเวลามีปัญหาก็จะได้พี่นางคอยแนะว่าต้องแก้ไขอะไรตรงไหน พวกเราลยไม่ได้มีปัญหาอะไรเวลาที่พี่นางหยุดโดยที่ไม่บอก แต่นอกจากหยุดแล้วไม่บอกเพื่อนร่วมงานล่วงหน้าก็คือการลา พี่นางแกลางานบ่อย อาจจะเพราะแกมีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายด้วย แต่นั่นไม่ใช่เหตุที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีปัญหาค่ะ ปัญหาจริงๆคือเวลาที่แกลา(กิจ)บ่อยจนพาลมาทับกับวันหยุดของคนอื่นค่ะ เข้าใจว่าคนเรามันก็มีธุระบ้าง แต่การที่มาลาทับกับวันหยุดของคนอื่นนี่ สำหรับเรา เราไม่ค่อยโอ ถึงแม้เราจะบอกว่าเรามีธุระและจองขอหยุดวันนี้ก่อนแล้ว(ในที่ทำงานของเราทุกคนจะสามารถหยุดได้อาทิตย์ละวันไม่จำกัดว่าต้องเป็นวันไหน เพราะฉนั้นพวกเราจะเลือกวันหยุดที่ตรงกับธุระของตัวเองแต่เน้นว่าต้องบอกล่วงหน้าค่ะ) แต่ถ้าพี่นางจะลาคือพวกเราต้องให้พี่นางลาแล้วมาทำงานแทนค่ะ อย่างวันที่พ่อของพี่กบเสีย(ขออนุญาตนะคะ)พี่กบขอลาสามวัน แต่วันสุดท้ายที่เป็นวันปลง พี่นางแกก็ขอหยุดแล้วให้พี่กบมาทำงานแทน แล้วก็เป็นไปตามนั้น เหตุเพราะพี่นางบอกว่าจะต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัด ซึ่งเราต้องยอมรับพี่กบเลยว่าพี่แกใจเย็นมากมีความเป็นผู้ใหญ่มากที่ไม่โวยวาย จนมาถึงวันหยุดของเรา เราของหยุดงานสองวัน เหตุเพราะน้องสาวคลอดแล้วไม่มีใครไปเฝ้า(แฟนน้องสาวเราเค้าไปทำงานที่ต่างประเทศ) ส่วนพ่อแม่ก็อยู่ไกลมาไม่ทันน้องคลอดแน่นอน เราเลยลาเพื่อที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนน้องคลอด แต่พอวันแรกที่เราลาไว้ พี่นางก็โทรมาบอกว่าพี่แกไหล่หลุดทำงานไม่ไหวให้เราช่วยมาทำงานแทน เราก็เลย ต้องฝากน้องไว้กับแฟนเราให้ช่วยไปดูแทน ตอนแรกก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่พอมาถึงที่ทำงาน พี่กบบอกว่าพี่กบเองก็ได้รับไลน์จากพี่นางเหมือนกันซึ่งไลน์ที่พี่นางส่งมาหาพี่กบคือรูปที่พี่นางใส่ที่คล้องแขนข้างซ้ายแต่ในสายที่เราโทรคุยกับพี่นางคือพี่นางบอกว่าไหล่หลุดข้างขวานิ? เราขอดูรูปในไลน์พี่กบอีกทีเผื่อว่ารูปมันอาจจะกลับด้านกันอยู่ แต่ก็เปล่าเลย ตัวหนังสือบนป้ายโรงพยาบาลข้างหลังพี่นางในรูปปกติดี เราเลยไลน์หาพี่นางทำเป็นยังไม่รู้เรื่องอะไร ไลน์ไปอกว่าหาคนเฝ้าแทนเราไม่ได้จริงๆ พี่เจ็บมากมั้ย ถ้าไม่มากเราขอลาไปเฝ้าน้อง แล้วก็ตามคาดพี่นางส่งรูปมาพร้อมกับพิมมาว่า สภาพนี้จะไปทำงานไหวได้ไงน้อง เป๊ะเลย ใส่ที่ห้อยแขนด้านขวา แต่ที่ส่งมาให้พี่กบคือใส่ด้านซ้าย(แกมีตำหนิคือสิวที่ขึ้นอยู่ที่แก้มข้างขวา เพราะงั้นจึงมั่นใจว่ามันไม่น่าจะใช่เพราะแอพแต่งรูป) มันคนละข้างกัน แล้วตกลงมันคืออะไร? ไม่อยากคิดว่าเค้าโกหกเราหรอก แต่ก็ยอมรับว่ามันห้ามสมองไม่ให้คิดงั้นไม่ได้จริงๆ แล้วแบบนี้เราควรทำยังไงดีคะ ถ้าคุยกันตรงๆเกรงว่าจะทำงานกันไม่ดวกใจกันอีกเลย แต่ถ้าเงียบไว้ก็เป็นเราเองที่แย่... ขอความเห็นหน่อยค่ะ
ปล.ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ
ทำไงดีกับเพื่อนร่วมงานแบบนี้?
เริ่มแรกเลยคือแน่นอนว่าเราจะมีวันหยุดอาทิตย์ละวัน แต่ด้วยความที่พี่กบแกมีลูกที่ต้องดูแลอยู่2คน(เป็นซิงเกิ้ลมัมค่ะ) พี่กบเลยชอบที่จะสะสมวันหยุดไว้หยุดคราวจำเป็น เช่น วันประชุมผู้ปกครองของลูก วันที่โรงเรียนหยุดแล้วไม่มีใครอยู่กับลูก ซึ่งนั่นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเราก็ไม่ได้มีปัญหา กลับกันถ้าวันหยุดเรา บางทีเราอาจจะไปช่วยเลี้ยงเด็กๆแทนพี่กบ ส่วนพี่นางแกจะเป็นคนที่ชอบใช้อารมณ์ในการทำงาน บางทีงานเยอะๆทำไม่ทันแกก็จะอารมณ์เสีย ปาของลงพื้นบ้างบางครั้ง แต่บ่อยๆเลยคือเหวี่ยงใส่คนรอบข้าง ยกตัวอย่างเช่นด้วยความที่พี่กบแกทำงานมาไม่ถึงปี อาจจะมีงานบางอย่างที่พี่กบแกยังไม่เก็ทแต่พอถามพี่นางไปเท่านั้นแหละ โดนด่าเละ และที่สำคัญพี่นางแกชอบหยุดโดยไม่บอก อาจจะเพราะพี่นางแกเปรียบเหมือนหัวหน้าพวกเราเพราะแกทำงานที่นี่มานานสุด แผนกเราเวลามีปัญหาก็จะได้พี่นางคอยแนะว่าต้องแก้ไขอะไรตรงไหน พวกเราลยไม่ได้มีปัญหาอะไรเวลาที่พี่นางหยุดโดยที่ไม่บอก แต่นอกจากหยุดแล้วไม่บอกเพื่อนร่วมงานล่วงหน้าก็คือการลา พี่นางแกลางานบ่อย อาจจะเพราะแกมีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายด้วย แต่นั่นไม่ใช่เหตุที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีปัญหาค่ะ ปัญหาจริงๆคือเวลาที่แกลา(กิจ)บ่อยจนพาลมาทับกับวันหยุดของคนอื่นค่ะ เข้าใจว่าคนเรามันก็มีธุระบ้าง แต่การที่มาลาทับกับวันหยุดของคนอื่นนี่ สำหรับเรา เราไม่ค่อยโอ ถึงแม้เราจะบอกว่าเรามีธุระและจองขอหยุดวันนี้ก่อนแล้ว(ในที่ทำงานของเราทุกคนจะสามารถหยุดได้อาทิตย์ละวันไม่จำกัดว่าต้องเป็นวันไหน เพราะฉนั้นพวกเราจะเลือกวันหยุดที่ตรงกับธุระของตัวเองแต่เน้นว่าต้องบอกล่วงหน้าค่ะ) แต่ถ้าพี่นางจะลาคือพวกเราต้องให้พี่นางลาแล้วมาทำงานแทนค่ะ อย่างวันที่พ่อของพี่กบเสีย(ขออนุญาตนะคะ)พี่กบขอลาสามวัน แต่วันสุดท้ายที่เป็นวันปลง พี่นางแกก็ขอหยุดแล้วให้พี่กบมาทำงานแทน แล้วก็เป็นไปตามนั้น เหตุเพราะพี่นางบอกว่าจะต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัด ซึ่งเราต้องยอมรับพี่กบเลยว่าพี่แกใจเย็นมากมีความเป็นผู้ใหญ่มากที่ไม่โวยวาย จนมาถึงวันหยุดของเรา เราของหยุดงานสองวัน เหตุเพราะน้องสาวคลอดแล้วไม่มีใครไปเฝ้า(แฟนน้องสาวเราเค้าไปทำงานที่ต่างประเทศ) ส่วนพ่อแม่ก็อยู่ไกลมาไม่ทันน้องคลอดแน่นอน เราเลยลาเพื่อที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนน้องคลอด แต่พอวันแรกที่เราลาไว้ พี่นางก็โทรมาบอกว่าพี่แกไหล่หลุดทำงานไม่ไหวให้เราช่วยมาทำงานแทน เราก็เลย ต้องฝากน้องไว้กับแฟนเราให้ช่วยไปดูแทน ตอนแรกก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่พอมาถึงที่ทำงาน พี่กบบอกว่าพี่กบเองก็ได้รับไลน์จากพี่นางเหมือนกันซึ่งไลน์ที่พี่นางส่งมาหาพี่กบคือรูปที่พี่นางใส่ที่คล้องแขนข้างซ้ายแต่ในสายที่เราโทรคุยกับพี่นางคือพี่นางบอกว่าไหล่หลุดข้างขวานิ? เราขอดูรูปในไลน์พี่กบอีกทีเผื่อว่ารูปมันอาจจะกลับด้านกันอยู่ แต่ก็เปล่าเลย ตัวหนังสือบนป้ายโรงพยาบาลข้างหลังพี่นางในรูปปกติดี เราเลยไลน์หาพี่นางทำเป็นยังไม่รู้เรื่องอะไร ไลน์ไปอกว่าหาคนเฝ้าแทนเราไม่ได้จริงๆ พี่เจ็บมากมั้ย ถ้าไม่มากเราขอลาไปเฝ้าน้อง แล้วก็ตามคาดพี่นางส่งรูปมาพร้อมกับพิมมาว่า สภาพนี้จะไปทำงานไหวได้ไงน้อง เป๊ะเลย ใส่ที่ห้อยแขนด้านขวา แต่ที่ส่งมาให้พี่กบคือใส่ด้านซ้าย(แกมีตำหนิคือสิวที่ขึ้นอยู่ที่แก้มข้างขวา เพราะงั้นจึงมั่นใจว่ามันไม่น่าจะใช่เพราะแอพแต่งรูป) มันคนละข้างกัน แล้วตกลงมันคืออะไร? ไม่อยากคิดว่าเค้าโกหกเราหรอก แต่ก็ยอมรับว่ามันห้ามสมองไม่ให้คิดงั้นไม่ได้จริงๆ แล้วแบบนี้เราควรทำยังไงดีคะ ถ้าคุยกันตรงๆเกรงว่าจะทำงานกันไม่ดวกใจกันอีกเลย แต่ถ้าเงียบไว้ก็เป็นเราเองที่แย่... ขอความเห็นหน่อยค่ะ
ปล.ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ