credit from : หอจดหมายเหตุพุทธทาส
ช่วงนี้ได้ยินข่าวเกี่ยวกับความตายของคนในวงการบันเทิงมากมาย อันที่จริง ความตายนั้นมีอยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกผู้ทุกคน ทุกสิ่งอย่าง เหมือนที่ได้เคยฟัง ท่านอาจารย์ ว.วชิรเมธีเล่าให้ฟังว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสถามเหล่าภิกษุว่า เราควรระลึกถึงความตายเมื่อใด บ้างก็ตอบว่า ระลึกถึงทุกวัน บ้างก็ตอบว่า ระลึกถึงทุกโมงยาม บ้างก็ตอบว่า ระลึกถึงทุกนาที พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ภิกษุเหล่านั้นยังประมาทอยู่มาก จนกระทั่งมีภิกษุรูปหนึ่ง ตอบว่า เราควรระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เช่นนี้จึงถือเป็นการไม่ประมาท
วันนี้เลยอยากเล่าถึง คอร์สที่เคยเข้าร่วมปฏิบัติที่สวนโมกข์ กรุงเทพ ทำให้รู้สึกว่า “ดีต่อใจมาก” ชื่อ ความตายออกแบบได้ วิทยากร : ครูดล (ธนวัชร์ เกตน์วิมุต) ประธานเครือข่ายชีวิตสิกขา จะขอเล่ากิจกรรมคร่าว ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมได้ ฟรี ทุกวันเสาร์ ต้นเดือน โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ ที่
http://register.bia.or.th/ โดยปกติถ้ามีเวลาว่างยายจะไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่สวนโมกข์เป็นประจำอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นสถานที่เดินทางสะดวก สงบ ร่มรื่น ไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกอย่างดีและอำนวยความสะดวกมาก เหลือแค่เอาตัวไปร่วมกิจกรรมเท่านั้นแหละ เอาละเรามาพูดถึงกิจกรรม ความตายออกแบบได้ กันดีกว่า ยายได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมนี้เมื่อสัก 2-3 เดือนก่อนเห็นจะได้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ อายุสัก 45-60 ปี ส่วนกลุ่มยาย 25-35 ปีนี้เป็นชนกลุ่มน้อย การสอนของครูดลท่านจะเน้นกิจกรรมสนุกสนานเพื่อเชื่อมต่อถึงความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับความตายได้อย่างแนบเนียน ยายเป็นสายสนุกสนานอยู่แล้วก็ถูกจริตกันไป ยายจะเล่าถึง 2 กิจกรรมที่ยายเห็นว่าทำเองได้เลยและมีประโยชน์มาก ๆ คือ
1. การจับคู่กันกับคนที่ต่างวัยและเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หันหน้าเข้าหากัน ให้เวลาคนละ 1 นาที และผลัดกันถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด ว่า “ถ้าคุณมีเวลาเหลืออีก 3 วัน คุณจะทำอะไร” แล้วรอให้คู่สนทนาตอบ แล้วก็ถามด้วยคำถามเดิมอีก “ถ้าคุณมีเวลาเหลืออีก 3 วัน คุณจะทำอะไร” แล้วรอให้คู่สนทนาตอบ แล้วก็ถามด้วยคำถามเดิมอีก ทำซ้ำไปจนครบ 1 นาที โดยคำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบเดิมก็ได้ จริงๆแล้วยายว่าควรไปเข้าร่วมกิจกรรมด้วยตัวเองนะ เนื่องด้วยบรรยากาศ ประกอบกับคำอธิบายของครูดลท่านจะช่วยให้เราเข้าใจ และเข้าถึงความรู้สึกที่แท้จริงได้มาก ประเด็นของหัวข้อนี้ก็ คือ คุณทำในสิ่งที่ควรและอยากทำจริงๆ หรือยัง ถ้ายังงั้นรออะไร คิดว่า ความตายมันห่างไกลตัวอย่างนั้นหรือ ?
2. นั่งเรียงแถวหน้ากระดาน เลือกก้อนหินมา2ก้อน แทนคนสำคัญที่สุดในชีวิตเรา2คน แล้วหันข้างกลับไปหาเพื่อน มีเวลาคนละ 1นาที แล้วผลัดกันอธิบาย ความสำคัญของ2คนนี้ให้เพื่อนฟัง เล่าเสร็จก็หันกลับมา นำหินทั้ง2ก้อนมาวางข้างหน้า แล้วตัดสินใจว่าหินก้อนไหน = คนสำคัญคนไหน ที่จะต้องให้ตายจากเราไปก่อน 1 คน นี้แค่สมมติใจยังเต้นแบบหน่วงๆ เลย แล้วถ้าถึงเวลาจริงๆละจะเป็นอย่างไร พอเลือกแล้วก็เลื่อนกลับมาที่เดิมแล้วให้เพื่อนคนหัวแถวเป็นตัวแทนของพญายม มาสุ่มเลือกหินไป 1 ก้อน บ้างกสุ่มตรงกับที่เลือกไว้ บ้างก็ไม่ตรง ประเด็นของหัวข้อนี้ก็ คือ คุณไม่รู้ว่าใคร หรือแม้กระทั่งตัวเองจะตายก่อนกัน ถ้ายังงั้นรออะไร คิดว่า ความตายมันห่างไกลตัวอย่างนั้นหรือ ?
ยายก็เคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งยังไงก็ต้องตาย ก็ไม่ต้องทำอะไรนั่งรอความตายเฉยๆดีกว่า ก็ทำได้นะสิทธิของใครของมัน แต่แล้ววันหนึ่งยายก็ได้ฟังเรื่องเล่าจาก ท่าน ว.วชิรเมธี ว่า การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากหนักหนา เสมือน เต่าตาบอดว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทร และมีห่วงยางหนึ่งอันลอยเคว้งคว้างอยู่ กว่าจะเอาหัวโผล่ให้ตรงห่วงยางนั้นยากแค่ไหน การเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากเท่านั้น อีกเรื่องจากหลวงพ่อจรัญ เรื่องหอยโข่ง ท่านว่า หอยมันไม่มีมือไม่ตีนมันยังไม่อดตายแล้วเราเป็นคนมี 2 มือ 2 ตืน แท้ๆ จะยอมอดอยากหรือท้อแท้อย่างนั้นหรือ พอฟังเรื่องเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่า ถ้าไม่ทำอะไรแล้วจะเกิดมาเพื่อ ? ยายตัดสินใจว่า จะพยายามทำวันนี้ให้ดีเสมือนเป็นวันสุดท้ายในชีวิต จะไม่ทำทุกอย่างในแบบที่ว่า ทำไมวันนั้น ฉันไม่ทำอย่างนั้นนะ รู้งี้ทำซะก็ดี ... ทุกวันนี้ยายรู้สึกว่า
ได้ทำในทุกสิ่งที่ควรจะทำและอยากทำทันที!
ความตายนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
ช่วงนี้ได้ยินข่าวเกี่ยวกับความตายของคนในวงการบันเทิงมากมาย อันที่จริง ความตายนั้นมีอยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกผู้ทุกคน ทุกสิ่งอย่าง เหมือนที่ได้เคยฟัง ท่านอาจารย์ ว.วชิรเมธีเล่าให้ฟังว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสถามเหล่าภิกษุว่า เราควรระลึกถึงความตายเมื่อใด บ้างก็ตอบว่า ระลึกถึงทุกวัน บ้างก็ตอบว่า ระลึกถึงทุกโมงยาม บ้างก็ตอบว่า ระลึกถึงทุกนาที พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ภิกษุเหล่านั้นยังประมาทอยู่มาก จนกระทั่งมีภิกษุรูปหนึ่ง ตอบว่า เราควรระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เช่นนี้จึงถือเป็นการไม่ประมาท
วันนี้เลยอยากเล่าถึง คอร์สที่เคยเข้าร่วมปฏิบัติที่สวนโมกข์ กรุงเทพ ทำให้รู้สึกว่า “ดีต่อใจมาก” ชื่อ ความตายออกแบบได้ วิทยากร : ครูดล (ธนวัชร์ เกตน์วิมุต) ประธานเครือข่ายชีวิตสิกขา จะขอเล่ากิจกรรมคร่าว ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมได้ ฟรี ทุกวันเสาร์ ต้นเดือน โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ ที่ http://register.bia.or.th/ โดยปกติถ้ามีเวลาว่างยายจะไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่สวนโมกข์เป็นประจำอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นสถานที่เดินทางสะดวก สงบ ร่มรื่น ไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกอย่างดีและอำนวยความสะดวกมาก เหลือแค่เอาตัวไปร่วมกิจกรรมเท่านั้นแหละ เอาละเรามาพูดถึงกิจกรรม ความตายออกแบบได้ กันดีกว่า ยายได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมนี้เมื่อสัก 2-3 เดือนก่อนเห็นจะได้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ อายุสัก 45-60 ปี ส่วนกลุ่มยาย 25-35 ปีนี้เป็นชนกลุ่มน้อย การสอนของครูดลท่านจะเน้นกิจกรรมสนุกสนานเพื่อเชื่อมต่อถึงความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับความตายได้อย่างแนบเนียน ยายเป็นสายสนุกสนานอยู่แล้วก็ถูกจริตกันไป ยายจะเล่าถึง 2 กิจกรรมที่ยายเห็นว่าทำเองได้เลยและมีประโยชน์มาก ๆ คือ
1. การจับคู่กันกับคนที่ต่างวัยและเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หันหน้าเข้าหากัน ให้เวลาคนละ 1 นาที และผลัดกันถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด ว่า “ถ้าคุณมีเวลาเหลืออีก 3 วัน คุณจะทำอะไร” แล้วรอให้คู่สนทนาตอบ แล้วก็ถามด้วยคำถามเดิมอีก “ถ้าคุณมีเวลาเหลืออีก 3 วัน คุณจะทำอะไร” แล้วรอให้คู่สนทนาตอบ แล้วก็ถามด้วยคำถามเดิมอีก ทำซ้ำไปจนครบ 1 นาที โดยคำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบเดิมก็ได้ จริงๆแล้วยายว่าควรไปเข้าร่วมกิจกรรมด้วยตัวเองนะ เนื่องด้วยบรรยากาศ ประกอบกับคำอธิบายของครูดลท่านจะช่วยให้เราเข้าใจ และเข้าถึงความรู้สึกที่แท้จริงได้มาก ประเด็นของหัวข้อนี้ก็ คือ คุณทำในสิ่งที่ควรและอยากทำจริงๆ หรือยัง ถ้ายังงั้นรออะไร คิดว่า ความตายมันห่างไกลตัวอย่างนั้นหรือ ?
2. นั่งเรียงแถวหน้ากระดาน เลือกก้อนหินมา2ก้อน แทนคนสำคัญที่สุดในชีวิตเรา2คน แล้วหันข้างกลับไปหาเพื่อน มีเวลาคนละ 1นาที แล้วผลัดกันอธิบาย ความสำคัญของ2คนนี้ให้เพื่อนฟัง เล่าเสร็จก็หันกลับมา นำหินทั้ง2ก้อนมาวางข้างหน้า แล้วตัดสินใจว่าหินก้อนไหน = คนสำคัญคนไหน ที่จะต้องให้ตายจากเราไปก่อน 1 คน นี้แค่สมมติใจยังเต้นแบบหน่วงๆ เลย แล้วถ้าถึงเวลาจริงๆละจะเป็นอย่างไร พอเลือกแล้วก็เลื่อนกลับมาที่เดิมแล้วให้เพื่อนคนหัวแถวเป็นตัวแทนของพญายม มาสุ่มเลือกหินไป 1 ก้อน บ้างกสุ่มตรงกับที่เลือกไว้ บ้างก็ไม่ตรง ประเด็นของหัวข้อนี้ก็ คือ คุณไม่รู้ว่าใคร หรือแม้กระทั่งตัวเองจะตายก่อนกัน ถ้ายังงั้นรออะไร คิดว่า ความตายมันห่างไกลตัวอย่างนั้นหรือ ?
ยายก็เคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งยังไงก็ต้องตาย ก็ไม่ต้องทำอะไรนั่งรอความตายเฉยๆดีกว่า ก็ทำได้นะสิทธิของใครของมัน แต่แล้ววันหนึ่งยายก็ได้ฟังเรื่องเล่าจาก ท่าน ว.วชิรเมธี ว่า การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากหนักหนา เสมือน เต่าตาบอดว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทร และมีห่วงยางหนึ่งอันลอยเคว้งคว้างอยู่ กว่าจะเอาหัวโผล่ให้ตรงห่วงยางนั้นยากแค่ไหน การเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากเท่านั้น อีกเรื่องจากหลวงพ่อจรัญ เรื่องหอยโข่ง ท่านว่า หอยมันไม่มีมือไม่ตีนมันยังไม่อดตายแล้วเราเป็นคนมี 2 มือ 2 ตืน แท้ๆ จะยอมอดอยากหรือท้อแท้อย่างนั้นหรือ พอฟังเรื่องเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่า ถ้าไม่ทำอะไรแล้วจะเกิดมาเพื่อ ? ยายตัดสินใจว่า จะพยายามทำวันนี้ให้ดีเสมือนเป็นวันสุดท้ายในชีวิต จะไม่ทำทุกอย่างในแบบที่ว่า ทำไมวันนั้น ฉันไม่ทำอย่างนั้นนะ รู้งี้ทำซะก็ดี ... ทุกวันนี้ยายรู้สึกว่า ได้ทำในทุกสิ่งที่ควรจะทำและอยากทำทันที!