เพิ่งผ่าตัดมากลางเดือนพ.ค.60 นี้เองค่ะ เลยอยากแบ่งปันประสบการณ์ให้คนที่จะผ่าเหมือนเรา รวมทั้งเตรียมรับมือกับผลข้างเคียงของการผ่าตัดที่คาดไม่ถึง
ที่ไปที่มาของโรค
เราอายุ 45 ปีมีลูกแล้ว 2 คน ตรวจพบเนื้องอกที่มดลูกขนาดใหญ่ 7 ซม. จากการตรวจสุขภาพประจำปี โดยการอัลตราซาวน์ช่องท้องส่วนล่าง เจอครั้งแรกก็ 7 ซม.เลย (คือไม่ได้ซาวน์มาหลายปี พอมาซาวน์อีกทีก็เจอก้อนใหญ่เลยค่ะ) หมอแนะนำให้ตัดทิ้งทั้งเนื้องอกและมดลูกรวมปากมดลูกด้วย ครั้งแรกนี้ตรวจและวินิจฉัยโดยรพ.เอกชลชื่อดังแห่งหนึ่ง เค้านัดผ่าได้เลยทันทีคชจ.ผ่าหน้าท้อง ประมาณคร่าวๆแสนกว่าบาท แต่เรามีประกันสังคมกับรพ.นี้ จึงขอใช้สิทธิประกันสังคมจนท.บอกถ้าใช้สิทธิปกส.ต้องรอคิวแบบไม่มีกำหนด บอกไม่ได้ว่าจะได้ผ่าเมื่อไหร่ โดยเมื่อถึงคิวแล้วเค้าจะโทรแจ้งเอง เราตรวจเจอตั้งแต่เดือนสิงหาคม ก็เลยขอต่อคิวประกันสังคมดูว่าจะได้ผ่าเมื่อไหร่ โทรตาม 2-3 ครั้งในระยะ 1- 2 เดือน ถามว่าขอแค่รู้ว่าได้คิวผ่าเดือนไหนก็พอ จะได้รู้ว่าต้องรอนานแค่ไหนถึงจะได้ผ่า 3เดือน 6 เดือน หรือ เป็นปีๆ ถ้านานนักจะได้ไม่รอ เค้าก็ตอบไม่ได้ต้องรอไปแบบไม่มีกำหนด แต่มีข้อเสนอให้เราเพิ่มว่าถ้ายอมจ่ายเงินเพิ่มร่วมกับใช้ปกส.นัดผ่าได้เลย คชจ. 5 หมื่นบาท ที่จริงเราก็สนใจนะ แต่รู้สึกไม่ชอบวิธีการบริหารงานปกส.แบบนี้ คนส่วนใหญ่ที่พอจ่ายไหวถ้าเจออย่างนี้คงรีบตัดสินใจผ่า แต่เรารู้สึกไม่ชอบเลยมองหาทางเลือกใหม่ ก็ค้นหาในกูเกิ้ลนี่แหละว่าคชจ. ผ่าตัดมดลูกมันประมาณเท่าไหร่กันมีแบบไหนบ้าง
ข้อสรุปที่ 1 ที่ได้คือ ข้อเสนอที่รพ.เอกชลแห่งนี้เค้าเสนอมาก็ถือว่าราคาถูก ใช้สิทธิปกส.บวกกับจ่ายเพิ่มเอง 5 หมื่นบาท ได้ผ่ารพ.เอกชลชื่อดังเชียว แต่ก็รู้สึกไม่ดีที่เค้าดูแลผู้ป่วยที่ใช้สิทธิปกส.ล้วนๆแบบนี้ ...ปกส.รอคิวไม่มีกำหนด แต่ถ้ายอมเสียตังค์ร่วมด้วยผ่าได้ทันที
และเผอิญว่าเราได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าที่รพ. สมเด็จ ณ ศรีราชา มีคุณหมอที่ผ่าตัดมดลูกส่องกล้องได้ไม่ต้องผ่าหน้าท้อง เลยสนใจและนัดเข้าไปพบคุณหมอ กว่าจะได้พบคุณหมอก็ยากหน่อย นานหน่อยตามปกติของรพ.รัฐ แต่ก็เป็นระบบระเบียบตรงไปตรงมา ให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง สิทธิ ปกส. ประกันชีวิตหรือ ชำระเงินเอง เท่าเทียมกันคิวเดียวกัน สรุปว่าสามารถผ่าตัดส่องกล้องได้ คชจ. ประมาณ 3 หมื่นบาท (ตอนนั้นเราไม่มีสิทธิอะไรที่รพ.สมเด็จเลย) ไปหาราวเดือนปลายๆเดือน ก.ย. ได้คิวผ่าปลายเดือน ธ.ค. สำหรับเรานี่ถือว่าโอเคเลย รพ. รัฐแท้แท้ๆมาหาก็รู้คิวผ่าเลย แค่ 3 เดือนเอง (เนื้องอกของเราคุณหมอดูแล้วไม่กังวลไม่จำเป็นต้องรีบเอาออกหรือจะไม่เอาออกก็ได้ เพราะไม่มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตเท่าไหร่และ แค่มันเบียดกระเพาะปัสสะวะทำให้ปวดฉี่บ่อย แต่ไม่มีอาการเลือดออกหรือปวดท้อง) ในขณะที่รพ.เอกชลชื่อดังแห่งนั้นรอใช้สิทธิปกส.จนแล้วจนรอดยังกำหนดคิวให้ไม่ได้
แถมสอบถามคุณหมอแล้วว่าผ่าตัดส่องกล้องใช้สิทธิปกส.ได้เราเลยตัดสินใจขอนัดคุณหมอผ่าปี 60 ไปเลยโดยเราวางแผนจะไปย้ายปกส.มาที่รพ.สมเด็จหลังปีใหม่
เชื่อมั๊ยจนถึงเดือนธ.ค. คือผ่านมา 4 เดือนรพ.เอกชลชื่อดังที่เราขอรับสิทธิปกส.แห่งนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาเรื่องคิวผ่าโดยสิทธิปกส.เลย อะไรคิวมันจะนานกว่ารพ.รัฐอีก ส่วนเราก็ทำตามแผนมกราคมไปย้ายสิทธิปกส. แล้วก็มาผ่าตัดส่องกล้องที่รพ.สมเด็จ ณ ศรีราชาตามแผน
วันนัดผ่าตัดมาถึง
คุณหมอจะนัดให้เรามาแอดมิทที่รพ.ก่อนผ่า 1 วัน ตามแผนต้องนอนรพ.ทั้งหมด 3 คืน มาถึงรพ.ก็รอห้องใช้เวลานานหน่อยประมาณครึ่งวัน ก็ต้องยอมเนอะก็ห้องมันน้อยคนไข้เยอะต้องรอห้องว่างที่ละคิวๆ ถ้าต้องการห้องพิเศษก็แจ้งได้แต่โอกาสได้ยากห้องพิเศษน้อยแต่คนต้องการเยอะ เราก็ขอห้องพิเศษไปแต่ไม่ได้ เต็ม สุดท้ายต้องไปอยู่ห้องรวมปกส. ก่อน ถ้ามีห้องพิเศษเค้าจะย้ายให้ เราก็ลุ้นอยู่ห้องรวมปกส.นี่มันจะสภาพไหนนะ ปรากฎว่าเกินคาด เป็นห้อง 2 เตียง สะอาด น่าอยู่ใช้ได้เลย ถึงตึกจะเก่า ห้องจะเก่าแต่ก็สะดวกสบายใช้ได้เลย มีแอร์ ทีวีจอแบน ห้องน้ำส่วนตัว เสียอย่างเดียวญาติเฝ้าไม่ได้(อันนี้อาจเป็นข้อดีของเคสที่ไม่มีคนว่างมาเฝ้าตลอด เพราะถ้าจองห้องพิเศษเค้าจะบอกเลยว่าต้องมีคนเฝ้าอยู่ด้วยตลอดนะ)
คืนแรกเค้าจะเจาะเข็มน้ำเกลือทิ้งไว้ สวนอุจจาระ รอเช้าเข้าห้องผ่าตัด เรานัดผ่าเก้าโมงเช้า แปดโมงกว่าเค้าก็มาเข็นเตียงไป ที่รพ.นี้ดมยาอย่างเดียวไม่ทำบล็อคหลัง เพราะงั้นไม่ต้องเลือก ก่อนผ่าเราขอพยาบาลคุยกะคุณหมอแป๊บ (ถ้าไม่ได้ขออาจไม่ได้คุยเพราะเค้าจะให้ดมยาเลย)
คือเคสเรานอกจากมีเนื้องอกที่มดลูกแล้ว ยังเจอเหมือนถุงน้ำเล็กๆอันนึงที่รังไข่ด้วย เลยบอกคุณหมอว่าถ้าจำเป็นก็ตัดรังไข่ไปแต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเก็บรังไข่ไว้เพราะยังไม่ถึงวัยหมดประจำเดือนไม่อยากกินฮอร์โมน คุณหมอก็รับปากจะดูให้ หลังจากนั้นเค้าก็เอาหน้ากากออกซิเจนมาใส่ให้ดมยาสลบนับหนึ่งไม่ถึงสิบก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว สลบเรียบร้อย
ฟื้นแล้วจ้า
หลังดมยาสลบไม่รู้เรื่อง มารู้ตัวอีกทีมีคนมาปลุกเรียกชื่อเรา ลืมตามาเค้ากะลังเข็นเตียงกลับห้องพักลูกๆมาล้อมเตียงอยู่ ก่อนผ่าเคยกังวลเรื่องดมยาสลบเพราะเคยได้ยินว่าหลายคนมีผลข้างเคียงจากการดมยาฟื้นขึ้นมาจะคลื่นไส้อาเจียน แต่เคสเราสบายมากก็แค่ยังง่วงๆงุนๆอยู่เพราะยาคงยังไม่หมดฤทธิ์สนิท แต่ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนใดๆปกติมาก ฟื้นมาก็ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เราเข้าห้องผ่าตัดประมาณ 9 โมง มาฟื้นตอนประมาณบ่าย 3 โมง ก็ใช้เวลาผ่านานทีเดียวเคสเรา เพราะถามน้องที่พักห้องเดียว เค้าผ่าเนื้องอกมดลูกทางหน้าท้องเข้าเก้าโมง ออกเที่ยงกว่าๆ
หลังผ่าตัดโชคดีได้ย้ายไปห้องพิเศษลูกๆมานอนด้วยได้ คืนแรกผ่านไปด้วยดีให้น้ำเกลือ และยาทางสายน้ำเกลือ
วันต่อมาถอดสายน้ำเกลือแล้วให้เริ่มทานอาหารอ่อน เรายังไม่อยากอาหารแต่พยายามกินข้าวต้มให้ได้ 10 คำเพื่อกินยาหลังอาหาร ต้องกิน ยาวันละ 3 มื้อ คืนที่สองผ่านไปอย่างไม่มีอาการเจ็บปวด มีคุณหมอมาเยี่ยมดูอาการแต่ไม่ใช่คุณหมอที่ผ่าให้เรา คุณหมอมีแจ้งว่าของเราผ่าแบบส่องกล้องตอนผ่ามีการใส่แก๊สเข้าไปในท้องเพื่อผ่า ดังนั้นเราอาจมีอาการจุกเสียดแน่นท้องให้เดินมากๆ หมอพูดแค่นี้เราก็ไม่ได้คิดว่าอะไรจะหนักหนา นอนคืนที่สองแล้วเรารู้สึกดีแล้วก็ขอหมอกลับบ้าน ที่จริงหมอจะให้อยู่อีกคืนแต่เราว่าเราดีขึ้นแล้วกลับบ้านดีกว่า
เมื่อกลับถึงบ้าน
อาการทั่วไปปกติดี แต่ง่วงนอนตลอดเวลา คาดว่าเป็นผลของยา ตื่นมาแค่กินข้าว กินยา แล้วก็ง่วงอีกนอนอีก แทบไม่ได้เดินแบบที่หมอแนะนำเพราะมันมึนๆง่วงๆตลอด เดินได้นิดเดียวก็ต้องมานอน อาหารก็ไม่ค่อยอยากกินแค่โจ๊ก หรือข้าวต้ม 10 คำเพื่อกินยา คืนที่ 4 เริ่มมีอาการปวดท้องระบมอยากรุนแรง ตอนแรกเราคิดว่าปวดท้องจากการผ่าตัด แต่ หลังจากปวดระบมมาทั้งคืน ก็คิดว่ามันปวดท้องโรคกระเพาะ ซึ่งปกติเราไม่ได้เป็นโรคกระเพาะ แต่นานๆครั้งที่กินอาหารไม่เป็นเวลาก็เคยเกิดอาการปวดท้องกระเพาะบ้าง ก็แก้ไขโดยกินข้าวให้ตรงเวลาก็ดีขึ้นเอง ไม่เคยมีอาการถึงขนาดต้องกินยารักษาโรคกระเพาะ โดยอาการปวดท้องกระเพาะตั้งแต่เกิดมาก็เคยปวดอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรกสัก 10 ปีที่แล้ว ครั้งที่ 2 เมื่อสักปีที่แล้ว ก็เลยมาดูยาที่หมอให้กิน มียาแก้ปวด บูเฟนเขียนหน้าซองว่าห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร เราเห็นอย่างนี้ก็คิดได้ว่าเราปกติจะไดเอ็ตตลอดทานอาหารน้อย ดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำกระเพาะน่าจะบาง พอเจอยาตัวนี้เข้าไปเป็นเรื่องกระเพาะคงเป็นแผลไปแล้ว จากนั้นเราจึงหยุดกินยาแก้ปวด เพราะมาคิดดูแล้วตั้งแต่ผ่าตัดมาไม่มีอาการเจ็บแผลที่ผ่าเลยแม้แต่น้อย ไอ้ที่เจ็บนี่อย่างอื่น
แถมเจ็บเพราะผลข้างเคียงของยาอีกต่างหาก พอหยุดกินยาแก้ปวด หยุดยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บแผล ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน แถมอาการมึนๆง่วงตลอดเวลาก็หายไป
หลังจากนั้นอาการปวดท้องโรคกระเพาะดีขึ้น แต่มีอาการใหม่ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น เรามีอาการปวดแบบจุก เสียด แน่นท้อง ปวดสะบักหลัง ท้องกลมโตไปด้วยลม ตอนนั่ง ยืน เดิน จะปกติแต่พอเอนตัวลงนอนจะมีลมวิ่งมาจุกที่อกปวดเสียด สะดุ้งเลย และจะหายใจไม่ค่อยออก จะหายใจยาวๆเต็มปอดไม่ได้ ต้องหายใจสั้นๆถี่ๆ และรู้สึกเหนื่อยหอบ ด้วยอาการนี้ เราไม่สามารถนอนราบได้ ไม่ว่าจะนอนนหงาย หรือตะแคงซ้าย ตะแคงขวา กลางคืนเราต้องนั่งหลับกับพื้นเอาหลังพิงเตียงไว้ เป็นอย่างนี้อยู่ 3 คืน เราทรมานมาก พักผ่อนไม่เพียงพอ พอครบ 1 สัปดาห์ รพ. นัดไปดูแผล มาถึงรพ. เรานอนให้เค้าดูแผลไม่ได้เพราะลมวิ่งมาจุกอก เสียดท้อง ต้องนั่งเอนๆพิงหมอนให้พยาบาลดูแผล ตอนแรกเราปรึกษาพยาบาลว่าอาการแบบนี้จะทำไงดี พอดีมีพยาบาลคนนึงเค้าบอกเค้าเคยผ่าตัดส่องกล้องมาแล้วมีอาการแบบนี้แหละ เค้าบอกรู้มั๊ยตอนผ่าตัดเราต้องนอนห้อยหัวห้อยแขนไปเหนือหัวให้อยู่ระดับต่ำกว่าท้องเพื่อคุณหมอจะได้ผ่าตัดที่ท้องได้สะดวก แล้วเพื่อให้ส่องกล้องเข้าไปผ่าตัดได้เค้าต้องอัดแก๊สเค้าไปในท้องเราเพื่อขยายพื้นที่ในท้องให้ทำงานสะดวก ดึงนั้นพอผ่าตัดเสร็จแน่นอนเราต้องปวดหลังปวดไหล่ เพราะอยู่นิ่งในท่าฝืนธรรมชาติมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมง นอกจากนั้นแก๊สที่อัดเข้าไปในท้องก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่ร่างกายจะขับออกมาได้หมด แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นร่างกายจะปรับสมดุลและดีขึ้นเอง ได้ฟังพยาบาลพูดอย่างนี้เราใจชื้นขึ้นเป็นกอง เพิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องปกติของการผ่าตัดส่องกล้อง แถมเราโชคร้ายมีอาการปวดท้องโรคกระเพาะร่วมด้วย
กลับมาถึงบ้านช่วงนี้ปรึกษาเพื่อนฝูงหาวิธีรับมือกับอาการจุกเสียดพวกนี้
พอดีมีเพื่อนที่มีญาติเป็นหมอและเพื่อนก็เปิดร่านขายยา เพื่อนแนะนำให้กินยาถ่าย senokot และกินยาขับลม คามิเนทีฟขององค์การเภสัช ยาสองตัวนี้ช่วยชีวิตเราแท้ๆ โดยเฉพาะยาถ่ายจะช่วยขับลมที่ค้างอยู่ในลำไส้ได้ดีมากๆ ช่วยให้ผายลม หลังจากเริ่มระบายลมออกไปได้ร่างกายก็ดีขึ้นมากเริ่มเอนนอนได้มากขึ้น แล้วก็ค่อยๆนอนราบได้บางท่า ประมาณ 3-4 วันหลังจากกินยาระบาย ขับลม ก็หายเกือบเป็นปกติเลยค่ะ อาการปวดแผลสำหรับเราไม่มีเลย มีปัญหาแค่เรื่องลมนี่อย่างเดียวเลย
สรุป
1. หลังจากผ่าตัดประมาณ 10 วัน ก็ฟื้นตัวเดินเหินได้ปกติ แต่ยังไม่ควรยกของหนัก เดินหรือยืนนานๆ ประมาณ 1 เดือนก็สามารถออกกำลัง,วิ่ง หรือทำงานใช้แรงได้ตามปกติเลยค่ะ
2. แผลผ่าตัดก็แทบไม่มี มีจุดที่เค้าเจอะเพื่อสอดเครื่องมือทิ้งไว้ให้เห็นอยู่ 2 จุด มองเห็นเป็นจุดสีคล้ำๆจับดูเป็นไตแข็งๆข้างในขนาดประมาณ 1 ซม. เท่านั้นค่ะ
3. ค่าใช้จ่ายประกันสังคมคลอบคลุมหมด ยกเว้นค่าห้องพิเศษค่ะ
บทเรียนที่ได้
- เพิ่งรู้ว่ายาประเภทที่บอกว่าให้กินหลังอาหารทันทีนี่มันแรงยังไง เมื่อก่อนตอนที่กระเพาะอาหารแข็งแรงดี เราก็เคยกินยาพวกนี้อยู่ไม่มีปัญหาอะไร แต่ช่วงหลังที่กระเพาะอาหารคงบางมากแล้วเพราะผ่านการไดเอ็ตควบคุมอาหาร อดอาหาร ดื่มน้ำมะนาวตอนเช้าเพื่อลดพุงมาเป็นเวลานานๆ การกินข้าวต้มหรือโจ๊ก 10-15 คำแล้วกินยาประเภทนี้เอาไม่อยู่ค่ะ ปวดท้องกระเพาะทุรนทุราย ยิ่งกว่าปวดแผลผ่าตัดหลายเท่า
- เพิ่งรู้ว่าอาการที่ลมมันวิ่ง ลมมันตีอยู่ในตัวเรามันเป็นยังไง เวลาลมมันวิ่งแล่นมาจุกที่อกนี่มันจี๊ดมากสะดุ้งเฮือกเลย เล่นเอาไม่ได้หลับไม่ได้นอน เรานี่คิดถึงโรคคนแก่ ที่ชอบบอกเลือดลมไม่ดี คนแก่ส่วนใหญ่ต้องพกยาลม มันคือลมแบบนี้รึป่าวนะ คงไม่ใช่พกไว้เพื่ออาการวิงเวียนเป็นลมหมดสติอย่างเดียวแบบที่เคยคิด
พยายามเขียนอย่างละเอียด หวังว่าประสบการณ์เหล่านี้จะมีปะโยชน์กับผู้อื่นบ้างค่ะ
ประสบการณ์ผ่าตัดมดลูกแบบส่องกล้อง และอาการหลังผ่าตัด
ที่ไปที่มาของโรค
เราอายุ 45 ปีมีลูกแล้ว 2 คน ตรวจพบเนื้องอกที่มดลูกขนาดใหญ่ 7 ซม. จากการตรวจสุขภาพประจำปี โดยการอัลตราซาวน์ช่องท้องส่วนล่าง เจอครั้งแรกก็ 7 ซม.เลย (คือไม่ได้ซาวน์มาหลายปี พอมาซาวน์อีกทีก็เจอก้อนใหญ่เลยค่ะ) หมอแนะนำให้ตัดทิ้งทั้งเนื้องอกและมดลูกรวมปากมดลูกด้วย ครั้งแรกนี้ตรวจและวินิจฉัยโดยรพ.เอกชลชื่อดังแห่งหนึ่ง เค้านัดผ่าได้เลยทันทีคชจ.ผ่าหน้าท้อง ประมาณคร่าวๆแสนกว่าบาท แต่เรามีประกันสังคมกับรพ.นี้ จึงขอใช้สิทธิประกันสังคมจนท.บอกถ้าใช้สิทธิปกส.ต้องรอคิวแบบไม่มีกำหนด บอกไม่ได้ว่าจะได้ผ่าเมื่อไหร่ โดยเมื่อถึงคิวแล้วเค้าจะโทรแจ้งเอง เราตรวจเจอตั้งแต่เดือนสิงหาคม ก็เลยขอต่อคิวประกันสังคมดูว่าจะได้ผ่าเมื่อไหร่ โทรตาม 2-3 ครั้งในระยะ 1- 2 เดือน ถามว่าขอแค่รู้ว่าได้คิวผ่าเดือนไหนก็พอ จะได้รู้ว่าต้องรอนานแค่ไหนถึงจะได้ผ่า 3เดือน 6 เดือน หรือ เป็นปีๆ ถ้านานนักจะได้ไม่รอ เค้าก็ตอบไม่ได้ต้องรอไปแบบไม่มีกำหนด แต่มีข้อเสนอให้เราเพิ่มว่าถ้ายอมจ่ายเงินเพิ่มร่วมกับใช้ปกส.นัดผ่าได้เลย คชจ. 5 หมื่นบาท ที่จริงเราก็สนใจนะ แต่รู้สึกไม่ชอบวิธีการบริหารงานปกส.แบบนี้ คนส่วนใหญ่ที่พอจ่ายไหวถ้าเจออย่างนี้คงรีบตัดสินใจผ่า แต่เรารู้สึกไม่ชอบเลยมองหาทางเลือกใหม่ ก็ค้นหาในกูเกิ้ลนี่แหละว่าคชจ. ผ่าตัดมดลูกมันประมาณเท่าไหร่กันมีแบบไหนบ้าง
ข้อสรุปที่ 1 ที่ได้คือ ข้อเสนอที่รพ.เอกชลแห่งนี้เค้าเสนอมาก็ถือว่าราคาถูก ใช้สิทธิปกส.บวกกับจ่ายเพิ่มเอง 5 หมื่นบาท ได้ผ่ารพ.เอกชลชื่อดังเชียว แต่ก็รู้สึกไม่ดีที่เค้าดูแลผู้ป่วยที่ใช้สิทธิปกส.ล้วนๆแบบนี้ ...ปกส.รอคิวไม่มีกำหนด แต่ถ้ายอมเสียตังค์ร่วมด้วยผ่าได้ทันที
และเผอิญว่าเราได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าที่รพ. สมเด็จ ณ ศรีราชา มีคุณหมอที่ผ่าตัดมดลูกส่องกล้องได้ไม่ต้องผ่าหน้าท้อง เลยสนใจและนัดเข้าไปพบคุณหมอ กว่าจะได้พบคุณหมอก็ยากหน่อย นานหน่อยตามปกติของรพ.รัฐ แต่ก็เป็นระบบระเบียบตรงไปตรงมา ให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง สิทธิ ปกส. ประกันชีวิตหรือ ชำระเงินเอง เท่าเทียมกันคิวเดียวกัน สรุปว่าสามารถผ่าตัดส่องกล้องได้ คชจ. ประมาณ 3 หมื่นบาท (ตอนนั้นเราไม่มีสิทธิอะไรที่รพ.สมเด็จเลย) ไปหาราวเดือนปลายๆเดือน ก.ย. ได้คิวผ่าปลายเดือน ธ.ค. สำหรับเรานี่ถือว่าโอเคเลย รพ. รัฐแท้แท้ๆมาหาก็รู้คิวผ่าเลย แค่ 3 เดือนเอง (เนื้องอกของเราคุณหมอดูแล้วไม่กังวลไม่จำเป็นต้องรีบเอาออกหรือจะไม่เอาออกก็ได้ เพราะไม่มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตเท่าไหร่และ แค่มันเบียดกระเพาะปัสสะวะทำให้ปวดฉี่บ่อย แต่ไม่มีอาการเลือดออกหรือปวดท้อง) ในขณะที่รพ.เอกชลชื่อดังแห่งนั้นรอใช้สิทธิปกส.จนแล้วจนรอดยังกำหนดคิวให้ไม่ได้
แถมสอบถามคุณหมอแล้วว่าผ่าตัดส่องกล้องใช้สิทธิปกส.ได้เราเลยตัดสินใจขอนัดคุณหมอผ่าปี 60 ไปเลยโดยเราวางแผนจะไปย้ายปกส.มาที่รพ.สมเด็จหลังปีใหม่
เชื่อมั๊ยจนถึงเดือนธ.ค. คือผ่านมา 4 เดือนรพ.เอกชลชื่อดังที่เราขอรับสิทธิปกส.แห่งนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาเรื่องคิวผ่าโดยสิทธิปกส.เลย อะไรคิวมันจะนานกว่ารพ.รัฐอีก ส่วนเราก็ทำตามแผนมกราคมไปย้ายสิทธิปกส. แล้วก็มาผ่าตัดส่องกล้องที่รพ.สมเด็จ ณ ศรีราชาตามแผน
วันนัดผ่าตัดมาถึง
คุณหมอจะนัดให้เรามาแอดมิทที่รพ.ก่อนผ่า 1 วัน ตามแผนต้องนอนรพ.ทั้งหมด 3 คืน มาถึงรพ.ก็รอห้องใช้เวลานานหน่อยประมาณครึ่งวัน ก็ต้องยอมเนอะก็ห้องมันน้อยคนไข้เยอะต้องรอห้องว่างที่ละคิวๆ ถ้าต้องการห้องพิเศษก็แจ้งได้แต่โอกาสได้ยากห้องพิเศษน้อยแต่คนต้องการเยอะ เราก็ขอห้องพิเศษไปแต่ไม่ได้ เต็ม สุดท้ายต้องไปอยู่ห้องรวมปกส. ก่อน ถ้ามีห้องพิเศษเค้าจะย้ายให้ เราก็ลุ้นอยู่ห้องรวมปกส.นี่มันจะสภาพไหนนะ ปรากฎว่าเกินคาด เป็นห้อง 2 เตียง สะอาด น่าอยู่ใช้ได้เลย ถึงตึกจะเก่า ห้องจะเก่าแต่ก็สะดวกสบายใช้ได้เลย มีแอร์ ทีวีจอแบน ห้องน้ำส่วนตัว เสียอย่างเดียวญาติเฝ้าไม่ได้(อันนี้อาจเป็นข้อดีของเคสที่ไม่มีคนว่างมาเฝ้าตลอด เพราะถ้าจองห้องพิเศษเค้าจะบอกเลยว่าต้องมีคนเฝ้าอยู่ด้วยตลอดนะ)
คืนแรกเค้าจะเจาะเข็มน้ำเกลือทิ้งไว้ สวนอุจจาระ รอเช้าเข้าห้องผ่าตัด เรานัดผ่าเก้าโมงเช้า แปดโมงกว่าเค้าก็มาเข็นเตียงไป ที่รพ.นี้ดมยาอย่างเดียวไม่ทำบล็อคหลัง เพราะงั้นไม่ต้องเลือก ก่อนผ่าเราขอพยาบาลคุยกะคุณหมอแป๊บ (ถ้าไม่ได้ขออาจไม่ได้คุยเพราะเค้าจะให้ดมยาเลย)
คือเคสเรานอกจากมีเนื้องอกที่มดลูกแล้ว ยังเจอเหมือนถุงน้ำเล็กๆอันนึงที่รังไข่ด้วย เลยบอกคุณหมอว่าถ้าจำเป็นก็ตัดรังไข่ไปแต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเก็บรังไข่ไว้เพราะยังไม่ถึงวัยหมดประจำเดือนไม่อยากกินฮอร์โมน คุณหมอก็รับปากจะดูให้ หลังจากนั้นเค้าก็เอาหน้ากากออกซิเจนมาใส่ให้ดมยาสลบนับหนึ่งไม่ถึงสิบก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว สลบเรียบร้อย
ฟื้นแล้วจ้า
หลังดมยาสลบไม่รู้เรื่อง มารู้ตัวอีกทีมีคนมาปลุกเรียกชื่อเรา ลืมตามาเค้ากะลังเข็นเตียงกลับห้องพักลูกๆมาล้อมเตียงอยู่ ก่อนผ่าเคยกังวลเรื่องดมยาสลบเพราะเคยได้ยินว่าหลายคนมีผลข้างเคียงจากการดมยาฟื้นขึ้นมาจะคลื่นไส้อาเจียน แต่เคสเราสบายมากก็แค่ยังง่วงๆงุนๆอยู่เพราะยาคงยังไม่หมดฤทธิ์สนิท แต่ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนใดๆปกติมาก ฟื้นมาก็ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เราเข้าห้องผ่าตัดประมาณ 9 โมง มาฟื้นตอนประมาณบ่าย 3 โมง ก็ใช้เวลาผ่านานทีเดียวเคสเรา เพราะถามน้องที่พักห้องเดียว เค้าผ่าเนื้องอกมดลูกทางหน้าท้องเข้าเก้าโมง ออกเที่ยงกว่าๆ
หลังผ่าตัดโชคดีได้ย้ายไปห้องพิเศษลูกๆมานอนด้วยได้ คืนแรกผ่านไปด้วยดีให้น้ำเกลือ และยาทางสายน้ำเกลือ
วันต่อมาถอดสายน้ำเกลือแล้วให้เริ่มทานอาหารอ่อน เรายังไม่อยากอาหารแต่พยายามกินข้าวต้มให้ได้ 10 คำเพื่อกินยาหลังอาหาร ต้องกิน ยาวันละ 3 มื้อ คืนที่สองผ่านไปอย่างไม่มีอาการเจ็บปวด มีคุณหมอมาเยี่ยมดูอาการแต่ไม่ใช่คุณหมอที่ผ่าให้เรา คุณหมอมีแจ้งว่าของเราผ่าแบบส่องกล้องตอนผ่ามีการใส่แก๊สเข้าไปในท้องเพื่อผ่า ดังนั้นเราอาจมีอาการจุกเสียดแน่นท้องให้เดินมากๆ หมอพูดแค่นี้เราก็ไม่ได้คิดว่าอะไรจะหนักหนา นอนคืนที่สองแล้วเรารู้สึกดีแล้วก็ขอหมอกลับบ้าน ที่จริงหมอจะให้อยู่อีกคืนแต่เราว่าเราดีขึ้นแล้วกลับบ้านดีกว่า
เมื่อกลับถึงบ้าน
อาการทั่วไปปกติดี แต่ง่วงนอนตลอดเวลา คาดว่าเป็นผลของยา ตื่นมาแค่กินข้าว กินยา แล้วก็ง่วงอีกนอนอีก แทบไม่ได้เดินแบบที่หมอแนะนำเพราะมันมึนๆง่วงๆตลอด เดินได้นิดเดียวก็ต้องมานอน อาหารก็ไม่ค่อยอยากกินแค่โจ๊ก หรือข้าวต้ม 10 คำเพื่อกินยา คืนที่ 4 เริ่มมีอาการปวดท้องระบมอยากรุนแรง ตอนแรกเราคิดว่าปวดท้องจากการผ่าตัด แต่ หลังจากปวดระบมมาทั้งคืน ก็คิดว่ามันปวดท้องโรคกระเพาะ ซึ่งปกติเราไม่ได้เป็นโรคกระเพาะ แต่นานๆครั้งที่กินอาหารไม่เป็นเวลาก็เคยเกิดอาการปวดท้องกระเพาะบ้าง ก็แก้ไขโดยกินข้าวให้ตรงเวลาก็ดีขึ้นเอง ไม่เคยมีอาการถึงขนาดต้องกินยารักษาโรคกระเพาะ โดยอาการปวดท้องกระเพาะตั้งแต่เกิดมาก็เคยปวดอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรกสัก 10 ปีที่แล้ว ครั้งที่ 2 เมื่อสักปีที่แล้ว ก็เลยมาดูยาที่หมอให้กิน มียาแก้ปวด บูเฟนเขียนหน้าซองว่าห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร เราเห็นอย่างนี้ก็คิดได้ว่าเราปกติจะไดเอ็ตตลอดทานอาหารน้อย ดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำกระเพาะน่าจะบาง พอเจอยาตัวนี้เข้าไปเป็นเรื่องกระเพาะคงเป็นแผลไปแล้ว จากนั้นเราจึงหยุดกินยาแก้ปวด เพราะมาคิดดูแล้วตั้งแต่ผ่าตัดมาไม่มีอาการเจ็บแผลที่ผ่าเลยแม้แต่น้อย ไอ้ที่เจ็บนี่อย่างอื่น
แถมเจ็บเพราะผลข้างเคียงของยาอีกต่างหาก พอหยุดกินยาแก้ปวด หยุดยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บแผล ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน แถมอาการมึนๆง่วงตลอดเวลาก็หายไป
หลังจากนั้นอาการปวดท้องโรคกระเพาะดีขึ้น แต่มีอาการใหม่ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น เรามีอาการปวดแบบจุก เสียด แน่นท้อง ปวดสะบักหลัง ท้องกลมโตไปด้วยลม ตอนนั่ง ยืน เดิน จะปกติแต่พอเอนตัวลงนอนจะมีลมวิ่งมาจุกที่อกปวดเสียด สะดุ้งเลย และจะหายใจไม่ค่อยออก จะหายใจยาวๆเต็มปอดไม่ได้ ต้องหายใจสั้นๆถี่ๆ และรู้สึกเหนื่อยหอบ ด้วยอาการนี้ เราไม่สามารถนอนราบได้ ไม่ว่าจะนอนนหงาย หรือตะแคงซ้าย ตะแคงขวา กลางคืนเราต้องนั่งหลับกับพื้นเอาหลังพิงเตียงไว้ เป็นอย่างนี้อยู่ 3 คืน เราทรมานมาก พักผ่อนไม่เพียงพอ พอครบ 1 สัปดาห์ รพ. นัดไปดูแผล มาถึงรพ. เรานอนให้เค้าดูแผลไม่ได้เพราะลมวิ่งมาจุกอก เสียดท้อง ต้องนั่งเอนๆพิงหมอนให้พยาบาลดูแผล ตอนแรกเราปรึกษาพยาบาลว่าอาการแบบนี้จะทำไงดี พอดีมีพยาบาลคนนึงเค้าบอกเค้าเคยผ่าตัดส่องกล้องมาแล้วมีอาการแบบนี้แหละ เค้าบอกรู้มั๊ยตอนผ่าตัดเราต้องนอนห้อยหัวห้อยแขนไปเหนือหัวให้อยู่ระดับต่ำกว่าท้องเพื่อคุณหมอจะได้ผ่าตัดที่ท้องได้สะดวก แล้วเพื่อให้ส่องกล้องเข้าไปผ่าตัดได้เค้าต้องอัดแก๊สเค้าไปในท้องเราเพื่อขยายพื้นที่ในท้องให้ทำงานสะดวก ดึงนั้นพอผ่าตัดเสร็จแน่นอนเราต้องปวดหลังปวดไหล่ เพราะอยู่นิ่งในท่าฝืนธรรมชาติมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมง นอกจากนั้นแก๊สที่อัดเข้าไปในท้องก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่ร่างกายจะขับออกมาได้หมด แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นร่างกายจะปรับสมดุลและดีขึ้นเอง ได้ฟังพยาบาลพูดอย่างนี้เราใจชื้นขึ้นเป็นกอง เพิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องปกติของการผ่าตัดส่องกล้อง แถมเราโชคร้ายมีอาการปวดท้องโรคกระเพาะร่วมด้วย
กลับมาถึงบ้านช่วงนี้ปรึกษาเพื่อนฝูงหาวิธีรับมือกับอาการจุกเสียดพวกนี้
พอดีมีเพื่อนที่มีญาติเป็นหมอและเพื่อนก็เปิดร่านขายยา เพื่อนแนะนำให้กินยาถ่าย senokot และกินยาขับลม คามิเนทีฟขององค์การเภสัช ยาสองตัวนี้ช่วยชีวิตเราแท้ๆ โดยเฉพาะยาถ่ายจะช่วยขับลมที่ค้างอยู่ในลำไส้ได้ดีมากๆ ช่วยให้ผายลม หลังจากเริ่มระบายลมออกไปได้ร่างกายก็ดีขึ้นมากเริ่มเอนนอนได้มากขึ้น แล้วก็ค่อยๆนอนราบได้บางท่า ประมาณ 3-4 วันหลังจากกินยาระบาย ขับลม ก็หายเกือบเป็นปกติเลยค่ะ อาการปวดแผลสำหรับเราไม่มีเลย มีปัญหาแค่เรื่องลมนี่อย่างเดียวเลย
สรุป
1. หลังจากผ่าตัดประมาณ 10 วัน ก็ฟื้นตัวเดินเหินได้ปกติ แต่ยังไม่ควรยกของหนัก เดินหรือยืนนานๆ ประมาณ 1 เดือนก็สามารถออกกำลัง,วิ่ง หรือทำงานใช้แรงได้ตามปกติเลยค่ะ
2. แผลผ่าตัดก็แทบไม่มี มีจุดที่เค้าเจอะเพื่อสอดเครื่องมือทิ้งไว้ให้เห็นอยู่ 2 จุด มองเห็นเป็นจุดสีคล้ำๆจับดูเป็นไตแข็งๆข้างในขนาดประมาณ 1 ซม. เท่านั้นค่ะ
3. ค่าใช้จ่ายประกันสังคมคลอบคลุมหมด ยกเว้นค่าห้องพิเศษค่ะ
บทเรียนที่ได้
- เพิ่งรู้ว่ายาประเภทที่บอกว่าให้กินหลังอาหารทันทีนี่มันแรงยังไง เมื่อก่อนตอนที่กระเพาะอาหารแข็งแรงดี เราก็เคยกินยาพวกนี้อยู่ไม่มีปัญหาอะไร แต่ช่วงหลังที่กระเพาะอาหารคงบางมากแล้วเพราะผ่านการไดเอ็ตควบคุมอาหาร อดอาหาร ดื่มน้ำมะนาวตอนเช้าเพื่อลดพุงมาเป็นเวลานานๆ การกินข้าวต้มหรือโจ๊ก 10-15 คำแล้วกินยาประเภทนี้เอาไม่อยู่ค่ะ ปวดท้องกระเพาะทุรนทุราย ยิ่งกว่าปวดแผลผ่าตัดหลายเท่า
- เพิ่งรู้ว่าอาการที่ลมมันวิ่ง ลมมันตีอยู่ในตัวเรามันเป็นยังไง เวลาลมมันวิ่งแล่นมาจุกที่อกนี่มันจี๊ดมากสะดุ้งเฮือกเลย เล่นเอาไม่ได้หลับไม่ได้นอน เรานี่คิดถึงโรคคนแก่ ที่ชอบบอกเลือดลมไม่ดี คนแก่ส่วนใหญ่ต้องพกยาลม มันคือลมแบบนี้รึป่าวนะ คงไม่ใช่พกไว้เพื่ออาการวิงเวียนเป็นลมหมดสติอย่างเดียวแบบที่เคยคิด
พยายามเขียนอย่างละเอียด หวังว่าประสบการณ์เหล่านี้จะมีปะโยชน์กับผู้อื่นบ้างค่ะ