จิตที่ สงบ ตั้งมั่น ย่อมเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงและหยั่งให้เกิดความสงบสุข
สติปัฎฐาน คือการผูกจิตให้อยู่กับกาย ผูกไว้หลายๆทาง เช่น หายใจรู้ กระพริบตารู้ กลืนน้ำลายรู้ เกาเบาๆรู้ เท้าสัมผัสพื้นรู้ พยายามตามรู้กาย รู้ใจ
อยู่ตลอดเวลาไม่ให้ไปคิด ทำทั้งวัน พยายามตามรู้กาย รู้ลมเข้าออก ให้ยาวและลึก เผลอไปก็กลับให้มาอยู่ที่กายอีก ถ้าจิตมันไม่ยอมก็ตอบมัน
(มันเป็นเช่นนี้เอง เขาไม่รู้ มันเป็นกรรมเก่า ฯลฯ) แล้วกลับมาผูกไว้ที่กายอีก เพราะถ้าปล่อยไปกับความคิดเกิน ๕ วินาที จิตจะปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ สมองมันก็จะบันทึกข้อมูลนั้นไว้ (สมองจะหลั่งสารเคมี) พอใจ ไม่พอใจ สุข ทุกข์ แล้วมันก็จะส่งข้อมูลนั้นกลับมาเป็นระยะระยะ ส่งผลให้เราทุกข์ จงเลือกความคิด คิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แล้วกลับมาผูกไว้ที่กายอีก ถ้าจิตมันเผลอไปอีก อย่าให้มันตั้งอยู่ รีบดับมัน แล้วกลับมาผูกไว้ที่กายอีก อย่าไปเล่นกับความคิด ทำให้สมองมันว่างจากการปรุงแต่ง
จิตเปรียบเหมือนน้ำที่ไหลเชี่ยว สติคอยทวน ชลอน้ำ(ความคิด) ให้ไหลช้าลง สมาธิที่ต่อเนื่องจะทำให้น้ำหยุดไหล ทำบ่อยๆให้เคยชิน น้ำจะตกตะกอน(ขยะสมอง) น้ำจะเริ่มใสขึ้นๆ เราก็จะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง (ปัญญา)
สติปัฎฐาน ถ้าสติไม่เคลื่อนออกจากฐาน ขันธ์๕ จะทำงานได้มั้ย?
สติปัฎฐาน คือการผูกจิตให้อยู่กับกาย ผูกไว้หลายๆทาง เช่น หายใจรู้ กระพริบตารู้ กลืนน้ำลายรู้ เกาเบาๆรู้ เท้าสัมผัสพื้นรู้ พยายามตามรู้กาย รู้ใจ
อยู่ตลอดเวลาไม่ให้ไปคิด ทำทั้งวัน พยายามตามรู้กาย รู้ลมเข้าออก ให้ยาวและลึก เผลอไปก็กลับให้มาอยู่ที่กายอีก ถ้าจิตมันไม่ยอมก็ตอบมัน
(มันเป็นเช่นนี้เอง เขาไม่รู้ มันเป็นกรรมเก่า ฯลฯ) แล้วกลับมาผูกไว้ที่กายอีก เพราะถ้าปล่อยไปกับความคิดเกิน ๕ วินาที จิตจะปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ สมองมันก็จะบันทึกข้อมูลนั้นไว้ (สมองจะหลั่งสารเคมี) พอใจ ไม่พอใจ สุข ทุกข์ แล้วมันก็จะส่งข้อมูลนั้นกลับมาเป็นระยะระยะ ส่งผลให้เราทุกข์ จงเลือกความคิด คิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แล้วกลับมาผูกไว้ที่กายอีก ถ้าจิตมันเผลอไปอีก อย่าให้มันตั้งอยู่ รีบดับมัน แล้วกลับมาผูกไว้ที่กายอีก อย่าไปเล่นกับความคิด ทำให้สมองมันว่างจากการปรุงแต่ง
จิตเปรียบเหมือนน้ำที่ไหลเชี่ยว สติคอยทวน ชลอน้ำ(ความคิด) ให้ไหลช้าลง สมาธิที่ต่อเนื่องจะทำให้น้ำหยุดไหล ทำบ่อยๆให้เคยชิน น้ำจะตกตะกอน(ขยะสมอง) น้ำจะเริ่มใสขึ้นๆ เราก็จะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง (ปัญญา)