หุ้นไทยครึ่งปีแรก ผลตอบแทน"ต่ำสุด" ในเอเชีย
กรุงเทพธุรกิจสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรกดัชนีปรับขึ้นเพียง 2% และยังเป็นตลาดหุ้นที่ผลตอบแทนต่ำสุดในเอเชีย
บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า ภาพรวมดัชนีหุ้นไทยช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ดัชนีแทบไม่เปลี่ยนแปลง คือเพิ่มขึ้นเพียง 2.06% เท่านั้น (เทียบกับครึ่งแรกของปี2559 ดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 8.33% และทั้งปี 2559 เพิ่มขึ้นเกือบ 20%) ถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย อาทิ มาเลเซีย 7.43% อินโดนีเซีย 10.06% ฟิลิปปินส์ 14.66% อินเดีย 16.13% ฮ่องกง 17.11% และเกาหลีใต้ 18.14% (ยกเว้น จีน 2.86%) ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะปีที่แล้วตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนมากสุดในภูมิภาค และ EPS Growth ของไทยที่ต่ำเพียง 7.1% ในปีนี้ ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นมาเลเซียที่โต 7.7% แต่น้อยกว่าอินเดียที่เติบโต10.2% และอินโดนีเซีย 17.8%
บล.ทิสโก้ ระบุว่าตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีแรกแกว่งตัวแคบมากๆ High-Low เหวี่ยงตัวแค่ 4% ทำสถิติเหวี่ยงตัวน้อยที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ค่าเฉลี่ยหุ้นไทย ทุกๆ ครึ่งปี จะเหวี่ยงตัวเฉลี่ยราว 28% นอกจากจะเป็นครึ่งปีที่เหวี่ยงตัวน้อยมากๆ แล้ว ยังให้ผลตอบแทนในทิศทางที่แย่กว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) ในภูมิภาคนี้ด้วย (Underperform) เพราะปรับตัวขึ้นเพียง 8% (ดัชนีหุ้นปรับขึ้นราว 2% รวมกับผลกระทบค่าเงินบาทแข็งอีกประมาณ 6%) และ ค่าเฉลี่ยตลาดหุ้น EM ที่ให้ผลตอบแทนรวมเฉลี่ยอยู่ที่เพิ่มขึ้น14%
ขณะที่มุมมองตลาดครึ่งปีหลังมีโอกาสปรับขึ้นอย่างจำกัด โดยเสี่ยงต่อการปรับลงในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ด้วยตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีแรกแกว่งตัวแคบมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว ฝ่ายวิจัยจึงเชื่อว่าจะเห็นความผันผวนมากขึ้น ช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ มองตลาดมีความเสี่ยงต่อการปรับตัวลงจาก 4 เหตุผลหลักประกอบด้วย
โอกาสเกิดการปรับฐานของหุ้นสหรัฐ ซึ่งน่าจะฉุดให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงตามผลจากการประเมินมูลค่าหุ้นสหรัฐตึงตัวมาก การดำเนินนโยบายที่เข้มงวดขึ้นของ FED ทั้งการขึ้นดอกเบี้ย และการลดงบดุลห่วงเงินบาทจะกลับทิศ เพราะในช่วงครึ่งปีแรก เงินบาทแข็งค่าขึ้นมามากแล้ว ขณะที่ครึ่งปีหลังมักอ่อนค่าตามปัจจัยฤดูกาล นอกจากนี้ เงินบาทกำลังทดสอบกรอบแนวรับสำคัญทางเทคนิค ซึ่งให้น้ำหนักน้อยที่บาทจะแข็งค่าลงไปเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์
รวมถึงภาพแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส2ปีนี้เป็นลบ โดยคาดจะลดลงทั้งจากงวดเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ด้วยราคาน้ำมัน Brent ในไตรมาส 2ปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปิดสิ้นไตรมาสที่ประมาณ 47-48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงประมาณ 7% และ 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมาที่ประมาณ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ ซึ่งน่าจะกดดันผลประกอบการหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจากโอกาสเกิดผลขาดทุนสต็อกน้ำมัน-สินค้าคงคลัง นอกจากนี้ ฤดูฝนปีนี้ที่มาเร็วกว่าปกติจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่น่าจะกระทบต่อการบริโภคด้วย ประกอบกับฐานกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ค่อนข้างสูงในไตรมาส 2 ปีที่แล้ว
JJNY : เสดตะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสูญ 'หุ้นไทย' ครึ่งปีแรก ผลตอบแทนต่ำสุดเอเชีย
กรุงเทพธุรกิจสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรกดัชนีปรับขึ้นเพียง 2% และยังเป็นตลาดหุ้นที่ผลตอบแทนต่ำสุดในเอเชีย
บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า ภาพรวมดัชนีหุ้นไทยช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ดัชนีแทบไม่เปลี่ยนแปลง คือเพิ่มขึ้นเพียง 2.06% เท่านั้น (เทียบกับครึ่งแรกของปี2559 ดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 8.33% และทั้งปี 2559 เพิ่มขึ้นเกือบ 20%) ถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย อาทิ มาเลเซีย 7.43% อินโดนีเซีย 10.06% ฟิลิปปินส์ 14.66% อินเดีย 16.13% ฮ่องกง 17.11% และเกาหลีใต้ 18.14% (ยกเว้น จีน 2.86%) ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะปีที่แล้วตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนมากสุดในภูมิภาค และ EPS Growth ของไทยที่ต่ำเพียง 7.1% ในปีนี้ ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นมาเลเซียที่โต 7.7% แต่น้อยกว่าอินเดียที่เติบโต10.2% และอินโดนีเซีย 17.8%
บล.ทิสโก้ ระบุว่าตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีแรกแกว่งตัวแคบมากๆ High-Low เหวี่ยงตัวแค่ 4% ทำสถิติเหวี่ยงตัวน้อยที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ค่าเฉลี่ยหุ้นไทย ทุกๆ ครึ่งปี จะเหวี่ยงตัวเฉลี่ยราว 28% นอกจากจะเป็นครึ่งปีที่เหวี่ยงตัวน้อยมากๆ แล้ว ยังให้ผลตอบแทนในทิศทางที่แย่กว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) ในภูมิภาคนี้ด้วย (Underperform) เพราะปรับตัวขึ้นเพียง 8% (ดัชนีหุ้นปรับขึ้นราว 2% รวมกับผลกระทบค่าเงินบาทแข็งอีกประมาณ 6%) และ ค่าเฉลี่ยตลาดหุ้น EM ที่ให้ผลตอบแทนรวมเฉลี่ยอยู่ที่เพิ่มขึ้น14%
ขณะที่มุมมองตลาดครึ่งปีหลังมีโอกาสปรับขึ้นอย่างจำกัด โดยเสี่ยงต่อการปรับลงในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ด้วยตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีแรกแกว่งตัวแคบมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว ฝ่ายวิจัยจึงเชื่อว่าจะเห็นความผันผวนมากขึ้น ช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ มองตลาดมีความเสี่ยงต่อการปรับตัวลงจาก 4 เหตุผลหลักประกอบด้วย
โอกาสเกิดการปรับฐานของหุ้นสหรัฐ ซึ่งน่าจะฉุดให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงตามผลจากการประเมินมูลค่าหุ้นสหรัฐตึงตัวมาก การดำเนินนโยบายที่เข้มงวดขึ้นของ FED ทั้งการขึ้นดอกเบี้ย และการลดงบดุลห่วงเงินบาทจะกลับทิศ เพราะในช่วงครึ่งปีแรก เงินบาทแข็งค่าขึ้นมามากแล้ว ขณะที่ครึ่งปีหลังมักอ่อนค่าตามปัจจัยฤดูกาล นอกจากนี้ เงินบาทกำลังทดสอบกรอบแนวรับสำคัญทางเทคนิค ซึ่งให้น้ำหนักน้อยที่บาทจะแข็งค่าลงไปเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์
รวมถึงภาพแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส2ปีนี้เป็นลบ โดยคาดจะลดลงทั้งจากงวดเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ด้วยราคาน้ำมัน Brent ในไตรมาส 2ปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปิดสิ้นไตรมาสที่ประมาณ 47-48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงประมาณ 7% และ 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมาที่ประมาณ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ ซึ่งน่าจะกดดันผลประกอบการหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจากโอกาสเกิดผลขาดทุนสต็อกน้ำมัน-สินค้าคงคลัง นอกจากนี้ ฤดูฝนปีนี้ที่มาเร็วกว่าปกติจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่น่าจะกระทบต่อการบริโภคด้วย ประกอบกับฐานกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ค่อนข้างสูงในไตรมาส 2 ปีที่แล้ว