สวัสดีค่ะ จขกท.เป็นผู้หญิงคนนึงที่พยายามจะทำความเข้าใจกับความรู้สึกหนึ่ง ที่เขาเรียกกันว่า "ความรัก" จขกท.เป็นคนชอบอ่านหนังสือ บทความต่างๆ ที่เกี่ยวกับพวกจิตวิทยา และวรรณกรรมที่เกี่ยวกับความรัก เพราะอยากเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าจริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ แต่เพื่อนจขกท.บอกว่าอย่าไปเชื่อทฤษฎีมาก ต้องลองปฏิบัติจริงแล้วจะรู้ว่าอะไรที่เป็นไปตามทฤษฎี แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่เราจะไปปฏิบัติกับใครนี่ไงคะ 555555555
เริ่มเข้าเรื่องกันเลย ขอแทนตัวว่าเรานะ ตอนนี้เรากำลังจะอายุ 20 ปีบริบูรณ์ในไม่ช้านี้แล้ว ก็จะรู้สึกแก่ๆ และที่แน่ๆคือตลอดช่วงอายุที่ผ่านมา เรายังไม่เคยมีประสบการณ์การมีแฟนกับเขาเลยค่ะ ถถถถ ไม่ใช่ว่าไม่เคยแอบชอบใคร ไม่ใช่ว่าไม่เคยรู้สึกอะไร เราก็มีหัวใจนะคะ เห้ออออ
สมัยประถมเราเคยชอบผู้ชายอยู่คนนึง ทุกๆวันสำคัญเราจะให้ของขวัญเขาตลอด ซึ่งเขาก็รู้ว่าเราชอบนะ แต่เราไม่ได้บอกเขาไปตรงๆ คือในสมัยนั้นจะเป็นยุคที่ฮิตเรื่องการล้อกัน ล้อชื่อพ่อชื่อแม่ ล้อชื่อหมาแมว อะไรล้อได้คือล้อ ยิ่งถ้าบอกเพื่อนไปสักคนว่าเราชอบใคร คือโดนล้อยันลูกบวชเลยก็ว่าได้ ก็รู้กันยกห้อง แต่ต่างคนก็ต่างไม่พูดกัน เป็นระยะเวลา 3 ปี ที่จะเรียกว่าเราจีบเขาก็ว่าได้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น puppy loveที่สดใส จบลงด้วยคำว่าแห้วค่ะ
จากนั้นก็แยกย้ายกันขึ้นมัธยม ซึ่งเราก็สอบติดโรงเรียนหญิงล้วน การจะได้พบปะผู้ชายยิ่งน้อยเลย จะมีบ้างถ้าไปเรียนพิเศษ แต่ผู้ชายที่นั้นเขาก็มีแฟนกันหมดแล้ว ถถถถ และด้วยความลูกสาว จะไปไหนมาไหนพ่อก็จะไปรับตลอด ดังนั้นโอกาสได้เจอเพศตรงข้ามก็แทบจะนับครั้งได้เลย แต่ความหญิงล้วนก็สามารถทำให้เราชอบรุ่นพี่คนนึงได้ รุ่นพี่ผู้หญิงด้วย แต่พี่เขาจะดูทอมหน่อยๆ ผมซอยๆ หน้านิ่งๆ เวลายิ้มทีนี่ โอโหหหห จะว่าชอบก็ไม่เชิง เป็นความปลื้มๆ(และคลั่งไคล้หน่อยๆ)มากกว่า เป็นสมัยม.ต้น เราก็ตามไปห้องเรียน ให้ของวันสำคัญ แล้วคือพี่เขาเต้น Cover dance เราก็ไปตามกรี๊ดทุกงาน แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ ก็แห้วอีกตามเคย ปัจจุบันพี่เขาคือสาวมาก เราก็เช่นกัน 555555
ขึ้นม.ปลายก็ยังไม่หยุดค่ะ คราวนี้ไปแอบชอบรุ่นน้อง และดูเหมือนรุ่นน้องจะชอบเราด้วย น้องเขาเป็นนักกีฬา ส่วนเราเป็นประธานคณะสี ก็ต้องดูแลคนในสีอย่างทั่วถึงนิดนึง แต่น้องมีคนชอบเยอะ ตามประสานักกีฬาที่จะมีคนกรี๊ด สุดท้ายก็เป็นเรื่องคิดไปเอง และเราก็แห้วอีกตามเดิม ซึ่งน้องไปเป็นแฟนกับเพื่อนเรา โอโห ช่วงนั้นก็เฮิร์ทหนักมาก ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน น้องมีแฟนเป็นผู้ชายจ้าา ส่วนพี่นี้นั้น...
หลังจากนั้นก็มีแอบชอบบ้างเล็กๆน้อยๆตามประสาวัยกำลังห่าว ซึ่งตอนนั้นก็สับสนกับตัวเองนะว่าเราชอบเพศไหนกันแน่ แต่จะหันไปทางไหนมันก็มีแต่ผู้หญิง ก็ต้องหวั่นไหวบ้างแหละเนอะ 55555 ก็ได้แค่เก็บความรู้สึกไว้ ไม่กล้าบอก ไม่กล้าจีบใครอีกต่อไป ทั้งเพศชายเพศหญิง อึดอัดมากๆเลยช่วงนั้น แต่มันรู้สึกกลัวมากกว่า จนกระทั่งเข้ามหาลัย...
ทางม.เราปี1เขาจะบังคับอยู่หอใน ซึ่งหอก็จะแยกเป็นหอชาย หอหญิง และจะมีการจับบัดดี้หอระหว่างหอชาย หอหญิง ตอนที่เรารู้เรื่อง ก็รู้สึกตื่นเต้นนะ แต่ด้วยปณิธานว่าจะพักเรื่องรักแล้วโฟกัสเรื่องเรียน จะเป็นสาวโสดที่สวยและเก่ง ก็เลยพยายามไม่คิดอะไร จนวันแรกที่หอชายหญิงนัดเจอกัน โดยเป็นการนัดกินข้าวเช้าหลังจากทำบุญน้องใหม่ ด้วยความหญิงล้วน 6 ปี มาเจอผู้ชายเยอะๆมากหน้าหลายตา มันก็เลยรู้สึกแปลกๆ (ไม่รู้คนอื่นเป็นมั้ย แต่เราเป็นอ่ะ 555555) หอหญิงก็จะนั่งที่โต๊ะกินข้าวก่อน แล้วหอชายก็จะมานั่ง พี่หอเขาก็จับๆน้องนั่ง จนเราได้เจอกับผู้ชายที่นั่งตรงข้ามเรา ผู้ชายคิ้วเข้มที่นั่งเงียบไม่พูดอะไร ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวอย่างเดียว ละคือเรามีข้าวที่แม่เอามาให้อยู่ที่ห้อง เราเลยไม่ได้ซื้อข้าวกิน ก็เลยต้องนั่งจ้องเขากินข้าว เอาตรงๆก็เป็นผู้ชายหน้าตาดีคนนึง จะว่าหล่อก็หล่อแหละ 55555 เราก็ชวนเขาคุย เขาก็ไม่พูดอะไรมากมาย เพราะกินข้าวอยู่ด้วยมั้ง เราก็โอเค ไม่อะไรเพราะเดี๋ยวก็ไม่เจอกันแล้ว คนตั้งเยอะ ไม่วนมาเจอกันอีกหรอก แต่เขาก็บอกชื่อเฟสบุ๊คตัวเองมา(แอบอ่อยแน่ๆ) หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีก เพราะกิจกรรมที่ม.ก็มีหลายอย่าง หอบัดดี้เลยไม่ได้นัดมาเจอกัน ช่วงนั้นเราก็เลยลองๆหาเฟสเขา แต่ก็หาไม่เจอ ตอนแรกเหมือนจะไม่สนใจเขา แต่กลับมาตามหาเฟสเขาซะงั้น 55555 ตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเจอกันอีกก็ดีนะ จะได้ขอเฟสกันไว้อะไรงี้ เพราะเราก็ไม่ได้ให้เฟสเขาไป(เป็นผู้หญิงมันไม่งาม) จนวันหนึ่งพี่หอบัดดี้ได้นัดเจอกันอีกครั้ง เพื่อจับบัดดี้ระหว่างนศ.ปี1ชายหญิง โดยที่หอหญิงจะเข้าแถวเดินลงหอไปจับมือกับหอชายที่รออยู่หน้าประตูขึ้นหอ โหหห บอกเลยว่าตื่นเต้นมาก ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะได้จับกับใคร หน้าตายังไง จนความพีคมาบังเกิด...
ขณะที่ก้าวลงบันไดขั้นสุดท้ายและเงยหน้าขึ้นมองหน้าหอชาย คือตอนนั้นเป็นอารมณ์ตกใจ ดีใจ ตื่นเต้น ตีกันไปหมด เขาคือเขาคนนั้นที่คิ้วเข้มที่นั่งกินข้าวตรงหน้าเราที่เราตามหาเฟสเขา เราตกใจแบบตาโตอ่ะ เขาก็ตกใจ แต่ก็จับมือกันเดินไปเข้าแถว สิ่งแรกที่เราทำคือหัวเราะ คือจะเรียกว่าไง พรหมลิขิตงี้เหรอ คือใจเต้นแรงมาก นี่คือผู้ชายคนแรกที่จะได้รู้จักอย่างเป็นทางการหลังจากอยู่หญิงล้วนมา 6 ปี เขาคือบัดดี้เรา ซึ่งก็ต้องช่วยเหลือกัน ต้องข้องเกี่ยวกัน คืออออออ 55555 หลังจากวันนั้น ความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานก็เริ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง ในตอนนั้นคือคิดอย่างเดียวว่ามันคือพรหมลิขิตแน่ๆ เพราะอย่างเมทเราก็ได้บัดดี้ซึ่งไม่ใช่คนเดียวกับที่นั่งกินข้าวด้วยกันครั้งแรก คือท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่เรากับเขาได้วนมาเจอกันอีก โคตรจะโรแมนติก 555 ก็แลกเฟส เบอร์ ไอจี ไว้ติดต่อกัน แล้วเราจะรอช้าอะไร อย่างแรกคือสืบก่อนว่าเขาโสดมั้ย ซึ่งสถานะในเฟสเขามันขึ้นว่าโสดจ้าาาา ด้วยความไม่คิดอะไรพร้อมจะพุ่งชน จากวันนั้นเราก็ทักไปคุยกับเขาตลอด เรียกว่าทุกวันทุกเวลาเลยก็ได้ แรกๆเขาก็ตอบสั้นๆ ไม่ค่อยโต้ตอบอะไรมาก เราก็กลัวเขาจะรำคาญเรานะ ไม่รู้ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ อยากจะตีตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ก็ทักไปจ้า หลังๆเขาก็โต้ตอบมากขึ้น จนวันนึง เขาชวนเราไปกินนมมมมมม คือตอนนั้นทำตัวไม่ถูก ละโทรมาด้วย โอโห อยากจะกรีดร้องมาก แต่สุดท้ายก็แห้ว เราติดประชุมหอ เขาเรียนเลิกเลท ก็เลยยกเลิกกันไป โคตรเสียดายมากอ่ะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็รอเขาชวนใหม่ รอทุกวัน จะให้เราชวนก็นั่นแหละมันไม่งาม(แล้วที่ทักไปคุยกับเขานี่งามมาก 55555) จนกระทั่งวันนี้ที่รอคอยก็มาถึง เขาไม่ได้ชวนไปกินนม แต่เขาชวนไปวิ่งงงงง เช่นเดิมคือทำตัวไม่ถูก แต่ก็รีบแต่งตัวมัดผม ทั้งที่จริงๆเป็นคนไม่ชอบวิ่งเลยยย ซึ่งครั้งนี้ไม่แห้วเด้อ เขาก็มารับที่หอ ซ้อนมอไซค์ไปที่วิ่ง เป็นลู่รอบๆสระน้ำ บรรยากาศดีสุดๆ ตอนนั่งไปนี่แทบจะตกรถ คือนั่งชิดเบาะด้านหลังเว่ย เพราะเดี๋ยวมันจะดูไม่งาม (จ้าาาา) พอไปถึงก็ทำตัวโคตรไม่ถูก ที่จริงเขาก็ถามว่าจะไป2คนจริงๆเหรอ เราก็บอกไปว่าเมทติดเรียน แต่จริงๆคือเปล่าเลย เมทนอนอืดอยู่ห้อง และบอกว่าถ้าไปก็เหมือนไม่ได้ไป ไปเป็นก้าง งั้นไม่ไปดีกว่า (ทำดีมากกก) ซึ่งจะว่ามาวิ่งก็ไม่เชิงหรอก มาเดินคุยกันมากกว่า ถ้าเปรียบกับวันแรกที่เจอกัน ที่นั่งกินข้าวเงียบๆ กับตอนนี้ คือต่างกันมาก จริงๆเขาเป็นคนที่พูดมาก มากๆๆๆ สรรหาเรื่องนู้นนี้มาพูด จนเราได้แต่อืมๆเพราะหาจังหวะแทรกไม่ได้ 55555 อีกอย่างคือเป็นผู้ชายตัวสูงคนนึง (ซึ่งนางก็มั่นใจว่าตัวเองสูง แต่จริงๆก็ไม่เท่าไรหรอก เพราะเราเตี้ยนางเลยดูสูง 5555) เราสูงประมาณไหล่ได้ จังหวะนั้นคือเป็นผู้ชายคิ้วเข้มที่สูงยาวเข่าดี สนใจกีฬา และพูดเก่ง อ้อ เขาเคยจัดฟันแต่ตอนนี้ใส่รี คือแบบว่าเป็นผู้ชายในฝันเลยก็ได้อ่ะ พระเจ้าจอร์ชมาก ฮือออ จากวันนั้นก็รู้จักกันมากขึ้น ก็รู้ว่าจริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนเงียบ ไม่เลย กวนตีนด้วย ก็มีถ่ายรูปส่งให้กันดูว่าไปไหนมาไหน ส่งมุขกวนๆไป หยอดบ้างไรบ้าง มีติวให้บ้างวิชาที่เรียนเหมือนกัน ก็จะมีเคมี1 กับอิ้ง1 ซึ่งอิ้งเราชอบเรียนมาก เออก็ช่วยติว ทำสรุปไปให้ แต่เคมีคือเป็นวิชาที่เราไม่ชอบมาก(รองจากเลขและฟิสิกส์) แต่ด้วยอะไรดลใจไม่รู้ ทำให้เราตั้งใจเรียนเคมี และนั่งทำสมุดสรุปเอาไปให้เขา จะว่าบ้าก็บ้า แต่ก็ต้องขอบคุณเขานะ ที่อย่างน้อยก็ทำให้เราพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ขอบคุณมากจริงๆ (เคมี1 เราได้ C+ มา ส่วนเคมี2 เราได้A อิอิ) ก็มีให้ของบ้าง อย่างเช่น แคตตัส ซึ่งเป็นการบังคับขู่เข็ญจากเพื่อนๆและเมทผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางก๊ารทางการ แต่ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่เพราะเซคไม่ค่อยตรงกัน เรียนกันคนละคณะ คนละสาขาเลย
ดูแล้วเหมือนความสัมพันธ์จะสามารถพัฒนาไปได้มากกว่าคำว่า"บัดดี้" แต่ความรักมันไม่ง่ายขนาดนั้น หลังๆมา เราเห็นเขาเพ้อในเฟสของเขา เราก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเขายังไงกันแน่ มีอัพรูปลงกับผู้หญิง ซึ่งไม่รู้ว่าคือเพื่อน พี่ น้อง หรือใคร เพราะแคปชั่นในรูปมันทำให้คิดไปได้ไกล แต่เราก็ไม่ได้ถาม เพราะไม่รู้จะเอาสิทธิ์ไหนไปถาม บัดดี้เหรอ คนคุย หรือสิทธิ์เซเว่น (ตลกละ5555) หลังๆเราก็เลยเพ้อบ้าง จนกระทั่งเรารู้สึกเฮิร์ทมากๆ และคิดจะลองถอยออกมาสักพัก ในวันเกิดเขาเราเลยถักผ้าพันคอไปให้ เรานัดเจอเขาหน้าห้องสอบ ก็ให้ไปและหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ก็เริ่มคุยกันน้อยลง แต่ก็จะเป็นเราที่ทนไม่ได้ ก็ทักเขาไปอีก ขำตัวเอง 555555 แต่เทียบกับช่วงแรกๆมันก็น้อยลง พักหลังมาบังเอิญเจอกัน เราก็จะเป็นฝ่ายเดินหนี คิดว่าจะเหมือนในนิยายมั้ง ที่เขาจะตามหาและเอามือมาจับแขนรั้งไว้ บ้าบอ 55555 นับเวลาช่วงที่ได้คุยกันมาก็ประมาณ 7 เดือน เป็น 7 เดือนที่เรารู้สึกอะไรมากมาย แต่เขารู้สึกยังไงนั้นเราไม่รู้เลย ผิดที่เราไม่เลือกที่จะถาม เพราะเราอยากรับรู้จากปากของเขาเองมั้ง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร คงเพราะไม่รู้สึกอะไรล่ะมั้ง สุดท้ายเราเลยเลือกที่จะเดินออกมาอีก ค่อยๆออกมาเรื่อยๆ พยายามหาอะไรที่ตัวเองชอบทำ ทำงานพิเศษ ทำตัวให้ไม่ว่าง จนสุดท้ายก็คิดว่าเดินออกมาไกลมากพอแล้ว ก็ต้องขอบคุณอะไรก็ตามที่ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆด้วย ขอบคุณจริงๆ จนตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แต่กลับได้เรียนรู้ว่า "การที่คนสองคนจะรู้สึกดีเหมือนกัน และมากพอจนเกิดเป็นคำว่าชอบจนพัฒนาเป็นความรักให้อีกคนนึงรับรู้และรู้สึกได้นั้นมันไม่ง่ายเลย"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้มีความพีคต่ออีกนิดหน่อย เดี๋ยวต่อในคอมเม้นท์นะ อิอิ
กาลครั้งหนึ่ง... ความรัก
เริ่มเข้าเรื่องกันเลย ขอแทนตัวว่าเรานะ ตอนนี้เรากำลังจะอายุ 20 ปีบริบูรณ์ในไม่ช้านี้แล้ว ก็จะรู้สึกแก่ๆ และที่แน่ๆคือตลอดช่วงอายุที่ผ่านมา เรายังไม่เคยมีประสบการณ์การมีแฟนกับเขาเลยค่ะ ถถถถ ไม่ใช่ว่าไม่เคยแอบชอบใคร ไม่ใช่ว่าไม่เคยรู้สึกอะไร เราก็มีหัวใจนะคะ เห้ออออ
สมัยประถมเราเคยชอบผู้ชายอยู่คนนึง ทุกๆวันสำคัญเราจะให้ของขวัญเขาตลอด ซึ่งเขาก็รู้ว่าเราชอบนะ แต่เราไม่ได้บอกเขาไปตรงๆ คือในสมัยนั้นจะเป็นยุคที่ฮิตเรื่องการล้อกัน ล้อชื่อพ่อชื่อแม่ ล้อชื่อหมาแมว อะไรล้อได้คือล้อ ยิ่งถ้าบอกเพื่อนไปสักคนว่าเราชอบใคร คือโดนล้อยันลูกบวชเลยก็ว่าได้ ก็รู้กันยกห้อง แต่ต่างคนก็ต่างไม่พูดกัน เป็นระยะเวลา 3 ปี ที่จะเรียกว่าเราจีบเขาก็ว่าได้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น puppy loveที่สดใส จบลงด้วยคำว่าแห้วค่ะ
จากนั้นก็แยกย้ายกันขึ้นมัธยม ซึ่งเราก็สอบติดโรงเรียนหญิงล้วน การจะได้พบปะผู้ชายยิ่งน้อยเลย จะมีบ้างถ้าไปเรียนพิเศษ แต่ผู้ชายที่นั้นเขาก็มีแฟนกันหมดแล้ว ถถถถ และด้วยความลูกสาว จะไปไหนมาไหนพ่อก็จะไปรับตลอด ดังนั้นโอกาสได้เจอเพศตรงข้ามก็แทบจะนับครั้งได้เลย แต่ความหญิงล้วนก็สามารถทำให้เราชอบรุ่นพี่คนนึงได้ รุ่นพี่ผู้หญิงด้วย แต่พี่เขาจะดูทอมหน่อยๆ ผมซอยๆ หน้านิ่งๆ เวลายิ้มทีนี่ โอโหหหห จะว่าชอบก็ไม่เชิง เป็นความปลื้มๆ(และคลั่งไคล้หน่อยๆ)มากกว่า เป็นสมัยม.ต้น เราก็ตามไปห้องเรียน ให้ของวันสำคัญ แล้วคือพี่เขาเต้น Cover dance เราก็ไปตามกรี๊ดทุกงาน แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ ก็แห้วอีกตามเคย ปัจจุบันพี่เขาคือสาวมาก เราก็เช่นกัน 555555
ขึ้นม.ปลายก็ยังไม่หยุดค่ะ คราวนี้ไปแอบชอบรุ่นน้อง และดูเหมือนรุ่นน้องจะชอบเราด้วย น้องเขาเป็นนักกีฬา ส่วนเราเป็นประธานคณะสี ก็ต้องดูแลคนในสีอย่างทั่วถึงนิดนึง แต่น้องมีคนชอบเยอะ ตามประสานักกีฬาที่จะมีคนกรี๊ด สุดท้ายก็เป็นเรื่องคิดไปเอง และเราก็แห้วอีกตามเดิม ซึ่งน้องไปเป็นแฟนกับเพื่อนเรา โอโห ช่วงนั้นก็เฮิร์ทหนักมาก ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน น้องมีแฟนเป็นผู้ชายจ้าา ส่วนพี่นี้นั้น...
หลังจากนั้นก็มีแอบชอบบ้างเล็กๆน้อยๆตามประสาวัยกำลังห่าว ซึ่งตอนนั้นก็สับสนกับตัวเองนะว่าเราชอบเพศไหนกันแน่ แต่จะหันไปทางไหนมันก็มีแต่ผู้หญิง ก็ต้องหวั่นไหวบ้างแหละเนอะ 55555 ก็ได้แค่เก็บความรู้สึกไว้ ไม่กล้าบอก ไม่กล้าจีบใครอีกต่อไป ทั้งเพศชายเพศหญิง อึดอัดมากๆเลยช่วงนั้น แต่มันรู้สึกกลัวมากกว่า จนกระทั่งเข้ามหาลัย...
ทางม.เราปี1เขาจะบังคับอยู่หอใน ซึ่งหอก็จะแยกเป็นหอชาย หอหญิง และจะมีการจับบัดดี้หอระหว่างหอชาย หอหญิง ตอนที่เรารู้เรื่อง ก็รู้สึกตื่นเต้นนะ แต่ด้วยปณิธานว่าจะพักเรื่องรักแล้วโฟกัสเรื่องเรียน จะเป็นสาวโสดที่สวยและเก่ง ก็เลยพยายามไม่คิดอะไร จนวันแรกที่หอชายหญิงนัดเจอกัน โดยเป็นการนัดกินข้าวเช้าหลังจากทำบุญน้องใหม่ ด้วยความหญิงล้วน 6 ปี มาเจอผู้ชายเยอะๆมากหน้าหลายตา มันก็เลยรู้สึกแปลกๆ (ไม่รู้คนอื่นเป็นมั้ย แต่เราเป็นอ่ะ 555555) หอหญิงก็จะนั่งที่โต๊ะกินข้าวก่อน แล้วหอชายก็จะมานั่ง พี่หอเขาก็จับๆน้องนั่ง จนเราได้เจอกับผู้ชายที่นั่งตรงข้ามเรา ผู้ชายคิ้วเข้มที่นั่งเงียบไม่พูดอะไร ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวอย่างเดียว ละคือเรามีข้าวที่แม่เอามาให้อยู่ที่ห้อง เราเลยไม่ได้ซื้อข้าวกิน ก็เลยต้องนั่งจ้องเขากินข้าว เอาตรงๆก็เป็นผู้ชายหน้าตาดีคนนึง จะว่าหล่อก็หล่อแหละ 55555 เราก็ชวนเขาคุย เขาก็ไม่พูดอะไรมากมาย เพราะกินข้าวอยู่ด้วยมั้ง เราก็โอเค ไม่อะไรเพราะเดี๋ยวก็ไม่เจอกันแล้ว คนตั้งเยอะ ไม่วนมาเจอกันอีกหรอก แต่เขาก็บอกชื่อเฟสบุ๊คตัวเองมา(แอบอ่อยแน่ๆ) หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีก เพราะกิจกรรมที่ม.ก็มีหลายอย่าง หอบัดดี้เลยไม่ได้นัดมาเจอกัน ช่วงนั้นเราก็เลยลองๆหาเฟสเขา แต่ก็หาไม่เจอ ตอนแรกเหมือนจะไม่สนใจเขา แต่กลับมาตามหาเฟสเขาซะงั้น 55555 ตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเจอกันอีกก็ดีนะ จะได้ขอเฟสกันไว้อะไรงี้ เพราะเราก็ไม่ได้ให้เฟสเขาไป(เป็นผู้หญิงมันไม่งาม) จนวันหนึ่งพี่หอบัดดี้ได้นัดเจอกันอีกครั้ง เพื่อจับบัดดี้ระหว่างนศ.ปี1ชายหญิง โดยที่หอหญิงจะเข้าแถวเดินลงหอไปจับมือกับหอชายที่รออยู่หน้าประตูขึ้นหอ โหหห บอกเลยว่าตื่นเต้นมาก ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะได้จับกับใคร หน้าตายังไง จนความพีคมาบังเกิด...
ขณะที่ก้าวลงบันไดขั้นสุดท้ายและเงยหน้าขึ้นมองหน้าหอชาย คือตอนนั้นเป็นอารมณ์ตกใจ ดีใจ ตื่นเต้น ตีกันไปหมด เขาคือเขาคนนั้นที่คิ้วเข้มที่นั่งกินข้าวตรงหน้าเราที่เราตามหาเฟสเขา เราตกใจแบบตาโตอ่ะ เขาก็ตกใจ แต่ก็จับมือกันเดินไปเข้าแถว สิ่งแรกที่เราทำคือหัวเราะ คือจะเรียกว่าไง พรหมลิขิตงี้เหรอ คือใจเต้นแรงมาก นี่คือผู้ชายคนแรกที่จะได้รู้จักอย่างเป็นทางการหลังจากอยู่หญิงล้วนมา 6 ปี เขาคือบัดดี้เรา ซึ่งก็ต้องช่วยเหลือกัน ต้องข้องเกี่ยวกัน คืออออออ 55555 หลังจากวันนั้น ความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานก็เริ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง ในตอนนั้นคือคิดอย่างเดียวว่ามันคือพรหมลิขิตแน่ๆ เพราะอย่างเมทเราก็ได้บัดดี้ซึ่งไม่ใช่คนเดียวกับที่นั่งกินข้าวด้วยกันครั้งแรก คือท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่เรากับเขาได้วนมาเจอกันอีก โคตรจะโรแมนติก 555 ก็แลกเฟส เบอร์ ไอจี ไว้ติดต่อกัน แล้วเราจะรอช้าอะไร อย่างแรกคือสืบก่อนว่าเขาโสดมั้ย ซึ่งสถานะในเฟสเขามันขึ้นว่าโสดจ้าาาา ด้วยความไม่คิดอะไรพร้อมจะพุ่งชน จากวันนั้นเราก็ทักไปคุยกับเขาตลอด เรียกว่าทุกวันทุกเวลาเลยก็ได้ แรกๆเขาก็ตอบสั้นๆ ไม่ค่อยโต้ตอบอะไรมาก เราก็กลัวเขาจะรำคาญเรานะ ไม่รู้ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ อยากจะตีตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ก็ทักไปจ้า หลังๆเขาก็โต้ตอบมากขึ้น จนวันนึง เขาชวนเราไปกินนมมมมมม คือตอนนั้นทำตัวไม่ถูก ละโทรมาด้วย โอโห อยากจะกรีดร้องมาก แต่สุดท้ายก็แห้ว เราติดประชุมหอ เขาเรียนเลิกเลท ก็เลยยกเลิกกันไป โคตรเสียดายมากอ่ะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็รอเขาชวนใหม่ รอทุกวัน จะให้เราชวนก็นั่นแหละมันไม่งาม(แล้วที่ทักไปคุยกับเขานี่งามมาก 55555) จนกระทั่งวันนี้ที่รอคอยก็มาถึง เขาไม่ได้ชวนไปกินนม แต่เขาชวนไปวิ่งงงงง เช่นเดิมคือทำตัวไม่ถูก แต่ก็รีบแต่งตัวมัดผม ทั้งที่จริงๆเป็นคนไม่ชอบวิ่งเลยยย ซึ่งครั้งนี้ไม่แห้วเด้อ เขาก็มารับที่หอ ซ้อนมอไซค์ไปที่วิ่ง เป็นลู่รอบๆสระน้ำ บรรยากาศดีสุดๆ ตอนนั่งไปนี่แทบจะตกรถ คือนั่งชิดเบาะด้านหลังเว่ย เพราะเดี๋ยวมันจะดูไม่งาม (จ้าาาา) พอไปถึงก็ทำตัวโคตรไม่ถูก ที่จริงเขาก็ถามว่าจะไป2คนจริงๆเหรอ เราก็บอกไปว่าเมทติดเรียน แต่จริงๆคือเปล่าเลย เมทนอนอืดอยู่ห้อง และบอกว่าถ้าไปก็เหมือนไม่ได้ไป ไปเป็นก้าง งั้นไม่ไปดีกว่า (ทำดีมากกก) ซึ่งจะว่ามาวิ่งก็ไม่เชิงหรอก มาเดินคุยกันมากกว่า ถ้าเปรียบกับวันแรกที่เจอกัน ที่นั่งกินข้าวเงียบๆ กับตอนนี้ คือต่างกันมาก จริงๆเขาเป็นคนที่พูดมาก มากๆๆๆ สรรหาเรื่องนู้นนี้มาพูด จนเราได้แต่อืมๆเพราะหาจังหวะแทรกไม่ได้ 55555 อีกอย่างคือเป็นผู้ชายตัวสูงคนนึง (ซึ่งนางก็มั่นใจว่าตัวเองสูง แต่จริงๆก็ไม่เท่าไรหรอก เพราะเราเตี้ยนางเลยดูสูง 5555) เราสูงประมาณไหล่ได้ จังหวะนั้นคือเป็นผู้ชายคิ้วเข้มที่สูงยาวเข่าดี สนใจกีฬา และพูดเก่ง อ้อ เขาเคยจัดฟันแต่ตอนนี้ใส่รี คือแบบว่าเป็นผู้ชายในฝันเลยก็ได้อ่ะ พระเจ้าจอร์ชมาก ฮือออ จากวันนั้นก็รู้จักกันมากขึ้น ก็รู้ว่าจริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนเงียบ ไม่เลย กวนตีนด้วย ก็มีถ่ายรูปส่งให้กันดูว่าไปไหนมาไหน ส่งมุขกวนๆไป หยอดบ้างไรบ้าง มีติวให้บ้างวิชาที่เรียนเหมือนกัน ก็จะมีเคมี1 กับอิ้ง1 ซึ่งอิ้งเราชอบเรียนมาก เออก็ช่วยติว ทำสรุปไปให้ แต่เคมีคือเป็นวิชาที่เราไม่ชอบมาก(รองจากเลขและฟิสิกส์) แต่ด้วยอะไรดลใจไม่รู้ ทำให้เราตั้งใจเรียนเคมี และนั่งทำสมุดสรุปเอาไปให้เขา จะว่าบ้าก็บ้า แต่ก็ต้องขอบคุณเขานะ ที่อย่างน้อยก็ทำให้เราพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ขอบคุณมากจริงๆ (เคมี1 เราได้ C+ มา ส่วนเคมี2 เราได้A อิอิ) ก็มีให้ของบ้าง อย่างเช่น แคตตัส ซึ่งเป็นการบังคับขู่เข็ญจากเพื่อนๆและเมทผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางก๊ารทางการ แต่ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่เพราะเซคไม่ค่อยตรงกัน เรียนกันคนละคณะ คนละสาขาเลย
ดูแล้วเหมือนความสัมพันธ์จะสามารถพัฒนาไปได้มากกว่าคำว่า"บัดดี้" แต่ความรักมันไม่ง่ายขนาดนั้น หลังๆมา เราเห็นเขาเพ้อในเฟสของเขา เราก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเขายังไงกันแน่ มีอัพรูปลงกับผู้หญิง ซึ่งไม่รู้ว่าคือเพื่อน พี่ น้อง หรือใคร เพราะแคปชั่นในรูปมันทำให้คิดไปได้ไกล แต่เราก็ไม่ได้ถาม เพราะไม่รู้จะเอาสิทธิ์ไหนไปถาม บัดดี้เหรอ คนคุย หรือสิทธิ์เซเว่น (ตลกละ5555) หลังๆเราก็เลยเพ้อบ้าง จนกระทั่งเรารู้สึกเฮิร์ทมากๆ และคิดจะลองถอยออกมาสักพัก ในวันเกิดเขาเราเลยถักผ้าพันคอไปให้ เรานัดเจอเขาหน้าห้องสอบ ก็ให้ไปและหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ก็เริ่มคุยกันน้อยลง แต่ก็จะเป็นเราที่ทนไม่ได้ ก็ทักเขาไปอีก ขำตัวเอง 555555 แต่เทียบกับช่วงแรกๆมันก็น้อยลง พักหลังมาบังเอิญเจอกัน เราก็จะเป็นฝ่ายเดินหนี คิดว่าจะเหมือนในนิยายมั้ง ที่เขาจะตามหาและเอามือมาจับแขนรั้งไว้ บ้าบอ 55555 นับเวลาช่วงที่ได้คุยกันมาก็ประมาณ 7 เดือน เป็น 7 เดือนที่เรารู้สึกอะไรมากมาย แต่เขารู้สึกยังไงนั้นเราไม่รู้เลย ผิดที่เราไม่เลือกที่จะถาม เพราะเราอยากรับรู้จากปากของเขาเองมั้ง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร คงเพราะไม่รู้สึกอะไรล่ะมั้ง สุดท้ายเราเลยเลือกที่จะเดินออกมาอีก ค่อยๆออกมาเรื่อยๆ พยายามหาอะไรที่ตัวเองชอบทำ ทำงานพิเศษ ทำตัวให้ไม่ว่าง จนสุดท้ายก็คิดว่าเดินออกมาไกลมากพอแล้ว ก็ต้องขอบคุณอะไรก็ตามที่ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆด้วย ขอบคุณจริงๆ จนตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แต่กลับได้เรียนรู้ว่า "การที่คนสองคนจะรู้สึกดีเหมือนกัน และมากพอจนเกิดเป็นคำว่าชอบจนพัฒนาเป็นความรักให้อีกคนนึงรับรู้และรู้สึกได้นั้นมันไม่ง่ายเลย"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้