“มีน”
เสียงเล็กๆดังลอดเข้ามาในประสาทสัมผัส สติสัมปชัญะของผมกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง อากาศหนาวจากเครื่องปรับอากาศกระทบกับใบหน้า ผมขยับยกมือขึ้นมาขยี้ตานิดๆเหมือนคนไม่ถูกแสงสว่างมานาน พอปรับสภาพโฟกัสได้ ภาพตรงหน้าที่เห็นก็สร้างความประหลาดใจให้แก่ผมไม่น้อย
“ตื่นแล้วเหรอครับมีน?”
ผู้ชายแปลกหน้าตรงหน้าผมพูดพร้อมยิ้มกว้างให้
ผมสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงออกไปจนหมดก่อนจะพยายามมองไปรอบ ๆ ห้องพร้อมทบทวนเรื่องราวทั้งหมด
...แต่ผมกลับไม่สามารถจำอะไรได้เลย
แม้กระทั้งชื่อผมหรือผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมก็จำไม่ได้...
“ขอโทษนะครับ แต่ผมจำไม่ได้ว่าคุณเป็นใคร..จริง ๆ ผมจำตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ผมพูดไปก่อนจะเกาหัวแก้เก้อ ผู้ชายคนตรงหน้าผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงมานั่งบนเตียงข้าง ๆ ผม
“คุณชื่อมีน ผมชื่อเมษ และเราเป็นแฟนกัน”
“ผมกับคุณ?”
“ใช่ คุณกับผม เราเป็นแฟนกัน ปีนี้จะเข้าปีที่ 4 แล้วครับ”
เมษว่า
ผมขมวดคิ้วผูกเป็นโบว์ พอมองไปรอบๆห้องก็พบว่าห้องนี้ถูกประดับไปด้วยภาพถ่ายตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีผมกับเมษเป็นจุดเชื่อมโยง กระทั้งหัวเตียงที่ผมนอนยังมีภาพครบรอบและวันสำคัญต่าง ๆ ทั้งหมดเป็นหลักฐานที่ทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่าผมกับเขาเป็นแฟนกันจริง ๆ เพียงแต่ แล้วทำไมผมถึงจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้ละ ?
“เกิดอะไรขึ้นกับผม?” ผมถาม
เมษถอนหายใจออกสายหนึ่ง ก่อนจะคว้านหารีโมทโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดเล่นคลิปวิดีโอ ๆ หนึ่งขึ้นมาให้ผมชม
ภาพค่อยๆฉายออกช้าๆ เป็นผมและเมษที่อยู่ในภาพ ผมอยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนคล้ายผู้ป่วยที่เห็นตามหนังสักเรื่อง เมษนั่งข้าง ๆก่อนผมจะค่อย ๆ พูด
‘หลังจากนี้แล้วคงต้องดูวิดิโอนี้เป็นร้อยเป็นพันหนแล้วสินะ’
ตัวผมในโทรศัพท์มือถือรำพึง เมษกระชับอ้อมไหล่ที่กอดผมไว้ก่อนผมจะพูดต่อ
‘เรา..ไม่สิ หมายถึงตัวฉันเองเนี้ยนะที่ป่วย เราขับรถจะไปงานวันเกิดของเพื่อนสนิท และประสบอุบัติเหตุอย่างที่นายเห็น เคราะห์ดีคือเรายังไม่ตาย เคราะห์รายคือสมองของเรากระทบกระเทือนและมันแย่ตรงที่ว่า...เราจะลืมเรื่องทุกอย่างแบบไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน แม้กระทั้งวินาทีถัดไป เราอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเราเป็นใคร’
ผมพูด น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมา เมษยิ่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น
....เหมือน ๆ กับที่เขากำลังนั่งกอดผมในตอนนี้
‘ไม่เป็นไรหรอก’
เมษในคลิปค่อยๆพูดก่อนจะยิ้มแล้วกอดผมแน่น ๆ
‘ไม่ว่าคุณจะลืมผมสักกี่ครั้ง ผมจะทำให้คุณจำได้ว่าผมรักคุณมากขนาดไหน’
“ไม่ว่าคุณจะลืมผมสักกี่ครั้ง ผมจะทำให้คุณจำได้ว่าผมรักคุณมากขนาดไหน”
เมษในคลิปวีดีโอและเมษที่นอนกอดผมพูดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน อ้อมกอดของเขาทำให้ผมอบอุ่นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เรากอดกันแบบนั้นจนกระทั้งคลิปจบลง เมษจรดจมูกลงก่อนจะพ่นลมหายใจอุ่น ๆ ใส่ใบหน้าของผมช้า ๆ
“4 ปีแล้วเหรอ?”
“อื้ม”
“4 ปีแล้วเหรอที่คุณดูแลผมมา ? ผม..ผมลืมคุณบ่อยไหม?”
เขาชันตัวขึ้นมามองผมก่อนจะตอบ
“ไม่มากไม่มาย ช่วงปีแรก ๆ คุณยังจำผมได้เป็นเดือน ๆ จำหลาย ๆ อย่างได้ แต่มันเหมือนแรมค่อยๆลดลง คุณจำผมได้สั้นขึ้น จากเดือนเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นวัน และปัจจุบัน คุณจำผมได้แค่ราว ๆ หนึ่งวันหรือแค่ 24 ชมเท่านั้นเอง...”
เขาว่า สีหน้าไม่ได้แสดงท่าที่เหนื่อยอ่อนหรือไม่พอใจที่จะต้องคอยมาดูแลคนป่วยแบบผม
“คุณ ...ไม่เหนื่อยเหรอกับการพยายามทำให้ผมจำคุณได้?”
ผมว่า เขาส่ายหน้าก่อนจะฝั่งสันจมูกเข้าที่แก้มของผม
“รักคุณผมไม่เหนื่อยเลย”
เขาพูดยิ้มๆ
“สนุกดีที่ในแต่ละวันผมต้องมานั่งคอยลุ้นกับความทรงจำของคุณ บางครั้งคุณก็พูดง่ายแบบวันนี้ บางวันก็เหวี่ยงวีน บางครั้งผมก็ได้จีบคุณใหม่ ดีซะอีก รักเรารีสตาร์ทกันได้เรื่อย ๆ ”
เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องสนุกที่ได้ทำ แต่ผมฟังแล้วกลับรู้สึกเหนื่อยแทน
การต้องคอยมานั่งทำให้อีกฝ่ายยังจำเราได้ ทั้ง ๆ ที่เขารักเรามาก ๆ มันคงเป็นเรื่อยแย่เรื่องหนึ่งสินะ
เรานอนกอดกันสักพัก ก่อนเมษจะพาผมลุกขึ้นไปทานข้าวที่เขาเตรียมเอาไว้ เมษพาผมทำกิจกรรมต่างๆ ใช้ชีวิตแบบที่มันควรจะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของคนสองคน ผมทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย กินข้าว อาบน้ำ ดูหนัง ฟังเพลง เขาเล่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรา ผมฟังไปเรื่อย ๆ อย่างไม่เบื่อ ก่อนเขาจะบอกให้ผมไปแต่งตัวเพื่อออกไปข้างนอก
เมษขับรถพาผมมาถึงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขาเดินนำผมไปถึงร้านของหวานชื่อดังร้านหนึ่ง ตามคำบอกเล่า ผมชอบกินนมสดของร้านนี้มาก ชนิดที่ว่าเขาต้องพาผมมากินเกือบทุกอาทิตย์เลยที่เดียว
“มากี่ท่านคะ?” พนักงานหน้าร้านถาม
“สองครับ”
เธอพยักหน้าตกลงตามคำพูดของผม ก่อนจะเดินนำหน้าเราไปถึงโต๊ะตัวหนึ่ง เราทั้งคู่สั่งขนมและนมสดคนละแก้ว น่าแปลกที่มีสายตาในร้านหลายคู่มองมาที่ผมกับเมษ
คงแปลกใจที่มีผู้ชายตัวโต ๆ สองคนมานั่งกันแบบนี้สินะ...
เรากินขนมและดื่มนมสดแก้วโตจนหมดแก้ว ผมจิ้มเค้กชิ้นสุดท้ายเข้าปากก่อนเมษจะพาผมไปซื้อของจิปาถะต่างๆเข้าบ้านของเรา ปกติแล้วเราจะมาห้างกันไม่บ่อยช่วงหลังจากที่ผมป่วย ผมกับเมษเข็นรถเข็นซื้อของจนเต็มคันรถ ก่อนเขาจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่
ผมยืนรอจนเมษเดินกลับมา เราจ่ายเงินก่อนจะช่วยกันขนของทั้งหมดขึ้นรถ เมษขับรถพาผมกลับมาถึงบ้าน เราลำเลียงข้าวของต่าง ๆ เก็บเข้าตามที่ ๆ มันควรจะอยู่
เมษเปิดหนังเรื่องมีบีฟอร์ยูให้ผมดู เขาเล่าว่ามันเป็นหนังใหม่ที่กำลังดังในช่วงนี้ ผมกระชับอ้อมกอดของเขาก่อนจะนั่งดูหนังไปเรื่อย ๆ เราใช้เวลาเกือบทั้งวันในการอยู่ด้วยกัน กินข้าวเย็นด้วยกัน ก่อนจะกลับมาดูหนังอีกครั้ง พอดูหนังจบก็เป็นเวลาเกือบ ๆ จะเที่ยงคืน เมษไปเข้าห้องน้ำอีกครั้งส่วนผมก็นั่งจ้องหน้าจอทีวีไปเรื่อยๆ
‘พรึ้บ’
แสงสว่างในห้องทั้งหมดดับลง ผมตกใจจนเผลอสบถออกมา คิดว่าฟิล์วคงขาด ในขนาดที่กำลังจะลุกขึ้น แสงสว่างสีนวลก็เดินเข้ามาในห้อง
“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์...แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู~~ ยู”
เมษเดินถือเค้กเข้ามาในห้องก่อนจะร้องเพลงวันเกิดให้กับผม รอยยิ้มประดับใบหน้าเฉิดฉาย เข้าวางเค้กลงบนโต๊ะกระจกก่อนจะลูบหัวผมไปมา
“ตกใจเลยเหรอ?” เขาว่า
“...”
“มีน เป็นอะไรครับ ร้องไห้ทำไม?”
เมษทำหน้าตกใจก่อนจะดึงผมเข้ามากอด
“ทำไมต้องทำเพื่อผมขนาดนี้ ?”
ผมว่า น้ำตาไหลแบบไม่สามารถห้ามได้ เมษนั่งกอดผมแน่นก่อนจะขยับตัวช้า ๆ ไปมา
“เพราะผมรักมีนยังไงละ มันไม่ใช่เรื่องแย่หรอกนะ กับการพยายามทำให้มีนจำเมษได้ เมษเต็มใจมาก ๆ ”
“มีนรู้ มีนสัมผัสได้ มีนเข้าใจทุกอย่างเลยจริง ๆ เมษ มีนรู้ว่าเมษรักมีนมากขนาดไหน”
ผมยิ้ม กระชับอ้อมกอดแน่น ๆ ก่อนจะคลายออกแล้วมองหน้าเมษ
“แต่เมษต้องยอมรับความจริงให้ได้นะว่ามีนตายไปแล้ว”
ฉับพลันนั้นเหมือนภาพทั้งหมดสะท้อนกลับเข้ามาในสมองของผม
ผมตายไปแล้ว
ตายไปตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
ผมตายในคืนเดียวที่ประสบอุบัติเหตุนั้น
“มีน..มีนพูดเรื่องอะไร?” เมษว่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน
“มีนตายไปแล้วจริง ๆ ...สิ่งที่เมษเห็น มันเป็นเพียงแค่ความทรงจำที่เมษยังมีให้มีน และมันคือสิ่งที่เมษคิดไปเองทั้งหมด”
ผมกล่าวช้า ๆ ก่อนจะจับใบหน้าของเขา
“มีนจะบอกเมษว่าทั้งหมดนั้น ...ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ....เมษ คิดไปเองคนเดียวงั้นเหรอ?”
“ไม่เลย....”
“....”
“ความรักของเราเป็นเรื่องจริงเสมอ”
“อย่าเสียใจไปเลยนะเมษ สักวันหนึ่ง...สักวัน...เราคงได้พบกัน”
เมษนั่งร้องไห้เสียใจแบบนั้น ผมกอดเขา กอดให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ถึงเวลา ไม่ว่าใครก็ต้องจากไปทั้งนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับเมษ ถึงตอนนั้นแล้ว..เราคงได้พบกันอีกครั้ง”
ผมว่า เขาพยักหน้ารับทั้งน้ำตา เรากอดกันแบบนั้น กอดกันให้ได้แน่นมากที่สุด ก่อนสัมผัสของผมจะค่อย ๆ จางหายไป
ร่างของผมโปร่งใสขึ้นเรื่อย ๆ ผมยิ้มออกมาเป็นครั้งสุดท้ายให้กับเมษ
“โชคดีนะครับเมษ ...หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งนะครับ”
นั้นคือคำกล่าวสุดท้าย ก่อนทุกอย่างจะสิ้นสุดลง.....
......
มวลสสารสีขาวขุ่นคล้ายหมอกหมุนวนอยู่กลางอากาศสองสาย ก่อนจะค่อย ๆ ค้างและลอยเอื่อยๆ เป็นวงรีอย่างช้า ๆ ผมมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าก่อนจะขยับขวดแก้วสีขาวขุ่นในมือพลางเปิดจุกที่ขวดออก
“กักเก็บจตุญาณ”
สิ้นเสียงของผม มวลสีขาวสายหนึ่งค่อย ๆ ลอยเอื่อย ๆ เข้ามาในขวดแก้วสีขุ่น เมื่อเข้ามาทั้งหมดผมหยิบจุกขึ้นมาก่อนจะปิดปากมันไว้ตามเดิม
“ใจดีจังเลยนะพ่อคุณ”
ร่างกายสีทองแดงค่อยๆโผล่ออกมาจากความมืดข้างๆผม ผมไม่ได้ตกใจ และไม่ได้สนใจกับคำเหน็บแนมนั้น
“กับวิญญาณหลงทางจำเป็นต้องใจร้ายทำแบบที่คุณทำรึยังไง? ..ทำตามหน้าที่ของคุณให้เรียบร้อยเถอะ”
ผมกล่าวเชิงตำหนิเมื่ออีกฝ่ายยืนมองมวลสั้นนั้นเฉย ๆ โดยไม่มีท่าที่จะทำอะไร
“ดุจริง ๆ แหะเจ้านี้”
ผมยักไหล่เบา ๆ ไม่สนใจก่อนจะกอดอกมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“นายเมษา สะสมทรัพย์ ชาตะ 18 เมษา 2531 ปี มรณะ 18 ตุลาคม 2560 จากอุปทวเหตุ เฉลี่ยอายุขัย 29 ปีบริบูรณ์ ณ บัดนี้จะทำการนำพาวิญญาณไปยังชั้นไต่สวนเพื่อคัดเลือกต่อไปอีกครังว่าควรมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางใด ...จงมา !!”
ชายผิวทองแดงกล่าวจบมวลสสารสีขาวพุ่งเข้ามายังแทปเลตของชายทองแดงตรงหน้า เขาสไลด์นิ้วไปมาเพื่อจัดการกับ ‘ข้อมูลใหม่’ ที่เพิ่งถูกดูดเข้าไป ผมเลิกสนใจเขาหลังเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด กดโทรศัพท์โทรออกหานายจ้างอีกครั้ง ก่อนจะบอกกับเขา
“ผมจัดการวิญญาณที่ติดในบ้านคุณให้แล้ว”
‘ขอบคุณมากครับอาจารย์ ผมจะได้ขายบ้านหลังนั้นออกเสียที ไม่ไหว ๆ คนตายไม่ยอมตาย คนเป็นก็อยู่ไม่เป็นสุขครับ’
“และค่าแรงที่เหลือ?” ผมทวงเงินอีกก้อนตามที่ตกลงกันไว้ อีกฝ่ายส่งเสียงอ่อยาว ๆ ก่อนจะพูดต่อ
‘ไม่ต้องเป็นห่วงครับอาจารย์ ผมจะจัดการให้เรียบร้อยครับ ..อ๊ะ โรม มาพอดีเลย อาจารย์จัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ ผมจะขายบ้านหลังนั้นออกสักที.. นี่คุณ อย่าเพิ่งแกล้งผมสิ...อาจารย์ครับ งั้นเดี๋ยวผมขอวางสายก่อนนะครับ ..นี่โรม ผมบอกว่าอย่าเพิ่งไง’
น้ำเสียงปลายสายยอกเย้าแกมออดอ้อน
“ตามสบายครับจัดการให้ผมด้วยแล้วกันนะครับ”
ผมว่าก่อนจะกดตัดสายไป ไม่ได้สนใจอีกว่าทางนั้นจะเกิดการจราจลอะไรขึ้นบนเตียง นั้นไม่ใช่เรื่องของผม
“หึ...ไอ้ ‘ความรักของเราเป็นเรื่องจริงเสมอ’ นั้นคืออะไร ผัวตายยังไม่ถึงปีเลย ขายบ้านที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานซะแล้ว”
ชายผิวทองแดงกล่าวก่อนจะสะบัดหมวกเสื้อฮู๊ดขึ้นคลุมศีรษะปิดบังเขาเล็ก ๆ สองข้างบนหัว
“เขาก็ไม่ผิดอะไร ความรักเกิดขึ้นดับลงเป็นเรื่องธรรมดา อีกฝ่ายก็ตายไปแล้ว ยังยึดติดถึงขนาดไม่ยอมไปผุดไม่เกิด ต่อให้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก แค่หมอนั้นยอมไปเกิดใหม่เพราะหมดห่วงฉันก็สบายใจแล้วที่ปิดงานลงได้”
“แต่นายนี่สุดยอดจริงๆ คนอะไร๊หลอกได้กระทั้งผี ฉันละซูฮกเลยจริง ๆ ”
ชายหนุ่มผิวทองแดงกล่าว ผมยกนิ้วกลางชูให้แทนคำตอบรับ ก่อนร่างของเขาจะค่อย ๆ หายไป
ผมยักไหล่อีกครั้งก่อนจะเดินจากไปจากบ้านหลังนี้
งานของผมจบลงแล้ว....
รั ก ลื ม
เสียงเล็กๆดังลอดเข้ามาในประสาทสัมผัส สติสัมปชัญะของผมกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง อากาศหนาวจากเครื่องปรับอากาศกระทบกับใบหน้า ผมขยับยกมือขึ้นมาขยี้ตานิดๆเหมือนคนไม่ถูกแสงสว่างมานาน พอปรับสภาพโฟกัสได้ ภาพตรงหน้าที่เห็นก็สร้างความประหลาดใจให้แก่ผมไม่น้อย
“ตื่นแล้วเหรอครับมีน?”
ผู้ชายแปลกหน้าตรงหน้าผมพูดพร้อมยิ้มกว้างให้
ผมสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงออกไปจนหมดก่อนจะพยายามมองไปรอบ ๆ ห้องพร้อมทบทวนเรื่องราวทั้งหมด
...แต่ผมกลับไม่สามารถจำอะไรได้เลย
แม้กระทั้งชื่อผมหรือผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมก็จำไม่ได้...
“ขอโทษนะครับ แต่ผมจำไม่ได้ว่าคุณเป็นใคร..จริง ๆ ผมจำตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ผมพูดไปก่อนจะเกาหัวแก้เก้อ ผู้ชายคนตรงหน้าผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงมานั่งบนเตียงข้าง ๆ ผม
“คุณชื่อมีน ผมชื่อเมษ และเราเป็นแฟนกัน”
“ผมกับคุณ?”
“ใช่ คุณกับผม เราเป็นแฟนกัน ปีนี้จะเข้าปีที่ 4 แล้วครับ”
เมษว่า
ผมขมวดคิ้วผูกเป็นโบว์ พอมองไปรอบๆห้องก็พบว่าห้องนี้ถูกประดับไปด้วยภาพถ่ายตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีผมกับเมษเป็นจุดเชื่อมโยง กระทั้งหัวเตียงที่ผมนอนยังมีภาพครบรอบและวันสำคัญต่าง ๆ ทั้งหมดเป็นหลักฐานที่ทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่าผมกับเขาเป็นแฟนกันจริง ๆ เพียงแต่ แล้วทำไมผมถึงจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้ละ ?
“เกิดอะไรขึ้นกับผม?” ผมถาม
เมษถอนหายใจออกสายหนึ่ง ก่อนจะคว้านหารีโมทโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดเล่นคลิปวิดีโอ ๆ หนึ่งขึ้นมาให้ผมชม
ภาพค่อยๆฉายออกช้าๆ เป็นผมและเมษที่อยู่ในภาพ ผมอยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนคล้ายผู้ป่วยที่เห็นตามหนังสักเรื่อง เมษนั่งข้าง ๆก่อนผมจะค่อย ๆ พูด
‘หลังจากนี้แล้วคงต้องดูวิดิโอนี้เป็นร้อยเป็นพันหนแล้วสินะ’
ตัวผมในโทรศัพท์มือถือรำพึง เมษกระชับอ้อมไหล่ที่กอดผมไว้ก่อนผมจะพูดต่อ
‘เรา..ไม่สิ หมายถึงตัวฉันเองเนี้ยนะที่ป่วย เราขับรถจะไปงานวันเกิดของเพื่อนสนิท และประสบอุบัติเหตุอย่างที่นายเห็น เคราะห์ดีคือเรายังไม่ตาย เคราะห์รายคือสมองของเรากระทบกระเทือนและมันแย่ตรงที่ว่า...เราจะลืมเรื่องทุกอย่างแบบไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน แม้กระทั้งวินาทีถัดไป เราอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเราเป็นใคร’
ผมพูด น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมา เมษยิ่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น
....เหมือน ๆ กับที่เขากำลังนั่งกอดผมในตอนนี้
‘ไม่เป็นไรหรอก’
เมษในคลิปค่อยๆพูดก่อนจะยิ้มแล้วกอดผมแน่น ๆ
‘ไม่ว่าคุณจะลืมผมสักกี่ครั้ง ผมจะทำให้คุณจำได้ว่าผมรักคุณมากขนาดไหน’
“ไม่ว่าคุณจะลืมผมสักกี่ครั้ง ผมจะทำให้คุณจำได้ว่าผมรักคุณมากขนาดไหน”
เมษในคลิปวีดีโอและเมษที่นอนกอดผมพูดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน อ้อมกอดของเขาทำให้ผมอบอุ่นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เรากอดกันแบบนั้นจนกระทั้งคลิปจบลง เมษจรดจมูกลงก่อนจะพ่นลมหายใจอุ่น ๆ ใส่ใบหน้าของผมช้า ๆ
“4 ปีแล้วเหรอ?”
“อื้ม”
“4 ปีแล้วเหรอที่คุณดูแลผมมา ? ผม..ผมลืมคุณบ่อยไหม?”
เขาชันตัวขึ้นมามองผมก่อนจะตอบ
“ไม่มากไม่มาย ช่วงปีแรก ๆ คุณยังจำผมได้เป็นเดือน ๆ จำหลาย ๆ อย่างได้ แต่มันเหมือนแรมค่อยๆลดลง คุณจำผมได้สั้นขึ้น จากเดือนเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นวัน และปัจจุบัน คุณจำผมได้แค่ราว ๆ หนึ่งวันหรือแค่ 24 ชมเท่านั้นเอง...”
เขาว่า สีหน้าไม่ได้แสดงท่าที่เหนื่อยอ่อนหรือไม่พอใจที่จะต้องคอยมาดูแลคนป่วยแบบผม
“คุณ ...ไม่เหนื่อยเหรอกับการพยายามทำให้ผมจำคุณได้?”
ผมว่า เขาส่ายหน้าก่อนจะฝั่งสันจมูกเข้าที่แก้มของผม
“รักคุณผมไม่เหนื่อยเลย”
เขาพูดยิ้มๆ
“สนุกดีที่ในแต่ละวันผมต้องมานั่งคอยลุ้นกับความทรงจำของคุณ บางครั้งคุณก็พูดง่ายแบบวันนี้ บางวันก็เหวี่ยงวีน บางครั้งผมก็ได้จีบคุณใหม่ ดีซะอีก รักเรารีสตาร์ทกันได้เรื่อย ๆ ”
เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องสนุกที่ได้ทำ แต่ผมฟังแล้วกลับรู้สึกเหนื่อยแทน
การต้องคอยมานั่งทำให้อีกฝ่ายยังจำเราได้ ทั้ง ๆ ที่เขารักเรามาก ๆ มันคงเป็นเรื่อยแย่เรื่องหนึ่งสินะ
เรานอนกอดกันสักพัก ก่อนเมษจะพาผมลุกขึ้นไปทานข้าวที่เขาเตรียมเอาไว้ เมษพาผมทำกิจกรรมต่างๆ ใช้ชีวิตแบบที่มันควรจะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของคนสองคน ผมทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย กินข้าว อาบน้ำ ดูหนัง ฟังเพลง เขาเล่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรา ผมฟังไปเรื่อย ๆ อย่างไม่เบื่อ ก่อนเขาจะบอกให้ผมไปแต่งตัวเพื่อออกไปข้างนอก
เมษขับรถพาผมมาถึงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขาเดินนำผมไปถึงร้านของหวานชื่อดังร้านหนึ่ง ตามคำบอกเล่า ผมชอบกินนมสดของร้านนี้มาก ชนิดที่ว่าเขาต้องพาผมมากินเกือบทุกอาทิตย์เลยที่เดียว
“มากี่ท่านคะ?” พนักงานหน้าร้านถาม
“สองครับ”
เธอพยักหน้าตกลงตามคำพูดของผม ก่อนจะเดินนำหน้าเราไปถึงโต๊ะตัวหนึ่ง เราทั้งคู่สั่งขนมและนมสดคนละแก้ว น่าแปลกที่มีสายตาในร้านหลายคู่มองมาที่ผมกับเมษ
คงแปลกใจที่มีผู้ชายตัวโต ๆ สองคนมานั่งกันแบบนี้สินะ...
เรากินขนมและดื่มนมสดแก้วโตจนหมดแก้ว ผมจิ้มเค้กชิ้นสุดท้ายเข้าปากก่อนเมษจะพาผมไปซื้อของจิปาถะต่างๆเข้าบ้านของเรา ปกติแล้วเราจะมาห้างกันไม่บ่อยช่วงหลังจากที่ผมป่วย ผมกับเมษเข็นรถเข็นซื้อของจนเต็มคันรถ ก่อนเขาจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่
ผมยืนรอจนเมษเดินกลับมา เราจ่ายเงินก่อนจะช่วยกันขนของทั้งหมดขึ้นรถ เมษขับรถพาผมกลับมาถึงบ้าน เราลำเลียงข้าวของต่าง ๆ เก็บเข้าตามที่ ๆ มันควรจะอยู่
เมษเปิดหนังเรื่องมีบีฟอร์ยูให้ผมดู เขาเล่าว่ามันเป็นหนังใหม่ที่กำลังดังในช่วงนี้ ผมกระชับอ้อมกอดของเขาก่อนจะนั่งดูหนังไปเรื่อย ๆ เราใช้เวลาเกือบทั้งวันในการอยู่ด้วยกัน กินข้าวเย็นด้วยกัน ก่อนจะกลับมาดูหนังอีกครั้ง พอดูหนังจบก็เป็นเวลาเกือบ ๆ จะเที่ยงคืน เมษไปเข้าห้องน้ำอีกครั้งส่วนผมก็นั่งจ้องหน้าจอทีวีไปเรื่อยๆ
‘พรึ้บ’
แสงสว่างในห้องทั้งหมดดับลง ผมตกใจจนเผลอสบถออกมา คิดว่าฟิล์วคงขาด ในขนาดที่กำลังจะลุกขึ้น แสงสว่างสีนวลก็เดินเข้ามาในห้อง
“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์...แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู~~ ยู”
เมษเดินถือเค้กเข้ามาในห้องก่อนจะร้องเพลงวันเกิดให้กับผม รอยยิ้มประดับใบหน้าเฉิดฉาย เข้าวางเค้กลงบนโต๊ะกระจกก่อนจะลูบหัวผมไปมา
“ตกใจเลยเหรอ?” เขาว่า
“...”
“มีน เป็นอะไรครับ ร้องไห้ทำไม?”
เมษทำหน้าตกใจก่อนจะดึงผมเข้ามากอด
“ทำไมต้องทำเพื่อผมขนาดนี้ ?”
ผมว่า น้ำตาไหลแบบไม่สามารถห้ามได้ เมษนั่งกอดผมแน่นก่อนจะขยับตัวช้า ๆ ไปมา
“เพราะผมรักมีนยังไงละ มันไม่ใช่เรื่องแย่หรอกนะ กับการพยายามทำให้มีนจำเมษได้ เมษเต็มใจมาก ๆ ”
“มีนรู้ มีนสัมผัสได้ มีนเข้าใจทุกอย่างเลยจริง ๆ เมษ มีนรู้ว่าเมษรักมีนมากขนาดไหน”
ผมยิ้ม กระชับอ้อมกอดแน่น ๆ ก่อนจะคลายออกแล้วมองหน้าเมษ
“แต่เมษต้องยอมรับความจริงให้ได้นะว่ามีนตายไปแล้ว”
ฉับพลันนั้นเหมือนภาพทั้งหมดสะท้อนกลับเข้ามาในสมองของผม
ผมตายไปแล้ว
ตายไปตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
ผมตายในคืนเดียวที่ประสบอุบัติเหตุนั้น
“มีน..มีนพูดเรื่องอะไร?” เมษว่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน
“มีนตายไปแล้วจริง ๆ ...สิ่งที่เมษเห็น มันเป็นเพียงแค่ความทรงจำที่เมษยังมีให้มีน และมันคือสิ่งที่เมษคิดไปเองทั้งหมด”
ผมกล่าวช้า ๆ ก่อนจะจับใบหน้าของเขา
“มีนจะบอกเมษว่าทั้งหมดนั้น ...ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ....เมษ คิดไปเองคนเดียวงั้นเหรอ?”
“ไม่เลย....”
“....”
“ความรักของเราเป็นเรื่องจริงเสมอ”
“อย่าเสียใจไปเลยนะเมษ สักวันหนึ่ง...สักวัน...เราคงได้พบกัน”
เมษนั่งร้องไห้เสียใจแบบนั้น ผมกอดเขา กอดให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ถึงเวลา ไม่ว่าใครก็ต้องจากไปทั้งนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับเมษ ถึงตอนนั้นแล้ว..เราคงได้พบกันอีกครั้ง”
ผมว่า เขาพยักหน้ารับทั้งน้ำตา เรากอดกันแบบนั้น กอดกันให้ได้แน่นมากที่สุด ก่อนสัมผัสของผมจะค่อย ๆ จางหายไป
ร่างของผมโปร่งใสขึ้นเรื่อย ๆ ผมยิ้มออกมาเป็นครั้งสุดท้ายให้กับเมษ
“โชคดีนะครับเมษ ...หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งนะครับ”
นั้นคือคำกล่าวสุดท้าย ก่อนทุกอย่างจะสิ้นสุดลง.....
......
มวลสสารสีขาวขุ่นคล้ายหมอกหมุนวนอยู่กลางอากาศสองสาย ก่อนจะค่อย ๆ ค้างและลอยเอื่อยๆ เป็นวงรีอย่างช้า ๆ ผมมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าก่อนจะขยับขวดแก้วสีขาวขุ่นในมือพลางเปิดจุกที่ขวดออก
“กักเก็บจตุญาณ”
สิ้นเสียงของผม มวลสีขาวสายหนึ่งค่อย ๆ ลอยเอื่อย ๆ เข้ามาในขวดแก้วสีขุ่น เมื่อเข้ามาทั้งหมดผมหยิบจุกขึ้นมาก่อนจะปิดปากมันไว้ตามเดิม
“ใจดีจังเลยนะพ่อคุณ”
ร่างกายสีทองแดงค่อยๆโผล่ออกมาจากความมืดข้างๆผม ผมไม่ได้ตกใจ และไม่ได้สนใจกับคำเหน็บแนมนั้น
“กับวิญญาณหลงทางจำเป็นต้องใจร้ายทำแบบที่คุณทำรึยังไง? ..ทำตามหน้าที่ของคุณให้เรียบร้อยเถอะ”
ผมกล่าวเชิงตำหนิเมื่ออีกฝ่ายยืนมองมวลสั้นนั้นเฉย ๆ โดยไม่มีท่าที่จะทำอะไร
“ดุจริง ๆ แหะเจ้านี้”
ผมยักไหล่เบา ๆ ไม่สนใจก่อนจะกอดอกมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“นายเมษา สะสมทรัพย์ ชาตะ 18 เมษา 2531 ปี มรณะ 18 ตุลาคม 2560 จากอุปทวเหตุ เฉลี่ยอายุขัย 29 ปีบริบูรณ์ ณ บัดนี้จะทำการนำพาวิญญาณไปยังชั้นไต่สวนเพื่อคัดเลือกต่อไปอีกครังว่าควรมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางใด ...จงมา !!”
ชายผิวทองแดงกล่าวจบมวลสสารสีขาวพุ่งเข้ามายังแทปเลตของชายทองแดงตรงหน้า เขาสไลด์นิ้วไปมาเพื่อจัดการกับ ‘ข้อมูลใหม่’ ที่เพิ่งถูกดูดเข้าไป ผมเลิกสนใจเขาหลังเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด กดโทรศัพท์โทรออกหานายจ้างอีกครั้ง ก่อนจะบอกกับเขา
“ผมจัดการวิญญาณที่ติดในบ้านคุณให้แล้ว”
‘ขอบคุณมากครับอาจารย์ ผมจะได้ขายบ้านหลังนั้นออกเสียที ไม่ไหว ๆ คนตายไม่ยอมตาย คนเป็นก็อยู่ไม่เป็นสุขครับ’
“และค่าแรงที่เหลือ?” ผมทวงเงินอีกก้อนตามที่ตกลงกันไว้ อีกฝ่ายส่งเสียงอ่อยาว ๆ ก่อนจะพูดต่อ
‘ไม่ต้องเป็นห่วงครับอาจารย์ ผมจะจัดการให้เรียบร้อยครับ ..อ๊ะ โรม มาพอดีเลย อาจารย์จัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ ผมจะขายบ้านหลังนั้นออกสักที.. นี่คุณ อย่าเพิ่งแกล้งผมสิ...อาจารย์ครับ งั้นเดี๋ยวผมขอวางสายก่อนนะครับ ..นี่โรม ผมบอกว่าอย่าเพิ่งไง’
น้ำเสียงปลายสายยอกเย้าแกมออดอ้อน
“ตามสบายครับจัดการให้ผมด้วยแล้วกันนะครับ”
ผมว่าก่อนจะกดตัดสายไป ไม่ได้สนใจอีกว่าทางนั้นจะเกิดการจราจลอะไรขึ้นบนเตียง นั้นไม่ใช่เรื่องของผม
“หึ...ไอ้ ‘ความรักของเราเป็นเรื่องจริงเสมอ’ นั้นคืออะไร ผัวตายยังไม่ถึงปีเลย ขายบ้านที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานซะแล้ว”
ชายผิวทองแดงกล่าวก่อนจะสะบัดหมวกเสื้อฮู๊ดขึ้นคลุมศีรษะปิดบังเขาเล็ก ๆ สองข้างบนหัว
“เขาก็ไม่ผิดอะไร ความรักเกิดขึ้นดับลงเป็นเรื่องธรรมดา อีกฝ่ายก็ตายไปแล้ว ยังยึดติดถึงขนาดไม่ยอมไปผุดไม่เกิด ต่อให้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก แค่หมอนั้นยอมไปเกิดใหม่เพราะหมดห่วงฉันก็สบายใจแล้วที่ปิดงานลงได้”
“แต่นายนี่สุดยอดจริงๆ คนอะไร๊หลอกได้กระทั้งผี ฉันละซูฮกเลยจริง ๆ ”
ชายหนุ่มผิวทองแดงกล่าว ผมยกนิ้วกลางชูให้แทนคำตอบรับ ก่อนร่างของเขาจะค่อย ๆ หายไป
ผมยักไหล่อีกครั้งก่อนจะเดินจากไปจากบ้านหลังนี้
งานของผมจบลงแล้ว....