รั ก ลื ม

“มีน”

เสียงเล็กๆดังลอดเข้ามาในประสาทสัมผัส สติสัมปชัญะของผมกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง อากาศหนาวจากเครื่องปรับอากาศกระทบกับใบหน้า ผมขยับยกมือขึ้นมาขยี้ตานิดๆเหมือนคนไม่ถูกแสงสว่างมานาน พอปรับสภาพโฟกัสได้ ภาพตรงหน้าที่เห็นก็สร้างความประหลาดใจให้แก่ผมไม่น้อย

“ตื่นแล้วเหรอครับมีน?”

ผู้ชายแปลกหน้าตรงหน้าผมพูดพร้อมยิ้มกว้างให้

ผมสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงออกไปจนหมดก่อนจะพยายามมองไปรอบ ๆ ห้องพร้อมทบทวนเรื่องราวทั้งหมด

...แต่ผมกลับไม่สามารถจำอะไรได้เลย

แม้กระทั้งชื่อผมหรือผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมก็จำไม่ได้...

“ขอโทษนะครับ แต่ผมจำไม่ได้ว่าคุณเป็นใคร..จริง ๆ ผมจำตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ”

ผมพูดไปก่อนจะเกาหัวแก้เก้อ ผู้ชายคนตรงหน้าผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงมานั่งบนเตียงข้าง ๆ ผม

“คุณชื่อมีน ผมชื่อเมษ และเราเป็นแฟนกัน”

“ผมกับคุณ?”

“ใช่ คุณกับผม เราเป็นแฟนกัน ปีนี้จะเข้าปีที่ 4 แล้วครับ”

เมษว่า

ผมขมวดคิ้วผูกเป็นโบว์ พอมองไปรอบๆห้องก็พบว่าห้องนี้ถูกประดับไปด้วยภาพถ่ายตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีผมกับเมษเป็นจุดเชื่อมโยง กระทั้งหัวเตียงที่ผมนอนยังมีภาพครบรอบและวันสำคัญต่าง ๆ ทั้งหมดเป็นหลักฐานที่ทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่าผมกับเขาเป็นแฟนกันจริง ๆ เพียงแต่ แล้วทำไมผมถึงจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้ละ ?

“เกิดอะไรขึ้นกับผม?” ผมถาม

เมษถอนหายใจออกสายหนึ่ง ก่อนจะคว้านหารีโมทโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดเล่นคลิปวิดีโอ ๆ หนึ่งขึ้นมาให้ผมชม

ภาพค่อยๆฉายออกช้าๆ เป็นผมและเมษที่อยู่ในภาพ ผมอยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนคล้ายผู้ป่วยที่เห็นตามหนังสักเรื่อง เมษนั่งข้าง ๆก่อนผมจะค่อย ๆ พูด

‘หลังจากนี้แล้วคงต้องดูวิดิโอนี้เป็นร้อยเป็นพันหนแล้วสินะ’

ตัวผมในโทรศัพท์มือถือรำพึง เมษกระชับอ้อมไหล่ที่กอดผมไว้ก่อนผมจะพูดต่อ

‘เรา..ไม่สิ หมายถึงตัวฉันเองเนี้ยนะที่ป่วย เราขับรถจะไปงานวันเกิดของเพื่อนสนิท และประสบอุบัติเหตุอย่างที่นายเห็น เคราะห์ดีคือเรายังไม่ตาย เคราะห์รายคือสมองของเรากระทบกระเทือนและมันแย่ตรงที่ว่า...เราจะลืมเรื่องทุกอย่างแบบไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน แม้กระทั้งวินาทีถัดไป เราอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเราเป็นใคร’

ผมพูด น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมา เมษยิ่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น

....เหมือน ๆ กับที่เขากำลังนั่งกอดผมในตอนนี้

‘ไม่เป็นไรหรอก’

เมษในคลิปค่อยๆพูดก่อนจะยิ้มแล้วกอดผมแน่น ๆ

‘ไม่ว่าคุณจะลืมผมสักกี่ครั้ง ผมจะทำให้คุณจำได้ว่าผมรักคุณมากขนาดไหน’

“ไม่ว่าคุณจะลืมผมสักกี่ครั้ง ผมจะทำให้คุณจำได้ว่าผมรักคุณมากขนาดไหน”

เมษในคลิปวีดีโอและเมษที่นอนกอดผมพูดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน อ้อมกอดของเขาทำให้ผมอบอุ่นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เรากอดกันแบบนั้นจนกระทั้งคลิปจบลง เมษจรดจมูกลงก่อนจะพ่นลมหายใจอุ่น ๆ ใส่ใบหน้าของผมช้า ๆ

“4 ปีแล้วเหรอ?”

“อื้ม”

“4 ปีแล้วเหรอที่คุณดูแลผมมา ? ผม..ผมลืมคุณบ่อยไหม?”

เขาชันตัวขึ้นมามองผมก่อนจะตอบ

“ไม่มากไม่มาย ช่วงปีแรก ๆ คุณยังจำผมได้เป็นเดือน ๆ จำหลาย ๆ อย่างได้ แต่มันเหมือนแรมค่อยๆลดลง คุณจำผมได้สั้นขึ้น จากเดือนเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นวัน และปัจจุบัน คุณจำผมได้แค่ราว ๆ หนึ่งวันหรือแค่ 24 ชมเท่านั้นเอง...”

เขาว่า สีหน้าไม่ได้แสดงท่าที่เหนื่อยอ่อนหรือไม่พอใจที่จะต้องคอยมาดูแลคนป่วยแบบผม

“คุณ ...ไม่เหนื่อยเหรอกับการพยายามทำให้ผมจำคุณได้?”

ผมว่า เขาส่ายหน้าก่อนจะฝั่งสันจมูกเข้าที่แก้มของผม

“รักคุณผมไม่เหนื่อยเลย”

เขาพูดยิ้มๆ

“สนุกดีที่ในแต่ละวันผมต้องมานั่งคอยลุ้นกับความทรงจำของคุณ บางครั้งคุณก็พูดง่ายแบบวันนี้ บางวันก็เหวี่ยงวีน บางครั้งผมก็ได้จีบคุณใหม่ ดีซะอีก รักเรารีสตาร์ทกันได้เรื่อย ๆ ”

เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องสนุกที่ได้ทำ แต่ผมฟังแล้วกลับรู้สึกเหนื่อยแทน

การต้องคอยมานั่งทำให้อีกฝ่ายยังจำเราได้ ทั้ง ๆ ที่เขารักเรามาก ๆ มันคงเป็นเรื่อยแย่เรื่องหนึ่งสินะ

เรานอนกอดกันสักพัก ก่อนเมษจะพาผมลุกขึ้นไปทานข้าวที่เขาเตรียมเอาไว้ เมษพาผมทำกิจกรรมต่างๆ ใช้ชีวิตแบบที่มันควรจะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของคนสองคน ผมทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย กินข้าว อาบน้ำ ดูหนัง ฟังเพลง เขาเล่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรา ผมฟังไปเรื่อย ๆ อย่างไม่เบื่อ ก่อนเขาจะบอกให้ผมไปแต่งตัวเพื่อออกไปข้างนอก

เมษขับรถพาผมมาถึงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขาเดินนำผมไปถึงร้านของหวานชื่อดังร้านหนึ่ง ตามคำบอกเล่า ผมชอบกินนมสดของร้านนี้มาก ชนิดที่ว่าเขาต้องพาผมมากินเกือบทุกอาทิตย์เลยที่เดียว

“มากี่ท่านคะ?” พนักงานหน้าร้านถาม

“สองครับ”

เธอพยักหน้าตกลงตามคำพูดของผม ก่อนจะเดินนำหน้าเราไปถึงโต๊ะตัวหนึ่ง เราทั้งคู่สั่งขนมและนมสดคนละแก้ว น่าแปลกที่มีสายตาในร้านหลายคู่มองมาที่ผมกับเมษ

คงแปลกใจที่มีผู้ชายตัวโต ๆ สองคนมานั่งกันแบบนี้สินะ...

เรากินขนมและดื่มนมสดแก้วโตจนหมดแก้ว ผมจิ้มเค้กชิ้นสุดท้ายเข้าปากก่อนเมษจะพาผมไปซื้อของจิปาถะต่างๆเข้าบ้านของเรา ปกติแล้วเราจะมาห้างกันไม่บ่อยช่วงหลังจากที่ผมป่วย ผมกับเมษเข็นรถเข็นซื้อของจนเต็มคันรถ ก่อนเขาจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่

ผมยืนรอจนเมษเดินกลับมา เราจ่ายเงินก่อนจะช่วยกันขนของทั้งหมดขึ้นรถ เมษขับรถพาผมกลับมาถึงบ้าน เราลำเลียงข้าวของต่าง ๆ เก็บเข้าตามที่ ๆ มันควรจะอยู่

เมษเปิดหนังเรื่องมีบีฟอร์ยูให้ผมดู เขาเล่าว่ามันเป็นหนังใหม่ที่กำลังดังในช่วงนี้ ผมกระชับอ้อมกอดของเขาก่อนจะนั่งดูหนังไปเรื่อย ๆ เราใช้เวลาเกือบทั้งวันในการอยู่ด้วยกัน กินข้าวเย็นด้วยกัน ก่อนจะกลับมาดูหนังอีกครั้ง พอดูหนังจบก็เป็นเวลาเกือบ ๆ จะเที่ยงคืน เมษไปเข้าห้องน้ำอีกครั้งส่วนผมก็นั่งจ้องหน้าจอทีวีไปเรื่อยๆ

‘พรึ้บ’

แสงสว่างในห้องทั้งหมดดับลง ผมตกใจจนเผลอสบถออกมา คิดว่าฟิล์วคงขาด ในขนาดที่กำลังจะลุกขึ้น แสงสว่างสีนวลก็เดินเข้ามาในห้อง

“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์...แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู~~ ยู”

เมษเดินถือเค้กเข้ามาในห้องก่อนจะร้องเพลงวันเกิดให้กับผม รอยยิ้มประดับใบหน้าเฉิดฉาย เข้าวางเค้กลงบนโต๊ะกระจกก่อนจะลูบหัวผมไปมา

“ตกใจเลยเหรอ?” เขาว่า

“...”

“มีน เป็นอะไรครับ ร้องไห้ทำไม?”

เมษทำหน้าตกใจก่อนจะดึงผมเข้ามากอด

“ทำไมต้องทำเพื่อผมขนาดนี้ ?”

ผมว่า น้ำตาไหลแบบไม่สามารถห้ามได้ เมษนั่งกอดผมแน่นก่อนจะขยับตัวช้า ๆ ไปมา

“เพราะผมรักมีนยังไงละ มันไม่ใช่เรื่องแย่หรอกนะ กับการพยายามทำให้มีนจำเมษได้ เมษเต็มใจมาก ๆ ”

“มีนรู้ มีนสัมผัสได้ มีนเข้าใจทุกอย่างเลยจริง ๆ เมษ มีนรู้ว่าเมษรักมีนมากขนาดไหน”

ผมยิ้ม กระชับอ้อมกอดแน่น ๆ ก่อนจะคลายออกแล้วมองหน้าเมษ

“แต่เมษต้องยอมรับความจริงให้ได้นะว่ามีนตายไปแล้ว”

ฉับพลันนั้นเหมือนภาพทั้งหมดสะท้อนกลับเข้ามาในสมองของผม

ผมตายไปแล้ว

ตายไปตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

ผมตายในคืนเดียวที่ประสบอุบัติเหตุนั้น

“มีน..มีนพูดเรื่องอะไร?” เมษว่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน

“มีนตายไปแล้วจริง ๆ ...สิ่งที่เมษเห็น มันเป็นเพียงแค่ความทรงจำที่เมษยังมีให้มีน และมันคือสิ่งที่เมษคิดไปเองทั้งหมด”

ผมกล่าวช้า ๆ ก่อนจะจับใบหน้าของเขา

“มีนจะบอกเมษว่าทั้งหมดนั้น ...ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ....เมษ คิดไปเองคนเดียวงั้นเหรอ?”

“ไม่เลย....”

“....”

“ความรักของเราเป็นเรื่องจริงเสมอ”

“อย่าเสียใจไปเลยนะเมษ สักวันหนึ่ง...สักวัน...เราคงได้พบกัน”

เมษนั่งร้องไห้เสียใจแบบนั้น ผมกอดเขา กอดให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ถึงเวลา ไม่ว่าใครก็ต้องจากไปทั้งนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับเมษ ถึงตอนนั้นแล้ว..เราคงได้พบกันอีกครั้ง”

ผมว่า เขาพยักหน้ารับทั้งน้ำตา เรากอดกันแบบนั้น กอดกันให้ได้แน่นมากที่สุด ก่อนสัมผัสของผมจะค่อย ๆ จางหายไป

ร่างของผมโปร่งใสขึ้นเรื่อย ๆ ผมยิ้มออกมาเป็นครั้งสุดท้ายให้กับเมษ

“โชคดีนะครับเมษ ...หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งนะครับ”

นั้นคือคำกล่าวสุดท้าย ก่อนทุกอย่างจะสิ้นสุดลง.....



......


มวลสสารสีขาวขุ่นคล้ายหมอกหมุนวนอยู่กลางอากาศสองสาย ก่อนจะค่อย ๆ ค้างและลอยเอื่อยๆ เป็นวงรีอย่างช้า ๆ ผมมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าก่อนจะขยับขวดแก้วสีขาวขุ่นในมือพลางเปิดจุกที่ขวดออก

“กักเก็บจตุญาณ”

สิ้นเสียงของผม มวลสีขาวสายหนึ่งค่อย ๆ ลอยเอื่อย ๆ เข้ามาในขวดแก้วสีขุ่น เมื่อเข้ามาทั้งหมดผมหยิบจุกขึ้นมาก่อนจะปิดปากมันไว้ตามเดิม

“ใจดีจังเลยนะพ่อคุณ”

ร่างกายสีทองแดงค่อยๆโผล่ออกมาจากความมืดข้างๆผม ผมไม่ได้ตกใจ และไม่ได้สนใจกับคำเหน็บแนมนั้น

“กับวิญญาณหลงทางจำเป็นต้องใจร้ายทำแบบที่คุณทำรึยังไง? ..ทำตามหน้าที่ของคุณให้เรียบร้อยเถอะ”

ผมกล่าวเชิงตำหนิเมื่ออีกฝ่ายยืนมองมวลสั้นนั้นเฉย ๆ โดยไม่มีท่าที่จะทำอะไร

“ดุจริง ๆ แหะเจ้านี้”

ผมยักไหล่เบา ๆ ไม่สนใจก่อนจะกอดอกมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

“นายเมษา สะสมทรัพย์ ชาตะ 18 เมษา 2531 ปี มรณะ 18 ตุลาคม 2560 จากอุปทวเหตุ เฉลี่ยอายุขัย 29 ปีบริบูรณ์ ณ บัดนี้จะทำการนำพาวิญญาณไปยังชั้นไต่สวนเพื่อคัดเลือกต่อไปอีกครังว่าควรมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางใด ...จงมา !!”

ชายผิวทองแดงกล่าวจบมวลสสารสีขาวพุ่งเข้ามายังแทปเลตของชายทองแดงตรงหน้า เขาสไลด์นิ้วไปมาเพื่อจัดการกับ ‘ข้อมูลใหม่’ ที่เพิ่งถูกดูดเข้าไป ผมเลิกสนใจเขาหลังเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด กดโทรศัพท์โทรออกหานายจ้างอีกครั้ง ก่อนจะบอกกับเขา

“ผมจัดการวิญญาณที่ติดในบ้านคุณให้แล้ว”

‘ขอบคุณมากครับอาจารย์ ผมจะได้ขายบ้านหลังนั้นออกเสียที ไม่ไหว ๆ คนตายไม่ยอมตาย คนเป็นก็อยู่ไม่เป็นสุขครับ’

“และค่าแรงที่เหลือ?” ผมทวงเงินอีกก้อนตามที่ตกลงกันไว้ อีกฝ่ายส่งเสียงอ่อยาว ๆ ก่อนจะพูดต่อ

‘ไม่ต้องเป็นห่วงครับอาจารย์ ผมจะจัดการให้เรียบร้อยครับ ..อ๊ะ โรม มาพอดีเลย อาจารย์จัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ ผมจะขายบ้านหลังนั้นออกสักที.. นี่คุณ อย่าเพิ่งแกล้งผมสิ...อาจารย์ครับ งั้นเดี๋ยวผมขอวางสายก่อนนะครับ ..นี่โรม ผมบอกว่าอย่าเพิ่งไง’

น้ำเสียงปลายสายยอกเย้าแกมออดอ้อน

“ตามสบายครับจัดการให้ผมด้วยแล้วกันนะครับ”

ผมว่าก่อนจะกดตัดสายไป ไม่ได้สนใจอีกว่าทางนั้นจะเกิดการจราจลอะไรขึ้นบนเตียง นั้นไม่ใช่เรื่องของผม

“หึ...ไอ้ ‘ความรักของเราเป็นเรื่องจริงเสมอ’ นั้นคืออะไร ผัวตายยังไม่ถึงปีเลย ขายบ้านที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานซะแล้ว”

ชายผิวทองแดงกล่าวก่อนจะสะบัดหมวกเสื้อฮู๊ดขึ้นคลุมศีรษะปิดบังเขาเล็ก ๆ สองข้างบนหัว

“เขาก็ไม่ผิดอะไร ความรักเกิดขึ้นดับลงเป็นเรื่องธรรมดา อีกฝ่ายก็ตายไปแล้ว ยังยึดติดถึงขนาดไม่ยอมไปผุดไม่เกิด ต่อให้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก แค่หมอนั้นยอมไปเกิดใหม่เพราะหมดห่วงฉันก็สบายใจแล้วที่ปิดงานลงได้”

“แต่นายนี่สุดยอดจริงๆ คนอะไร๊หลอกได้กระทั้งผี ฉันละซูฮกเลยจริง ๆ ”

ชายหนุ่มผิวทองแดงกล่าว ผมยกนิ้วกลางชูให้แทนคำตอบรับ ก่อนร่างของเขาจะค่อย ๆ หายไป

ผมยักไหล่อีกครั้งก่อนจะเดินจากไปจากบ้านหลังนี้

งานของผมจบลงแล้ว....
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่