ความเรียวลงแห่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และทางแก้....

พระพุทธศานาได้เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
ผ่านสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งการเมือง การปกครอง



สถานการณ์พระพุทธศาสนาปัจจุบัน  
ถ้าเราเทียบสถานการณ์ของยุคต่างๆ เราจะพบว่าพระพุทธศาสนาผ่านร้อนผ่านหนาว
มาหลายยุคหลายสมัย และสังคมต่างๆก็เริ่มเปลี่ยนไป  แต่ละยุคก็ส่งผลต่อการคงอยู่
ของพระศาสนาเช่นกัน

ยุคเกษตร

       “ปัจจัยการผลิตหลัก” คือ ที่ดิน ดังนั้น ผู้คนจึงอยู่ประจำถิ่น “วัด” คือ ศูนย์กลางชุมชน
เป็นทั้งที่ประชุมคน เช่น โรงเรียน, โรงแรม, ศาล และสถานบันเทิง ฯลฯ พระสงฆ์ทำหน้าที่
ตั้งรับญาติโยมอยู่ในวัด ไม่ต้องไปชวนคนเข้าวัดเพราะเขามาวัดอยู่แล้ว



ยุคอุตสาหกรรมและยุคข้อมูลข่าวสาร
  
   “สถานที่ทำงานหลัก” คือ บริษัท, ห้างร้าน และโรงงาน ผู้คนมีการย้ายถิ่นฐานกันมาก
คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่หางานทำในเมือง
   “วัดในชนบท” เหลือเพียงคนแก่และเด็กจึงอ่อนกำลังลง ส่วน “วัดในเมือง” มีประชากร
รอบวัดเพิ่มขึ้นมากมาย แต่วัดไม่คุ้นเคยกับชุมชนรอบวัด บางคนบ้านอยู่ติดวัดมา ๑๐ ปี
ยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นเจ้าอาวาส
    มีสถาบันสังคมใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาก เช่น โรงเรียน, โรงแรม, สถานบันเทิง หรือสถาน
พักผ่อนหย่อนใจ วัดไม่ใช่ศูนย์กลางของชุมชนอีกต่อไป หากพระสงฆ์มัวแต่ตั้งรับอยู่ในวัด
คนจะไม่เข้าวัด นอกจากเวลามีพิธีกรรมตามประเพณี เช่น งานศพ, งานบวช
หรือวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น

       วัดจำนวนมากปรับตัวไม่ทันตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม สังคมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม
และข้อมูลข่าวสารแล้ว แต่วัดส่วนใหญ่ยังอยู่ในยุคเกษตร บ้างก็พยายามดึงคนเข้าวัด
โดยอาศัยมหรสพ ดูหมอ ใบ้หวย พิธีกรรมตามความเชื่อต่าง ๆ


        “สถานภาพของพระภิกษุ” จากที่เคยเป็นผู้นำทางความคิดของสังคมก็ตกต่ำลง
คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยคิดว่าตนมีความรู้มากกว่าพระสงฆ์  ผลลัพธ์ คือ ประชาชนค่อย ๆ
เหินห่างจากวัด เหลือผู้ที่ยังร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอยู่บ้างเพียงร้อยละ ๖๙
อีกร้อยละ ๒๕ เป็นชาวพุทธแต่ในนาม ที่เหลืออีกร้อยละ ๖ เป็นผู้นับถือศาสนาอื่น
คนเข้าวัดน้อยลงทุกที วัดใหญ่กลางกรุงบางแห่ง มีประชากรรอบวัดนับแสนคน
แต่มีคนมาถือศีลวันพระไม่ถึง ๑๐ คน
      ศาสนาอื่นกำลังรุกหนัก หากปล่อยสถานการณ์ให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ชาวพุทธ
จะเหลือน้อยลง พระภิกษุจะเหลือน้อยลง วัดจะร้างมากขึ้นเรื่อย ๆ พระพุทธศาสนาจะเสื่อมลง
จนอาจสิ้นสูญจากประเทศไทย เหมือนกับประเทศอินเดีย


     ทางแก้ คือ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก

        ในครั้งพุทธกาล หลังตรัสรู้ธรรมได้ราว ๕ เดือน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประชุม
พระอรหันต์ ๖๐ รูปแรกของโลก และทรงประทานโอวาทความตอนหนึ่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย
เธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่อความเอ็นดูแก่โลก...”




       จะเห็นได้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้เผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก พระองค์
ไม่ได้ให้พระนั่งรอคนมาเข้าวัด แต่ให้รุกออกไปให้ธรรมะกับประชาชน แม้พระองค์เอง
ก็ทรงทำอย่างนั้นเหมือนกัน พระพุทธศาสนาขยายไปทั่วชมพูทวีปด้วยการเผยแผ่เชิงรุกนี่เอง

     *************

     ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป พระพุทธศาสนาในประเทศไทยคงจะแย่ลงเรื่อยๆ
พุทธบริษัท 4 คงต้องช่วยกัน ทั้งเชิงรับและเชิงรุกเพื่อช่วยกันกู้สถานการณ์แล้วครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่