นี่หรอที่เขาเรียกว่ารักแรกมันลืมยาก

กระทู้คำถาม
สมัครมาเพื่อตั้งกระทู้นี้โดยเฉพาะ ยังงงๆกับการใช้งานอยู่นิดหน่อย ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะคะ จริงๆเราก็อยากแชร์ประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของเรา เผื่อบางทีจะมีคนที่เจอเหตุการณ์คล้ายกัน หรือคนในใจของเราผ่านมาเห็น





             ช่วงวันหยุดเราไม่มีอะไรทำเลยหาหนังดูแล้วก็นึกถึงสิ่งเล็กๆฯ เรื่องนี้เราชอบมาก เพราะค่อนข้างจะตรงกับชีวิตเราเลยทีเดียว แต่ชีวิตเราไม่ได้สดใสเหมือนนางเอกนี่สิ


ชีวิตเราออกจะหม่นอยู่หน่อยๆ


            ตอนนั้นเรากำลังจะขึ้นมอต้น เราเป็นเด็กที่เรียนโรงเรียนบ้านนอกมาก่อน พอจะขึ้นมอต้นคุณครูได้แนะนำให้เราไปสอบโรงเรียนแห่งหนึ่งไม่รู้จะเรียกว่าเอกชนหรือเปล่าแต่คล้ายๆ ตอนไปสอบเราไม่ได้หวังอะไร แต่ฟลุคติดไปแบบงงๆ เราเดาว่าข้อสอบสมัยนั้นง่ายและระบบเก่ายังไม่มีมาตรฐานเท่าทุกวันนี้
            เอาละค่ะทีนี้ปัญหามันก็เริ่มตอนช่วงเปิดเทอมเลย คือเราเรียนแย่มากๆ ภาษาอังกฤษเราอ่านออกแค่ The คณิตศาสตร์ก็ห่วยแตก โชคดีที่ตอนเด็กเป็นคนชอบอ่านเลยพอถูกไถได้วิชาท่องจำ จะบอกก่อนว่าพื้นฐานเราก็เป็นคนเงียบคิดเยอะ แต่ถ้าสนิทกันจะพูดมากและรั่วสุดๆเป็นบางช่วง เราเป็นเด็กขี้อายไม่กล้าผูกมิตรก่อน พอเข้าไปเราก็กลายเป็นคนเงียบและเก็บตัวเลเวลสูง เพื่อนมาจากต่างที่หลายจังหวัดแต่จะเป็นเด็กโรงเรียนเอกชนข้างเคียงซะส่วนใหญ่ แน่แหละค่ะและส่วนใหญ่ก็มีแต่ลูกคุณหนูและโตเร็ว เขารู้จักกันมาก่อน สมัยนั้นใครมีมือถือคือรวยแล้วเพื่อนก็มีเกือบทุกคนก็จะอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ

            ที่นี่เป็นมีเด็กที่นอนหอพักซึ่งมีอยู่ในรั้วโรงเรียน และเด็กไปกลับต้องออกตามเวลา

             วันแรกเราจำได้แม่นมาก การกินข้าวกลางวันของที่นี่ เป็นการตักอาหารไว้ที่โต๊ะเป็นจานๆโดยแม่บ้าน ใครไม่อิ่มสามารถไปเติมได้ กินกันเป็นกลุ่มในห้องโถงขนาดใหญ่ ต้องรอทุกคนมาพร้อมกัน มีหัวหน้าสั่งขอบคุณอาหาร ห้ามกินก่อน ถ้ากินก่อนแล้วโดนจับได้จะโดนทำโทษทั้งแถว มีการแบ่งโซนระหว่างเด็กหอและเด็กไปกลับ เข้ามาวันแรกเพื่อนที่เราสนิทเป็นเด็กหอทุกคนเลยได้ไปด้วยกัน
             เราหรอคะ ก็ยืนหัวโด่ท่ามกลางผู้คนมากมายจะไปนั่งก่อนก็ไม่ได้เพราะกลัว ตอนนั้นรู้สึกแย่มาก แย่แบบสุดๆ ตัวสั่นเกิดอาการแพนิก ยังดีที่มีเพื่อนที่นั่งรถรับส่งด้วยกันมาชวนไปนั่งด้วย และใช่ค่ะพวกเขารู้จักกันแล้ว เวลากินข้าวผ่านไปด้วยความเชื่องช้าทุกวัน เราเหมือนเป็นส่วนเกิน กินเสร็จบางครั้งเพื่อนเด็กหอจะรอบ้าง แต่ทุกคนจะไปก่อนซะส่วนใหญ่เราต้องเดินไปเรียนวิชาบ่ายคนเดียวเป็นประจำ
             แล้วสมัยก่อนยังต้องเดินเรียนกระเป๋าเลยต้องเอาไว้ตามเสาบ้าง ม้านั่งบ้างโมเม้นที่กระเป๋าเราเหลือใบเดียวโดดๆเราโดนประจำ ทั้งเรื่องเรียนเรื่องเพื่อนทำเราสาหัสพอสมควร ห้องสมุดคือที่สิงสถิตค่ะ แต่ข้อดีคือมันทำให้เราเป็นคนมีความอดทนสูง เพราะตอนเด็กเราอารมณ์รุนแรงเวลาโกรธอย่าให้อะไรใกล้มือค่ะ ขว้างได้ขว้างโวยวายแต่นั่นมันตอนอยู่โรงเรียนเก่าเพราะความห้าวๆเพื่อนผญ. ผช.เล่นด้วยกันได้หมด ตีกับผช.ก็บ่อย อดทนสูงจนทำให้เรากลายเป็นคนเก็บกด (มั้ง?)





              เทอมใหม่เรามีเพื่อนที่คนภายนอกจะมองว่าสนิทเพราะเห็นว่าไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ไปกลับรถตู้คันเดียวกัน แต่เราบอกไว้เลยนะว่า อยู่ด้วยกันนานไม่ได้แปลว่าสนิทกัน เขาชอบทำให้เราเสียความมั่นใจ ชอบแกล้งเรา ชอบถ่ายรูป ทั้งๆที่เราบอกแล้วว่าไม่ชอบถ่าย ชอบชวนไปนู่นนี่ทั้งๆที่เราชอบนั่งเงียบๆ มีงานอะไรก็โยนมาให้เรา เราก็เหมือนเดิมค่ะไม่มีปากไม่มีเสียง ทำๆไป ได้แต่สบถในใจ ที่สำคัญคือพูดมากไร้สาระ รำคาญมากก็กลายเป็นเกลียด ช่วงนั้นหมั่นไส้คนอื่นบ่อยมาก ไม่เคยไว้ใจใคร มองไม่ดีไว้ก่อน
               เราใช้ชีวิตสามปีในรั้วโรงเรียนแบบไม่มีความสุขเลย โดนแกล้ง เข้าห้องน้ำโดนขัง โดนสาดน้ำใส่ งานกลุ่มเราทำเยอะสุดแต่เพื่อนเอาหน้า บางครั้งก็โดนเมินอย่างไปห้องสมุดด้วยกันแต่เพื่อนไปเรียนวิชาต่อไปกันหมดแล้วทิ้งเราไว้คนเดียว เดินกันเป็นกลุ่มแต่ทิ้งเราไว้ข้างหลัง จับกลุ่มทำงานหรืออะไรก็แล้วแต่เราคือเศษตลอด เราคิดว่าสิ่งที่เพื่อนทำตอนนั้นคงไม่คิดอะไร และพวกเขาคงเด็ก คิดว่าสนิทกับเรามากจนแกล้งได้ โดยที่ไม่ดูนิสัยและความรู้สึกของเราเลย โตขึ้นจะสำนึกหรือเปล่าเราไม่รู้ แต่เราอโหสิให้


พอเนอะ มันจะกลายเป็นกระทู้แชร์ประสบการณ์สุดแย่ช่วงมอต้นไปแล้ว ฮ่าๆๆ


             3 ปี ที่เราเรียนโรงเรียนนี้เปลี่ยนระบบหลายแบบมาก ดีเทลอาจจะตกหล่นไปบ้างเพราะมันนานมากแล้วเราจำได้ไม่หมดนะคะ

                         มาถึงเรื่องคนในใจของเราบ้าง วันหนึ่งในช่วงมอหนึ่งเทอมสอง ช่วงเย็นเวลาเลิกเรียนเด็กเริ่มทยอยออกมารอรถรับส่ง วันนั้นฝนตกเลยต้องเข้าไปหลบที่ป้อมยาม ฝนตกหนักป้อมก็นิดเดียวคนก็เบียดๆกันเข้า เรายืนอยู่ตรงมุมแต่มีเพื่อนตุ๊ด ของเรายืนข้างๆ สักพักก็มีเสียงงุงิงๆที่ข้างๆ นี่ก็คิดในใจ ใครมันพูดมากจังวะ พูดไม่หยุดตั้งแต่ฝนตก เข้ามาในป้อมจนฝนซา มันก็ยังไม่หยุด ตอนจะออกจากป้อมเลยหันไปมอง เลยแบบ เออไอ้คนนี้นะจะจำหน้าไว้ หมั่นไส้
                         ตั้งแต่วันนั้นก็เจอพี่เขาทุกวัน ไปไหนก็เจอ ห้องสมุดก็เจอทั้งๆที่แต่ก่อนไม่สังเกต เราเริ่มตกหลุมรักเขาแล้ว เขาทำให้เราอยากตื่นไปโรงเรียนไปเรียน ถึงพี่ไม่ใช่เหตุผลหลักแต่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราตั้งใจเรียน เราสมัครสอบทุนแลกเปลี่ยนอ่านหนังสืออย่างหนักจนเกรดวิชาอิ้งจากหนึ่งกว่าๆ ได้สี่ในเทอมเดียว ส่วนคณิตอย่าพูดถึงเลย เราพยายามเปลี่ยนตัวเองส่วนหนึ่งเพราะอยากไปจากที่นี่ด้วย ดูแลตัวเองก็ดูดีกว่าแต่ก่อนนิดหน่อย

       

                 เราตามสืบจนได้ face book ของพี่เขามา เลยแอดไปส่องทุกอย่างรู้ทุกอย่าง เขาเป็นเล่นกลองเป็น ร้องเพลงเพราะ ส่องบ่อยจนรู้ว่าตอนนั้นพี่เขามีแฟนอยู่แล้วแล้วเพิ่งคบกันไปไม่ถึงเดือน อกหักสิคะตอนนั้นร้องไห้หนักมาก มองย้อนกลับไปก็คิดว่านั่นอกหักครั้งแรกใช่ไหมที่เขาว่าเจ็บที่สุด5555555 ตลกตัวเองมากที่ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง เรารู้จักบ้านเลขที่ รู้ตารางเรียน รู้ทะเบียนรถยนต์ รู้เวลามาเวลากลับ เดาได้แม้กระทั่งว่าเวลานี้ไม่มีเรียนเขาน่าจะอยู่ไหน
                  วันวาเลนท์ไทน์เราไม่เคยให้อะไรเขาเลย เอาขนมไปวางหรือแอบส่งของให้ไม่มีเลย เราไม่เคยแสดงท่าทีหรือแสดงว่าแอบชอบอะไรเลย ได้แต่มองอยู่ห่างๆ เราชอบรอยยิ้มของเขา ท่าทางของเขา นั่งพิมพ์ไปก็ยิ้มไป  เวลามีกิจกรรมที่คิดว่าต้องมีเขาแน่ เราไปตลอด กลับบ้านค่ำก็ไม่กลัว



            เราอาจจะคิดไปเองว่าเวลาเดินสวนกันหรือเจอกันพี่เขาชอบมองหน้าเรา สบตาตลอดแต่สายตาจะจิกหน่อยๆ ครั้งนั้นเรายืนซื้อส้มตำที่หน้าโรงเรียนรอกลับบ้านอยู่ดีๆพี่เขาก็ขี่จักรยานยนต์เข้ามาจอดหน้าร้านแล้วยื่นหน้าเข้ามาซึ่งเรากำลังก้มอยู่แล้วหน้าใกล้กันมาก ตอนนั้นใจเรากระตุกเลยไม่กล้าเงยหน้ารีบหยิบของแล้วออกไปเลยไม่หันกลับไปมองด้วยซ้ำ ช่วงเราจะจบมอต้น พี่เขาจะจบมอปลายเราเจอกันบ่อยมากเพราะมอหกกับมอสามส่วนมากจะว่างเยอะ  (เรื่องนี้เราอยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขามองเราถึงแม้จะสายตาแบบนั้นก็เถอะ ฮ่าๆ)


             พูดถึงเรื่องหน้าตาเราก็ไม่ได้ขี้เหร่ พอไปวัดไปวา โตมาเพิ่งรู้ค่ะว่าที่โรงเรียนเรียกสวย55555555 หน้าตาซื่อๆแต่พอผ่านเหตุการณ์นั้นมากลายเป็นคนหน้าโหดไปทันทีฮ่าๆ มีครั้งหนึ่งเพื่อนในกลุ่มของพี่เขามาบอกชอบเรา แต่ตอนนั้นเราเพิ่งตื่นเลยไม่ได้สนใจ เพราะเวลาเพิ่งตื่นไม่รับรู้และไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น5555555 ถ้าย้อนกลับไปเราคงตอบรับความรักของเพื่อนพี่เขาไว้แต่คงให้ไม่ได้ ถ้าเราคุยอีกนิดเราคงได้เข้าใกล้คนในใจไปอีกขั้น ยิ้ม


             วันสุดท้ายของการจบปีการศึกษา ต้องจากกันเราไม่รู้สึกอาวรณ์อะไรมากเพราะเราอยากจบจากที่นี่เต็มแก่อีกอย่างที่นี่ก็ไม่เหลืออะไรให้เราอยากกลับมาอีกแล้วนอกจากภาพเก่าๆ เราฝากดาวกระดาษใส่ขวดโหลเล็กๆไปให้พี่เขา ฝากเพื่อนผู้หญิงของพี่เขาที่เรารู้จักและปลื้มไปให้ ดาวกระดาษนั่นเป็นของสิ่งเดียวที่เขาได้จากเราไป วันนั้นมีวงดนตรีของพี่เขาเล่นในงานปัจฉิมด้วยค่ะ เรามีความสุขมากที่ได้เห็นเขาบนนั้นตีกลองอย่างมีความสุข
...แต่แล้วสุดท้ายต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง



พี่จะรู้หรือเปล่าว่ามีเด็กคนหนึ่งแอบรักพี่ แอบเก็บพี่ไว้ในใจได้นานขนาดนี้

ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรักฝังใจขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะพี่เปรียบเหมือนแสงเทียนเล็กๆท่ามกลางความทรงจำที่มืดมิด ที่ทำให้ชีวิตมอต้นของน้องมีอะไรน่าจดจำ


พยายามจะลืมหลายรอบเพราะคิดว่าติดกับคนคนเดียวมากไปแล้ว แต่จะลืมทีไรก็มีบางอย่างทำให้นึกถึงตลอด

ไม่ว่าตอนนั้นพี่จะรู้จักน้องหรือเห็นน้องอยู่ในสายตาหรือเปล่า แต่ก็ขอบคุณมากๆที่ทำให้ผ่านมาได้


อาจจะโชคดีที่เราไม่ได้รู้จักกัน บางคนให้เรารู้จักเขาในแบบที่เราอยากรู้จักดีกว่า
ขอให้เจอคนที่เข้าใจในตัวพี่ทุกช่วงจังหวะของชีวิต.


ปล. โพสอิสที่มีชื่อจริงของพี่เขียนอยู่ตรงบอร์ดขอสามคำข้างห้องน้ำตรงทางเชื่อมชั้นสอง เราไม่รู้ว่าใครเขียน แต่อยากให้รู้ว่ามันอยู่กับเรานะ โพสอิสสีชมพู่แผ่นนั้น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่