จุดประสงค์เพื่ออยากเป็นกำลังใจและแชร์ข้อมูลกับคนที่มีปัญหา vaginismus (ช่องคลอดหดเกร็ง) รวมถึงคู่รักของคุณให้ก้าวข้ามมันไปได้ค่ะ และอยากให้คนทั่วไปรับทราบว่ามีโรคนี้จริงๆ มีคนเป็นเยอะด้วยค่ะ
"เนื้อหาเขียนจากประสบการณ์+ข้อมูลอ้างอิง ไม่มีเจตนาเชิงลามกอนาจาร"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เนื้อหายาวเพราะเขียนละเอียดค่ะ เผื่อคนที่เป็นโรคนี้จริงๆมาอ่าน คนทั่วไปอ่านข้ามส่วนที่spoilได้ค่ะ
คนที่อยากได้ข้อมูลละเอียดกว่านี้ติดต่อเราได้ผ่าน megumlungjai@gmail.com
เราอายุ 30+ปีนะคะ ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนตัวมีบุคลิกเป็นคนร่าเริงอ่อนหวานเพื่อนเยอะ ดูภายนอกเป็นคนปกติมากๆ ปัจจุบันแต่งงานแล้วค่ะ สามีเป็นผู้ชายอ่อนโยนใจดีอายุไล่เลี่ยกัน โดยเราทั้งสองคนเป็นแฟนคนแรกของกันและกัน เราคบเป็นแฟนหลายปีก่อนจะแต่งงานกัน เราแต่งงานช้าเพราะเรียนนาน ตอนนี้แต่งงานมาได้หลายปีแล้วค่ะ ก่อนแต่งงานไม่เคยมีการสอดใส่ หรือที่เรียกว่า sexual intercourse กันมาก่อน โดยให้เหตุผลกับสามีว่าอยากจะรอหลังแต่งงาน หลังแต่งงานกันแล้วนึกว่าจะมีอะไรกันง่ายปรากฏว่าทำยังไงก็ไม่สามารถมีการสอดใส่กันได้เพราะเรากลัวมาก (ความกลัวในที่นี้ คงคล้ายๆกับคนมีอาการphobia อื่นๆ เช่นกลัวที่แคบ กลัวที่สูง กลัวเข็มฉีดยา ซึ่งเป็นความกลัวที่มากกว่าคนปกติ มักมากไปกว่าอันตรายที่อาจจะได้รับจริง)
คุณสามีอ่อนโยนมากมีการเล้าโลมทุกอย่างจนเรารู้สึกพร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ แต่พอกำลังจะสอดใส่จะมีปัญหาที่เราก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้คือ เราขยับก้นหนีร่วมกับเกร็งหุบขาแข้าหากัน ปากช่องคลอดหดรัดจนบางครั้งยังไม่สอดใส่เราก็เจ็บแล้ว (ปากช่องคลอดในที่นี้คือประมาณ 1/3 ส่วนล่างของช่องคลอดค่ะ) ความรู้สึกของฝ่ายชายจะรู้สึกเหมือน "ชนกำแพง" สำหรับเราอารมณ์ทางเพศทุกอย่างหายไปหมดเหลือแต่ "ความกลัว" เราจะบอกสามีว่าไม่ไหวแล้วเค้าก็หยุด แม้กระทั่งสามีเราซึ่งเป็นคนใจเย็นมากๆก็หัวเสียกับเรื่องนี้พอสมควร แต่เค้าก็ปลอบเรานะคะว่าไม่เป็นไร
หลังแต่งงานประมาณสองอาทิตย์ก็ยังมีอะไรกันไม่ได้ (ไม่ใช่ไม่ได้พยายามนะคะสามีอดกลั้นไม่ล่วงเกินเรามาตลอดหลายปี) เราทั้งคู่พยายามมากๆแต่ก็ไม่สำเร็จ จนสามีซึ่งทำงานในสายสุขภาพบอกว่าเราออาจจะเป็นโรคvaginismusรึเปล่า ตอนแรกเราไม่เชื่อค่ะ ไม่เชื่อว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้เพราะปกติเป็นคนแข็งแรงมาตลอดและไม่ได้เป็นคนขี้กลัวอะไร เราจึงเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อ่านเพิ่มขึ้น ยิ่งอ่านยิ่งมั่นใจว่าเราเป็นโรค vaginismus
"vaginismus"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้โรคนี้เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของคู่สมรสที่ไม่มีเพศสัมพันธ์กัน (unconsummated marriage) เป็นโรคที่เกิดจากความกลัว "กลัวการสอดใส่" เป็นโรคของจิตใจที่มีผลกระทบทางกาย เมื่อรู้ตัวว่าจะมีการสอดใส่ "ช่องคลอดจะหดเกร็ง" (vaginal spasm) การหดเกร็งนี้เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อที่รายล้อมบริเวณช่องคลอดส่วนล่าง เรียกรวมๆว่ากระบังลมเชิงกราน เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้หดตัวรุนแรงอาจปิดทางผ่านเข้าช่องคลอดบางส่วนหรือเกือบทั้งหมด โดยปกติกล้ามเนื้อส่วนนี้เราสามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง เช่น การขมิบหรือคลายช่องคลอด แต่กรณีของvaginismus เกิดการหดเกร็งโดยไม่ตั้งใจไม่สามารถควบคุมได้

vaginismus มีระดับความรุนแรงของโรคหลายระดับ ตั้งแต่เป็นน้อยๆ อาจฝืนมีการสอดใส่ได้แต่เจ็บและไม่ค่อยมีความสุข จนถึงไม่สามารถสอดใส่ได้เลยแม้กระทั่งนิ้ว ผ้าอนามัยแบบสอด หรือกระทั่งไม้พันสำลี คนเป็นโรคนี้จะไม่อยากตรวจภายใน ตอนไปหาหมออาจฝืนให้ตรวจภายในได้บ้างแต่มักขยับก้นหนี หรือหนีบขาเข้าหากัน คนที่มีอาการรุนแรงมากๆนอกจากขยับหนีอาจใจสั่นเป็นลมได้
"ทำไมต้องเป็นเรา"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้โรคนี้มีรายงานว่าพบได้ 5-17% หรืออาจจะสูงกว่านี้เพราะคนที่เป็นไม่อยากบอกว่าเป็นโรคนี้ บางคนอายหรือกลัวโดนตรวจภายในก็ไม่ยอมหาหมอ โรคนี้เจอได้ทั่วโลกค่ะ ฝรั่งก็เป็น แถบตะวันออกกลางก็มีงานวิจัยโรคนี้เยอะ บางคนเป็นทั้งที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือบางคนมาเป็นภายหลังก็ได้ (อดีตมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติแต่โรคนี้มาเกิดในภายหลัง) สาเหตุอาจเกิดจากประสบการณ์ทางเพศที่ไม่ดีในอดีต หรือได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดในเรื่องเพศ ความเชื่อทางศาสนา ภาวะวิตกกังกล ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ หรือบางคนก็ "เป็นของมันเอง" ก็มีเหมือนกัน ซึ่งเราเป็นอย่างหลังสุด
"ผลกระทบ"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้นอกจากความกลัวและความเจ็บแล้ว vaginismusทำลายความมั่นใจ สร้างความทุกข์ทรมาณ หดหู่และบั่นทอนความสัมพันธ์คู่สมรสอย่างแสนสาหัสทั้งกับฝ่ายชายและฝ่ายหญิง บางคนเป็นโรคซึมเศร้า หรือเป็นสาเหตุของการหย่าร้าง
อยากเล่าอยากแชร์อยากถามคนอื่นก็ไม่ได้เพราะสังคมไทยมองเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย คนส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ (คนที่ฟังคงนึกว่าฝ่ายชายไม่มีฝีมือ หรือมักบอกว่าครั้งแรกๆก็อย่างงี้แหละกินเหล้าให้เคลิ้มก็ได้เอง แต่ความจริงไม่เกี่ยวเลยค่ะ เพราะมันเป็นโรคจริงๆ) และเป็นโรคที่รักษากันไม่ง่าย ไม่ใช่คุณหมอหรือนักจิตวิทยาทุกท่านจะชำนาญในการรักษา ไปหาหมอบางท่านกลับมาจิตตกกว่าเดิมก็มี
"พบแพทย์"
แนะนำว่าควรพบสูติแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรค ว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น เช่นความผิดปกติทางกาย การรักษามักต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกันและอาจต้องพบจิตแพทย์ร่วมด้วยค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ประสบการณ์ตรงเราหาหมอสูติมาแล้วอย่างน้อย 5 คนค่ะ ไม่ใช่ว่าเยอะแล้วจะดีนะคะ ถ้าเจอคนที่ให้คำแนะนำตรงจุดได้ตั้งแต่เริ่ม อาจจะไม่ต้องไปหาถึง 5 คนค่ะ (เราไปมาหลากสถาบันมากทั้งโรงเรียนแพทย์และเอกชนชั้นนำหลายแห่ง) ขั้นตอนที่สำคัญคือเล่าประวัติให้คุณหมอฟัง และตรวจร่างกายภายนอกภายใน (เราตรวจภายในไม่ไหวนะคะ ไม่สามารถทำได้ทั้งสอดนิ้วหรือใส่เครื่องมือ กลัวและเกร็งหนี ก็เลยต้องดมยาสลบเพื่อตรวจภายในมาแล้ว) บางท่านเห็นใจ บางท่านปลอบใจ หลายท่านส่งเราไปหาหมอสูติที่อาจเชี่ยวชาญกว่า สรุปเราได้รับการยืนยันว่าเราไม่มีความผิดปกติทางกาย ไม่มีช่องคลอดผิดปกติ เนื้องอก เยื่อพรมจารีหนา หรือเป็นโรคการอักเสบติดเชื้อใดๆ และให้ไปหาหมอที่ดูแลด้านจิตใจ
"หมอที่ใช่"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เราเคยพบจิตแพทย์หลายท่าน ก็จะพูดคุยเล่าปัญหาเป็นหลัก ไม่ต้องตรวจภายในแล้วค่ะ เพราะเราให้ประวัติชัดเจนว่าเคยตรวจมาแล้ว คุณหมอบางท่านให้ยามากิน บางท่านก็ปลอบใจแต่ไม่มีคำแนะนำเป็นรูปธรรม จนมาเจอ "หมอที่ใช่" ที่มีความชำนาญโดยตรง คุณหมออธิบายดีมากถึงโรคและทางเลือก-ขั้นตอนในการรักษา และส่งไปพบนักจิตบำบัดเพือการรักษาต่อเนื่องซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราดีขึ้นมากๆ
"ตัวช่วย"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ตัวช่วยสำคัญอีกอย่าง คือ www.vaginismus.com คนทำเวบและเขียนหนังสือเป็นคู่สมรสที่เคยผ่านประสบการณ์เรื่องนี้เหมือนกัน มีforumที่คนเป็นโรคนี้หรือกำลังรักษามาคุยกันให้คำแนะนำกัน เราสั่งหนังสือพร้อมแผ่นCD และอุปกรณ์ในการฝึกควบคุมกล้ามเนื้อช่องคลอด ราคารวมค่าส่งประมาณ 100 เหรียญสหรัฐ ในCD เค้าอธิบายเกี่ยวกับโรคและการรักษาผ่านละคร ซึ่งอันนี้ทำให้เห็นภาพเข้าใจตัวโรคและการรักษาขึ้นมาก (ควรดูกับสามีค่ะ เค้าจะเข้าใจเรามากขึ้น) ช่วงที่เรายังไม่เจอ "หมอที่ใช่"เราทำตามขั้นตอนในหนังสือ พบว่าเราดีขึ้นมากๆ เราเชื่อว่าคนที่เป็นโรคนี้ทุกคนจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยค่ะ ถ้าเป็นไม่มากอาจจะหายได้เลย
"เอาชนะ"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เป็นเรื่องที่ฝืนใจมากๆกับการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรากลัวค่ะ แต่เรามุ่งมั่นแน่วแน่ว่าจะหายเราก็ต้องสู้!!!
เป้าหมายคือ
1) คลายความกลัวในใจในให้ได้มากที่สุด ด้วยเทคนิทำให้เรา "ค่อยๆคุ้นเคย ค่อยๆชิน" ไปกับสิ่งที่เรากลัว
2) คลายการหดเกร็งช่องคลอด เมื่อเราเริ่มคุ้นชินกับการสัมผัสการสอดไส่เริ่มจากของเล็กๆ การเกร็งที่เราควบคุมไม่ได้จะค่อยๆลดความรุนแรงลง
คือเราให้ร่างกายค่อยๆเรียนรู้ว่า การสอดใส่ ไม่เป็นอันตรายนะ ไม่ได้เจ็บมากมายนะ ไม่ต้องกลัว
ในระหว่างขั้นตอนการฝึก สำคัญที่สุดคือความรู้สึกว่าเราไม่อยู่ในอันตรายและควบคุมสถานการณ์ได้ค่ะ
"ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้- อย่างแรกคือการยอมรับกับตัวเองว่าเราเป็นโรคนี้ เปิดใจว่าจะรักษาและปรับมุมมองว่าเพศสัมพันธ์เป็นธรรมชาติมนุษย์ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและตั้งเป้าหมายว่าจะดีขึ้น
- สลายความกลัว เริ่มทำความรู้จักร่างกายตัวเอง ทักทายว่าส่วนต่างๆของ"ของสงวน" คืออะไร ท่องไปในใจไม่ผิด-ไม่เจ็บ-ไม่กลัว ลองเปิดภาพวาดเหมือนจริงที่เป็นวิชาการคู่ไป (เราตอนแรกแค่ดูรูปยังรู้สึกอึดอัดแต่ท่องว่านี่คือการเรียนรู้นะ ดูไปจะเริ่มชินขึ้น ต่อมาลองส่องกระจกดู ใช้นิ้วสัมผัสเบาๆภายนอกได้) เรียนรู้ความรู้สึกตัวเองถึงความรู้สึกเมื่อโดนสัมผัสว่าไม่ได้เจ็บ ไม่ต้องกลัว เมื่อเรียนรู้ความรู้สึกตัวเองเมื่อสัมผัสภายนอกได้ อาจลองสัมผัสเข้าไปในช่องคลอด อาจเริ่มจากนิ้วมือ หรือไม่พันสำลีก่อน เมื่อชินมากขึ้นก็สามารถค่อยๆผ่านลึกขึ้นและปรับเพิ่มจำนวนนิ้วมือได้ ทำวันละนิดแต่พยายามทำทุกวันค่ะ (ตอนเริ่มเราใส่อะไรไม่ได้เลยค่ะ แม้แต่ปลายไม้พันสำลี)
- ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อโดยรวมและเฉพาะจุด (relaxation exercise) มีหลายเทคนิก บางคนใช้การทำสมาธิ ฝึกหายใจ (นึกถึงท่าศพในโยคะที่ผ่อนคลายทุกส่วนในร่างกาย)
- ฝึกขมิบช่องคลอด (Kiegel exercise) อันนี้ทำให้เราควบคุมกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น รู้จักการ "contract and relax" กล้ามเนื้อช่องคลอด
- ปรับขนาดการสอดใส่ ถ้าเริ่มสอดนิ้วมือได้ ลองค่อยๆเพิ่มจำนวนนิ้วมือหรืออาจใช้วัตถุอื่นที่มีลักษณะเป็นแท่งเลียนแบบอวัยวะเพศชาย เช่น vaginal dilator (เป็นกึ่งๆอุปกรณ์การแพทย์ ไม่ใช่ของลามกอนาจาร สั่งจากในinternetได้) ซึ่งมักมาหลายๆขนาด เริ่มฝึกจากขนาดเล็กสุดที่ไม่เจ็บไม่กลัว เมื่อสอดได้สำเร็จก็ค่อยๆปรับขนาดขึ้นจนชิน (ควรใช้สารหล่อลื่น เช่น ky jellyช่วยลดการเสียดสี) ถ้าเริ่มติดหรือเจ็บ ก็เอาเทคนิกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการขมิบช่องคลอดมาใช้ค่ะ (ที่ฝึก relax มาก็จะมีประโยชน์ตอนนี้) การใช้สารหล่อลื่นและอยู่ในบรรยากาศผ่อนคลาย (เราชอบเปิดเพลงคลอไปเบาๆ) จะช่วยให้ทำได้ง่ายขึ้นมาก ใจเย็นๆให้เวลากับการฝึกในแต่ละครั้งและควรฝึกอย่างสม่ำเสมอจะยิ่งเห็นผลเร็ว (เราให้เวลากับตัวเองวันละชั่วโมง ถ้าช่วงไหนฝึกทุกวันจะก้าวหน้าเร็วมาก)


- หลังจากที่คุณเริ่มควบคุมผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้มาขึ้น คุณจะรู้สึกสบายขึ้นกลัวน้อยลงเจ็บน้อยลง ถ้าสามีคุณยินดีจะช่วยการฝึกกับ dilator ก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้ไปด้วยกันว่าคุณก้าวหน้าขึ้นถึงไหนแล้ว ทั้งนี้จนกว่าจะสอดใส่ dilator ได้ขนาดที่ต้องใช้งานจริง (ขนาดของสามี) แนะนำให้งดการมีเพศสัมพันธ์ด้วยการสอดใส่ก่อน เนื่องจากอาจยิ่งกระตุ้นความกลัว อย่าเพิ่งผลีผลามข้ามขั้นตอนค่ะ
- ฝึกสอดใส่อวัยวะของสามี หลังจากร่างกายจิตใจคุ้นเคย (ความกลัวน้อยลงมากและกล้ามเนื้อช่องคลอดลดการหดเกร็ง และสามารถใส่อวัยวะเทียมที่มีขนาดเท่าของสามีคุณได้โดยไม่เจ็บ)
ท่าผู้ชายนอนราบ ผู้หญิงด้านบนโดยให้ฝ่ายชายนอนนิ่งยัง "ไม่ขยับเด็ดขาด" (เพื่อให้เรารู้สึกทุกอย่างอยู่ในการควบคุมไม่เจ็บไม่กลัวถ้าไม่ไหวก็หยุดได้ทุกเมื่อ) อย่ากดดันตัวเองว่าต้องใส่ได้ทั้งแท่งค่ะ ครั้งแรกๆแค่ส่วนปลายหรือบางส่วนก่อนก็ได้ จนเมือ่ร่างกายคุณคุ้นเคยมากขึ้นก็จะใส่ได้100% (เวลาที่ใช้ในขั้นตอนนี้มักนานและไม่เอื้อให้ฝ่ายชายมีการแข็งตัวตลอด เป็นหน้าที่ฝ่ายสามีในการหาทางกระตุ้นให้ตัวเองแข็งเพื่อช่วยการฝึกค่ะ อาจต้องฝึกkiegelบ่อยๆ ดูหนังอะไรก็ว่ากันไป หรือปรึกษาแพทย์กินยา) ถ้ามาถึงตรงนี้ได้หลังจากนี้คือการมีความสุขไปด้วยกันแล้วคุณก็ฉลองได้แล้วว่าคุณหายแล้วค่ะ
(18+) แต่งงานหลายปี มีเพศสัมพันธ์กันไม่ได้ แชร์ประสบการณ์โรค vaginismus
"เนื้อหาเขียนจากประสบการณ์+ข้อมูลอ้างอิง ไม่มีเจตนาเชิงลามกอนาจาร"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เราอายุ 30+ปีนะคะ ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนตัวมีบุคลิกเป็นคนร่าเริงอ่อนหวานเพื่อนเยอะ ดูภายนอกเป็นคนปกติมากๆ ปัจจุบันแต่งงานแล้วค่ะ สามีเป็นผู้ชายอ่อนโยนใจดีอายุไล่เลี่ยกัน โดยเราทั้งสองคนเป็นแฟนคนแรกของกันและกัน เราคบเป็นแฟนหลายปีก่อนจะแต่งงานกัน เราแต่งงานช้าเพราะเรียนนาน ตอนนี้แต่งงานมาได้หลายปีแล้วค่ะ ก่อนแต่งงานไม่เคยมีการสอดใส่ หรือที่เรียกว่า sexual intercourse กันมาก่อน โดยให้เหตุผลกับสามีว่าอยากจะรอหลังแต่งงาน หลังแต่งงานกันแล้วนึกว่าจะมีอะไรกันง่ายปรากฏว่าทำยังไงก็ไม่สามารถมีการสอดใส่กันได้เพราะเรากลัวมาก (ความกลัวในที่นี้ คงคล้ายๆกับคนมีอาการphobia อื่นๆ เช่นกลัวที่แคบ กลัวที่สูง กลัวเข็มฉีดยา ซึ่งเป็นความกลัวที่มากกว่าคนปกติ มักมากไปกว่าอันตรายที่อาจจะได้รับจริง)
คุณสามีอ่อนโยนมากมีการเล้าโลมทุกอย่างจนเรารู้สึกพร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ แต่พอกำลังจะสอดใส่จะมีปัญหาที่เราก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้คือ เราขยับก้นหนีร่วมกับเกร็งหุบขาแข้าหากัน ปากช่องคลอดหดรัดจนบางครั้งยังไม่สอดใส่เราก็เจ็บแล้ว (ปากช่องคลอดในที่นี้คือประมาณ 1/3 ส่วนล่างของช่องคลอดค่ะ) ความรู้สึกของฝ่ายชายจะรู้สึกเหมือน "ชนกำแพง" สำหรับเราอารมณ์ทางเพศทุกอย่างหายไปหมดเหลือแต่ "ความกลัว" เราจะบอกสามีว่าไม่ไหวแล้วเค้าก็หยุด แม้กระทั่งสามีเราซึ่งเป็นคนใจเย็นมากๆก็หัวเสียกับเรื่องนี้พอสมควร แต่เค้าก็ปลอบเรานะคะว่าไม่เป็นไร
หลังแต่งงานประมาณสองอาทิตย์ก็ยังมีอะไรกันไม่ได้ (ไม่ใช่ไม่ได้พยายามนะคะสามีอดกลั้นไม่ล่วงเกินเรามาตลอดหลายปี) เราทั้งคู่พยายามมากๆแต่ก็ไม่สำเร็จ จนสามีซึ่งทำงานในสายสุขภาพบอกว่าเราออาจจะเป็นโรคvaginismusรึเปล่า ตอนแรกเราไม่เชื่อค่ะ ไม่เชื่อว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้เพราะปกติเป็นคนแข็งแรงมาตลอดและไม่ได้เป็นคนขี้กลัวอะไร เราจึงเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อ่านเพิ่มขึ้น ยิ่งอ่านยิ่งมั่นใจว่าเราเป็นโรค vaginismus
"vaginismus"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"ทำไมต้องเป็นเรา"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"ผลกระทบ"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"พบแพทย์"
แนะนำว่าควรพบสูติแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรค ว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น เช่นความผิดปกติทางกาย การรักษามักต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกันและอาจต้องพบจิตแพทย์ร่วมด้วยค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"หมอที่ใช่"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"ตัวช่วย"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"เอาชนะ"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้