ผมเล่นพันทิปมาหลายปี ก็เคยเห็นกระทู้ตั้งประมาณว่านักบอลไทยที่ดีที่สุดน่าจะเป็นนักบอลในอดีต และได้ยินได้ฟังถึงฉายาของนักเตะสมัยก่อน คล้ายกับว่านักบอลสมัยก่อนจะดูมีฝีมือกว่านักเตะในยุคนี้มาก
ด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีต่อนักฟุตบอลสมัยก่อนแต่อย่างใด แต่ผมแสดงความคิดเห็นไปตามที่ผมเคยเห็น ผมยอมรับว่าผมเป็นคนที่เล่นและดูฟุตบอลมาในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงระบบบอลไทยจากมือสมัครเล่นมาเป็นมืออาชีพ ยอมรับว่าปีแรกๆของการเปลี่ยนระบบบอลไทยระส่ำระสายมากเพราะยังปรับตัวไม่ทัน ผลงานในช่วงนั้นแย่มากตั้งแต่ตกรอบแรกซีเกมส์ เจอใครก็แพ้เละเทะ บอลเยาวชน 17-19 ก็มักตกรอบคัดเลือกรอบแรกแบบน่าอาย ทั้งที่แต่ก่อนเราเคยทำผลงานในระดับนี้ได้ดีกว่านี้มาก อาชิเช่นผลงานในซีเกมส์ยุคดรีมทีมเป็นยังไงรู้กันอยู่ ทีม u17-19 ก็สร้างผลงานดีเคยไปโลดเล่นถึงบอลเยาวชนโลกมาแล้วด้วยซ้ำ
ส่วนสาเหตุที่ย่ำแย่ก็ไม่พ้นว่าทีมชาติเราปรับตัวกับระบบฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อาทิเช่นแต่ก่อนบอลบ้านเรามันเตะแค่ 5-8 เดือนจบ ทีมชาติเลยมีเวลาเก็บตัวนานจนนักเตะเข้าขากัน แต่พอเปลี่ยนเป็นระบบอาชีพบองมันเตะกันทั้งปีทีมชาติเลยเหลือเวลาซ้อมด้วยกันแค่ไม่กี่อาทิตย์ ร่างกายก็อ่อนล้าจากการเตะอย่างถี่ยิบในบอลสโมสร ส่วนในระดับ u17-19 สมัยก่อนเอเอฟซีไม่เข้มงวดนักเราเลยส่งนักเตะอายุเกินลงได้ตามสะดวก อย่าง u17 ก็ส่งเด็ก 19-20 ลงเล่น(พอดีรู้จักนักเตะเยาวชนในสมัยนั้นเลยรู้อายุจริงๆ) พอมาเปลี่ยนระบบ เอเอฟซีเข้มงวดเราเลยส่งเด็กที่ไม่ได้โกงอายุลงเตะ ผลเลยออกมาแย่อย่างที่ใครในช่วงนั้นเห็น
ต่อมาหลังจากที่ผ่านมาห้าหกปีเราเริ่มปรับตัวได้ นักเตะเริ่มเป็นมืออาชีพขึ้น ทุกสิ่งก็เริ่มกลับมาสู่ระดับเดิม แต่ในความคิดของผม ผมว่ามันดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ สังเกตุได้จากนักเตะทีมชาติในยุคนี้เปลี่ยนแปลงจากนักเตะในยุคสมัครเล่นมาก เช่น
1 ทนเล่นเกมหนักแบบในไทยลีกได้ สมัยนี้เตะเฉลี่ยสัปดารห์ละ 2-3 แมทย์ ทั้งปีก็ราวๆเกือบ 50-30 นัด เชื่อได้เลยว่านักเตะสมัยก่อนทนเล่นเกมหนักๆติดกันแบบนักเตะในปัจจุบันไม่ได้แน่นอน สมัยนั้นมันเป็นแค่ทัวร์นาเม็นท์สั้นๆเตะจบพักเป็นหลายเดือน
2 ทีมชาติไทยในปัจจุบันเล่นได้เต็ม 90 นาทีไม่มีหมด สมัยก่อนนักบอลเราชอบหมดแรงหลังนาทีที่ 70 เป็นต้นไป
3 นักบอลสมัยนี้นิ่งกว่า ไม่ค่อยตื่นสนาม ทนแรงกดดันได้มากกว่าแถมขี้โกงเก๋าเกมกว่า โดนยั่วยุยากกว่านักบอลสมัยก่อน จำได้เลยว่าในสมัยก่อนถ้านัดไหนมีนักเตะใหม่พึ่งติดทีมชาติลงเล่น หลายคนมักจะเกิดอาการตื่นสนาม หรือนักเตะไทยไปเล่นในสนามที่คนดูเยอะๆ ทัวร์นาเม็นท์ใหญ่ๆก็เกิดอาการตื่นสนาม เดี๋ยวนี้ไม่มีให้เห็นแล้วเพราะนักเตะมันแข่งกับเกือบทั้งปีแถมหลายๆนัดคนดู 5000 อัพ มันจะไปตื่นได้ยังไงกับของที่ต้องเจอบ่อยๆ
4 ทักษะ เทคนิคที่สูงกว่าเดิม นักบอลสมัยก่อนบางคน ถ้าใครเคยสัมผัสก็บอกได้เลยว่าพื้นฐานบอลไม่ดีเท่าปัจจุบันแน่นอน ผมเคยเป็นนักบอลสมัยก่อนพอรู้ว่าทักษะนักบอลสมัยนั้นเป็นยังไงถ้าเทียบกับสมัยปัจจุบันอคาเดมีโผล่เพียบ อุปกรณ์รองเท้าและความสามารถผู้ฝึกสอนยกระดับขึ้นกว่าแต่ก่อนจากการอบรมไลเซนส์และการเรียนรู้จากการทำทีมอาชีพ มันก็คงไม่แปลกถ้าจะบอกว่าโดยรวมด้านเทคนิค ทักษะเด็กสมัยนี้ย่อมต้องดีกว่าแต่ก่อน ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าก็คือตอนที่ผมกลับบ้านไปเล่นกับพวกบอลข้างถนนผมเห็นเด็กๆสมัยนี้เทคนิค ทักษะความเข้าใจเกมผิดกับเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วลิบลับทั้งที่มันก็เตะสนามข้างถนนเดียวกัน แหล่งที่เล่นเดียว และไม่ว่าไปเล่นที่ไหน ไปดูเด็กเยาวชนเตะก็บอกได้เลยว่าความสามารถด้านเทคนิค ทักษะของนักบอลสมัยนี้สูงกว่าสมัยก่อนมาก แต่ถึงยังไงออกตัวไว้ก่อนนะครับว่านี่ผมพูดถึงโดยรวมที่จับเอานักบอลทุกคนมาบวกกันแล้วหารหาค่าเฉลี่ย พวกนักบอลเก่าๆที่ทักษะเทพเก่งแบบโดดๆไม่แพ้นักบอลสมัยนี้ก็น่าจะมีอยู่หลายคนไม่เช่นนั้นทีมอาชีพจากต่างประเทศคงไม่เอาตัวไปเล่นหรอก
นี่ยังไม่รวมถึงการยกระดับสโมสรในไทยทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก วิทยาศาสตร์การกีฬา ระบบการฝึกซ้อม ค่าตอบแทน ระดับฝีเท้านักเตะต่างชาติที่เข้ามาเล่น โดยสรุปทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับฟุตบอลดีขึ้นหมด มีการแข่งขันที่สูงมาก ต่างกับสโมสรสมัยก่อนที่เป็นระบบครอบครัวอลุมอล่วย ไม่เคร่งครัดวินัยการฝึกซ้อมนัก การแข่งขันไม่สูง นักบอลไม่ดูแลตัวเองก็ยังพอเล่นได้ แต่สมัยนี้ไม่ได้แล้วนะครับ
ถ้าจะถามว่าถ้ามันดีขึ้นทุกด้านแบบนี้ทำไมยังไปบอลโลกไม่ได้ ก็ต้องบอกว่าชาติเราเก่งขึ้น ชาติอื่นไม่เก่งขึ้นบ้างรึไง ทุกชาติในเอเซียเขาพัฒนาขึ้นหมด บางชาติพัฒนาเร็วและกระบวนการพัฒนายาวนานกว่าเราด้วยซ้ำ สังเกตุง่ายๆจากจำนวนนักเตะเอเซียที่ไปค้าแข้งในลีกแข็งๆของยุโรป และผลการเล่นระหว่างทีมในเอเซียกับทีมระดับโลก ว่ากันง่ายๆถ้าจะพูดว่าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จะชนะหรือเสมอเยอรมันได้ในสมัยก่อนพวกเราคงหัวเราะแล้วบอกว่าในฝันหรือในการ์ตูนหรือ แต่ในยุคสมัยนี้ใครฟังเรื่องแบบนี้ก็หัวเราะไม่ออกแล้วก็ต้องคิดตามในใจว่ามันพอมีทางเป็นไปได้นะ ดังนั้นชาติเราที่พึ่งจะพัฒนาและมาถูกทิศถูกทางจริงๆเพียงไม่กี่ปีจะหวังอะไรเกินตัวล่ะครับ เราจะสร้างกรุงโรมใช้เวลาน้อยมันสร้างไม่เสร็จหรอกนะครับ
ความคิดของผมชาติเรามีจุดเด่นด้านเทคนิคเฉพาะตัวที่ดีและมีความเร็วความคล่องตัวเพราะเราเป็นชาติที่รูปร่างเล็ก แต่สิ่งที่ด้อยของฟุตบอลประเทศเราก็คือแผนการเล่น การร่วมเล่นเป็นทีม ความเข้าใจเทคติคลูกเล่นที่จะทำให้ทีมเราได้เปรียบ เพราะบอลประเทศเรามันใส่เข้าหากันอย่างเดียวเล่นเกมกันแบบตรงๆ ลุยใส่กันตลอด 90 นาทีจนละเลยสิ่งเหล่านี้ ลองดูบอลในลีกชั้นนำอย่างละเอียดและวิเคราะห์หรือไม่ใครพอมีพื้นลองไปอบรมซีไลเซ็นส์จะเห็นได้เลยว่าฟุตบอลมันมีอะไรมากกว่าลุยใส่กันอย่างเดียวมากครับ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าต้องสอนตั้งแต่เด็กถึงจะรู้ซึ้งและเข้าใจได้จริงๆ มาสอนกันตอนโตๆแล้วจะเข้าใจเกมเท่ากับคนที่เรียนมาตั้งแต่เด็กก็เก่งสุดๆแล้วล่ะครับ ถ้าเพิ่มตรงนี้ไปได้เราอาจจะประสบความสำเร็จในเวทีระดับเอเซียจนมีลุ้นไปบอลโลกได้ครับ ยังไงก็คิดว่าต้องรอเจนรุ่นต่อไปที่น่าจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องฝากสมาคมหรือผู้เกี่ยวข้องให้ยกระดับมาตรฐานสิ่งต่างๆเกี่ยวกับฟุตบอลโดยเฉพาะผู้ฝึกสอนให้ใกล้เคียงกับชาติชั้นนำในเอเซียด้วยครับ ไม่เช่นนั้นเราก็จะรอเจนรุนใหม่แบบเสียเที่ยวเปล่า
จริงหรือที่นักบอลสมัยก่อนเก่งกว่านักบอลสมัยนี้
ด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีต่อนักฟุตบอลสมัยก่อนแต่อย่างใด แต่ผมแสดงความคิดเห็นไปตามที่ผมเคยเห็น ผมยอมรับว่าผมเป็นคนที่เล่นและดูฟุตบอลมาในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงระบบบอลไทยจากมือสมัครเล่นมาเป็นมืออาชีพ ยอมรับว่าปีแรกๆของการเปลี่ยนระบบบอลไทยระส่ำระสายมากเพราะยังปรับตัวไม่ทัน ผลงานในช่วงนั้นแย่มากตั้งแต่ตกรอบแรกซีเกมส์ เจอใครก็แพ้เละเทะ บอลเยาวชน 17-19 ก็มักตกรอบคัดเลือกรอบแรกแบบน่าอาย ทั้งที่แต่ก่อนเราเคยทำผลงานในระดับนี้ได้ดีกว่านี้มาก อาชิเช่นผลงานในซีเกมส์ยุคดรีมทีมเป็นยังไงรู้กันอยู่ ทีม u17-19 ก็สร้างผลงานดีเคยไปโลดเล่นถึงบอลเยาวชนโลกมาแล้วด้วยซ้ำ
ส่วนสาเหตุที่ย่ำแย่ก็ไม่พ้นว่าทีมชาติเราปรับตัวกับระบบฟุตบอลที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อาทิเช่นแต่ก่อนบอลบ้านเรามันเตะแค่ 5-8 เดือนจบ ทีมชาติเลยมีเวลาเก็บตัวนานจนนักเตะเข้าขากัน แต่พอเปลี่ยนเป็นระบบอาชีพบองมันเตะกันทั้งปีทีมชาติเลยเหลือเวลาซ้อมด้วยกันแค่ไม่กี่อาทิตย์ ร่างกายก็อ่อนล้าจากการเตะอย่างถี่ยิบในบอลสโมสร ส่วนในระดับ u17-19 สมัยก่อนเอเอฟซีไม่เข้มงวดนักเราเลยส่งนักเตะอายุเกินลงได้ตามสะดวก อย่าง u17 ก็ส่งเด็ก 19-20 ลงเล่น(พอดีรู้จักนักเตะเยาวชนในสมัยนั้นเลยรู้อายุจริงๆ) พอมาเปลี่ยนระบบ เอเอฟซีเข้มงวดเราเลยส่งเด็กที่ไม่ได้โกงอายุลงเตะ ผลเลยออกมาแย่อย่างที่ใครในช่วงนั้นเห็น
ต่อมาหลังจากที่ผ่านมาห้าหกปีเราเริ่มปรับตัวได้ นักเตะเริ่มเป็นมืออาชีพขึ้น ทุกสิ่งก็เริ่มกลับมาสู่ระดับเดิม แต่ในความคิดของผม ผมว่ามันดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ สังเกตุได้จากนักเตะทีมชาติในยุคนี้เปลี่ยนแปลงจากนักเตะในยุคสมัครเล่นมาก เช่น
1 ทนเล่นเกมหนักแบบในไทยลีกได้ สมัยนี้เตะเฉลี่ยสัปดารห์ละ 2-3 แมทย์ ทั้งปีก็ราวๆเกือบ 50-30 นัด เชื่อได้เลยว่านักเตะสมัยก่อนทนเล่นเกมหนักๆติดกันแบบนักเตะในปัจจุบันไม่ได้แน่นอน สมัยนั้นมันเป็นแค่ทัวร์นาเม็นท์สั้นๆเตะจบพักเป็นหลายเดือน
2 ทีมชาติไทยในปัจจุบันเล่นได้เต็ม 90 นาทีไม่มีหมด สมัยก่อนนักบอลเราชอบหมดแรงหลังนาทีที่ 70 เป็นต้นไป
3 นักบอลสมัยนี้นิ่งกว่า ไม่ค่อยตื่นสนาม ทนแรงกดดันได้มากกว่าแถมขี้โกงเก๋าเกมกว่า โดนยั่วยุยากกว่านักบอลสมัยก่อน จำได้เลยว่าในสมัยก่อนถ้านัดไหนมีนักเตะใหม่พึ่งติดทีมชาติลงเล่น หลายคนมักจะเกิดอาการตื่นสนาม หรือนักเตะไทยไปเล่นในสนามที่คนดูเยอะๆ ทัวร์นาเม็นท์ใหญ่ๆก็เกิดอาการตื่นสนาม เดี๋ยวนี้ไม่มีให้เห็นแล้วเพราะนักเตะมันแข่งกับเกือบทั้งปีแถมหลายๆนัดคนดู 5000 อัพ มันจะไปตื่นได้ยังไงกับของที่ต้องเจอบ่อยๆ
4 ทักษะ เทคนิคที่สูงกว่าเดิม นักบอลสมัยก่อนบางคน ถ้าใครเคยสัมผัสก็บอกได้เลยว่าพื้นฐานบอลไม่ดีเท่าปัจจุบันแน่นอน ผมเคยเป็นนักบอลสมัยก่อนพอรู้ว่าทักษะนักบอลสมัยนั้นเป็นยังไงถ้าเทียบกับสมัยปัจจุบันอคาเดมีโผล่เพียบ อุปกรณ์รองเท้าและความสามารถผู้ฝึกสอนยกระดับขึ้นกว่าแต่ก่อนจากการอบรมไลเซนส์และการเรียนรู้จากการทำทีมอาชีพ มันก็คงไม่แปลกถ้าจะบอกว่าโดยรวมด้านเทคนิค ทักษะเด็กสมัยนี้ย่อมต้องดีกว่าแต่ก่อน ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าก็คือตอนที่ผมกลับบ้านไปเล่นกับพวกบอลข้างถนนผมเห็นเด็กๆสมัยนี้เทคนิค ทักษะความเข้าใจเกมผิดกับเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วลิบลับทั้งที่มันก็เตะสนามข้างถนนเดียวกัน แหล่งที่เล่นเดียว และไม่ว่าไปเล่นที่ไหน ไปดูเด็กเยาวชนเตะก็บอกได้เลยว่าความสามารถด้านเทคนิค ทักษะของนักบอลสมัยนี้สูงกว่าสมัยก่อนมาก แต่ถึงยังไงออกตัวไว้ก่อนนะครับว่านี่ผมพูดถึงโดยรวมที่จับเอานักบอลทุกคนมาบวกกันแล้วหารหาค่าเฉลี่ย พวกนักบอลเก่าๆที่ทักษะเทพเก่งแบบโดดๆไม่แพ้นักบอลสมัยนี้ก็น่าจะมีอยู่หลายคนไม่เช่นนั้นทีมอาชีพจากต่างประเทศคงไม่เอาตัวไปเล่นหรอก
นี่ยังไม่รวมถึงการยกระดับสโมสรในไทยทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก วิทยาศาสตร์การกีฬา ระบบการฝึกซ้อม ค่าตอบแทน ระดับฝีเท้านักเตะต่างชาติที่เข้ามาเล่น โดยสรุปทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับฟุตบอลดีขึ้นหมด มีการแข่งขันที่สูงมาก ต่างกับสโมสรสมัยก่อนที่เป็นระบบครอบครัวอลุมอล่วย ไม่เคร่งครัดวินัยการฝึกซ้อมนัก การแข่งขันไม่สูง นักบอลไม่ดูแลตัวเองก็ยังพอเล่นได้ แต่สมัยนี้ไม่ได้แล้วนะครับ
ถ้าจะถามว่าถ้ามันดีขึ้นทุกด้านแบบนี้ทำไมยังไปบอลโลกไม่ได้ ก็ต้องบอกว่าชาติเราเก่งขึ้น ชาติอื่นไม่เก่งขึ้นบ้างรึไง ทุกชาติในเอเซียเขาพัฒนาขึ้นหมด บางชาติพัฒนาเร็วและกระบวนการพัฒนายาวนานกว่าเราด้วยซ้ำ สังเกตุง่ายๆจากจำนวนนักเตะเอเซียที่ไปค้าแข้งในลีกแข็งๆของยุโรป และผลการเล่นระหว่างทีมในเอเซียกับทีมระดับโลก ว่ากันง่ายๆถ้าจะพูดว่าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จะชนะหรือเสมอเยอรมันได้ในสมัยก่อนพวกเราคงหัวเราะแล้วบอกว่าในฝันหรือในการ์ตูนหรือ แต่ในยุคสมัยนี้ใครฟังเรื่องแบบนี้ก็หัวเราะไม่ออกแล้วก็ต้องคิดตามในใจว่ามันพอมีทางเป็นไปได้นะ ดังนั้นชาติเราที่พึ่งจะพัฒนาและมาถูกทิศถูกทางจริงๆเพียงไม่กี่ปีจะหวังอะไรเกินตัวล่ะครับ เราจะสร้างกรุงโรมใช้เวลาน้อยมันสร้างไม่เสร็จหรอกนะครับ
ความคิดของผมชาติเรามีจุดเด่นด้านเทคนิคเฉพาะตัวที่ดีและมีความเร็วความคล่องตัวเพราะเราเป็นชาติที่รูปร่างเล็ก แต่สิ่งที่ด้อยของฟุตบอลประเทศเราก็คือแผนการเล่น การร่วมเล่นเป็นทีม ความเข้าใจเทคติคลูกเล่นที่จะทำให้ทีมเราได้เปรียบ เพราะบอลประเทศเรามันใส่เข้าหากันอย่างเดียวเล่นเกมกันแบบตรงๆ ลุยใส่กันตลอด 90 นาทีจนละเลยสิ่งเหล่านี้ ลองดูบอลในลีกชั้นนำอย่างละเอียดและวิเคราะห์หรือไม่ใครพอมีพื้นลองไปอบรมซีไลเซ็นส์จะเห็นได้เลยว่าฟุตบอลมันมีอะไรมากกว่าลุยใส่กันอย่างเดียวมากครับ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าต้องสอนตั้งแต่เด็กถึงจะรู้ซึ้งและเข้าใจได้จริงๆ มาสอนกันตอนโตๆแล้วจะเข้าใจเกมเท่ากับคนที่เรียนมาตั้งแต่เด็กก็เก่งสุดๆแล้วล่ะครับ ถ้าเพิ่มตรงนี้ไปได้เราอาจจะประสบความสำเร็จในเวทีระดับเอเซียจนมีลุ้นไปบอลโลกได้ครับ ยังไงก็คิดว่าต้องรอเจนรุ่นต่อไปที่น่าจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องฝากสมาคมหรือผู้เกี่ยวข้องให้ยกระดับมาตรฐานสิ่งต่างๆเกี่ยวกับฟุตบอลโดยเฉพาะผู้ฝึกสอนให้ใกล้เคียงกับชาติชั้นนำในเอเซียด้วยครับ ไม่เช่นนั้นเราก็จะรอเจนรุนใหม่แบบเสียเที่ยวเปล่า