สวัสดีครับ ผมชื่อนับ (เป็นเกย์นะครับ) ผมแค่อยากจะเล่าเรื่องราวความรักที่ผมเคยผ่านมาเท่านั้น มันเป็นความรักที่ผ่านมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่ามันยังซ่อนอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งในความคิดตลอดเวลา และผมยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงไม่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อเรียกกระแสอย่างใด
เรื่องราวของผมอยู่เมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตอนนั้นเข้าเรียนในหลักสูตรต่อเนื่องจึงเป็นรุ่นน้องที่เหมือนเป็นน้องใหม่จึงมีการถูกบังคับให้ต้องลงกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่เนื่องด้วยจากผมเป็นคนไม่เล่นกีฬาจึงเลือกที่จะเป็นหลีด เรื่องทั้งหมดของผมก็เริ่มต้นขึ้นจากจุดนี้
เมื่อผมถูกให้เป็นหลีด ตามปกติก็จะมีการจ้างคนนอกมาสอนท่าหลีดนู่นนี่นั่น เมื่อวันแรกที่มีการนัดซ้อมหลีด ก็มีรุ่นพี่เดินเข้ามาแล้วพาคนสอนหลีดมาแนะนำ คนหนึ่งชื่อต้น อีกคนหนึ่งชื่อนัด สองคนนี้จะมาสอนหลีดให้แก่พวกผม เมื่อพวกเราเริ่มซ้อมกันไปได้สักประมาณ 1 สัปดาห์ ก็เริ่มจะสนิทกันเริ่มที่จะมีการพูดคุยเล่นกันระหว่างผู้สอน กับคนที่เป็นหลีด ผมแอบชอบพี่ที่ชื่อนัดตั้งแต่วันแรกที่เห็นแต่ก็ไม่รู้จะคุยยังไง แต่แล้วมันก็มีโอกาสประจวบเหมาะพอดีที่ทำให้ผมกล้าที่จะเป็นฝ่ายรุกเข้าหาพี่เค้าก่อน ก่อนหน้านี้ผมเป็นนักกีฬาแข่งลีลาศให้โรงเรียนเก่าและในขณะนั้นทางโรงเรียนเก่าได้จ้างผมกับคู่เต้นผมไปโชว์ลีลาศในงานๆ หนึ่งที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น ผมจึงใช้โอกาสนี้ชวนพี่นัดว่าไปเป็นเพื่อนหน่อย พี่นัดก็ตกลงและไปกับผมเมื่อถึงวันงาน ทำให้เราได้มีโอกาสคุยกับแบบส่วนตัวมากขึ้น ผมจำไม่ได้ว่าการขอเป็นแฟนเริ่มยังไง แต่เหมือนจะเป็นผมที่กล้าขอพี่เค้าว่าลองคบกันดู ซึ่งพี่เค้าก็ตกลง หลังจากวันนั้นพี่นัดเค้าก็ยังมาสอนอยู่ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ก็เจอหน้าทุกวัน คุยกันทุกวัน ก็ยิ่งทำให้สนิทกันมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนมีอยู่วันหนึ่งพี่นัดพาผมไปที่บ้านเค้าและวันนั้นเองที่ตกลงคบกันเป็นแฟนอย่างเป็นทางการ แต่วันนั้นพี่เค้ามีประโยคหนึ่งที่พูดกับผม พี่เค้าพูดว่า วันหนึ่งเค้าจะต้องไปมีแฟนเป็นผู้หญิง แต่งงานกัน มีหลานให้พ่อเค้า เพราะว่าพี่เป็นพี่คนโตของบ้าน ผมได้แต่ฟังแต่ไม่ได้คิดอะไรเลยเพราะคิดว่าคนเรามันเป็นเกย์ มันจะเปลี่ยนไปรักผู้หญิงได้ยังไง คืนวันนั้นก็ผ่านไป และก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ วันเวลาผ่านไปจนถึงวันที่ต้องแข่งหลีดทุกอย่างก็ปกติ แต่มีปัญหาคืออุปกรณ์สแตนเชียร์บางอย่างที่ต้องใช้อยู่ที่บ้านพี่นัดในขณะที่พี่นัดก็ดันขับรถไม่เป็น พี่นัดรู้ว่านับขับรถเป็นจึงให้นับขับรถเอาของจากบ้านพี่นัดมายังมหาวิทยาลัย งานจึงผ่านไปราบรื่นเนื่องจากได้อุปกรณ์มาทัน พองานกีฬาจบ นับจึงต้องขับรถไปคืนที่บ้านพี่นัดเค้า แต่เมื่อไปถึงก็เกิดเรื่อง พ่อของพี่นัดเรียกพี่นัดไปคุยเรื่องที่เอารถออกไปข้างนอกแถมยังให้นับซึ่งเป็นคนนอกขับรถเค้าอีก เรื่องราวดูจะใหญ่โตถึงขั้นพี่นัดบอกกับนับว่าจะหนีออกจากบ้านไปอยู่กับเพื่อน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่บ้านเพื่อนคนไหน ในตอนนั้นเองนับก็เลยบอกกับพี่นัดว่างั้นไปอยู่ที่บ้านนับมั๊ย ที่บ้านนับไม่ว่าหรอก ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นและบ้านของผมเองก็ไม่มีปัญหากับเรื่องพวกนี้ด้วยอาจเพราะที่บ้านผมเคยมีคนๆหนึ่งมาอยู่ที่บ้านทั้งๆที่ไม่ใช่ญาติมาอยู่ด้วยที่บ้าน พี่นัดจึงได้มาอยู่ที่บ้านผมกับผมซึ่งเอาจากความคิดผมตอนนั้นผมดีใจมากเลยที่จะได้อยู่ด้วยกันกับคนที่ผมเรามีความรู้สึกดีๆด้วย ตื่นมาเจอหน้ากัน แม้เราจะต่างต้องทำหน้าที่ของตนเองแยกกันบ้างแต่ก่อนนอนก็ยังได้เห็นหน้าพี่เค้าเป็นคนสุดท้ายในทุกๆคืน
เมื่อพี่นัดมาอยู่กับผมที่บ้านของผมแล้วทุกอย่างก็ผ่านไปตามปกติไม่ได้มีปัญหาอย่างใด พี่นัดบอกว่าจริงๆแล้วเค้าแก่เดือนกว่านับ 6 เดือนเองเป็นไปได้ก็ให้เรยีกนัดเฉยๆ ผมก็ได้แต่บอกว่าจะพยายามเปลี่ยนเพราะตอนนี้มันชินกับการเรียกพี่ไปแล้ว และนัดยังสารภาพอีกว่า ก่อนหน้านี้เค้าคิดเพียงจะคบนับเล่นๆเพียงแค่ให้งานกีฬาจบแล้วแยกย้าย แต่ตอนนี้มันเลยตามเลย จริงๆนับก็รู้สึกน้อยใจนะ ว่าทำไมถึงคิดกันแบบนั้น ทำไมไม่อยากคบกับใครคนหนึ่งและอยู่ด้วยกันไปตลอดเหรอ ทำไมต้องมีความคิดว่าต้องมีไปเรื่อย แต่ก็ปล่อยผ่านเลยไป ในทุกๆวัน นัดก็ไปทำงาน ส่วนนับก็ไปทำงานและเรียนต่อในช่วงเย็น เป็นแบบนี้จนล่วงเลยผ่านเวลาไปเกือบปี
วันหนึ่งผมไม่มีเรียนและทำงานเลิกไวกว่านัด ผมจึงไปหานัดที่ทำงานเพื่อที่จะนั่งแท็กซี่กลับบ้านด้วยกัน เมื่อนั่งอยู่บนรถแท็กซี่ ในขณะที่รถวิ่งมุ่งหน้ากลับบ้าน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แต่ไม่ใช่ของผม นัดหยิบขึ้นมาดูแล้วก็ปิดเสียงเก็บใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม ผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไร ไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก นัดก็ยังคงทำเช่นเดิม หยิบขึ้นมาปิดเสียงแล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกง ผมได้แต่คิดมากอยู่ในใจว่าต้องมีอะไรแน่ๆเพราะนัดเองก็ทำท่าแปลกๆ จนโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นครั้งที่ 3 นัดก็ยังคงไม่รับ ผมจึงตัดสินใจถามนัดไปตรงๆว่าทำไมไม่รับ มีอะไรหรือเปล่า นัดได้แต่บอกเพียงว่าไม่มีอะไร แต่ผมเองก็ไม่คิดว่าอย่างนั้นหรอก พอกลับถึงบ้านผมจึงถามนัดตรงๆว่า มีอะไรอยากจะบอกมั๊ย? นัดทำท่าอึกอักคิดอยู่นานจนยอมบอกว่า เค้าคุยกับผู้ชายอีกคนในฐานะคนกำลังจีบกัน นับได้แต่นิ่งอึ้งและไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี นัดพยายามอธิบายว่านัดไม่ได้เข้าไปคุยกับเค้าก่อน และเค้าเองก็ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้เจอกันอยู่แล้ว ผมก็ได้แต่เงียบนิ่ง ได้แต่ปล่อยให้เรื่องมันผ่านไปทั้งๆที่ยังคิดอยู่ว่านี่คืออะไร ยังคุยกับเค้าต่อเหรอ แม้จะไม่ได้เจอตัวกันแล้วมันถูกแล้วเหรอที่ทำแบบนี้ ผมได้แต่ปล่อยให้เรื่องราวนี้มันผ่านไป พยายามทำเป็นไม่สนใจและคิดว่ายังไงนัดก็อยู่กับผมทุกวันแล้วคนนั้นก็ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ หลอกตัวเองว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกมั้ง
วันหนึ่งเป็นวันหยุดซึ่งทุกคนก็อยู่บ้านกันหมดทั้งผมกับนัดและญาติของผม เช้าวันนั้นกริ่งที่บ้านดังขึ้น ก็น่าจะมีคนมาแต่ไม่รู้ว่าใคร และมาหาใคร ผมจึงออกไปหน้าบ้าน มีผู้ชายคนหนึ่งผิวคล้ำๆ ยืนถือตุ๊กตาโดเรม่อนตัวไม่ใหญ่มากรออยู่หน้าบ้าน ผมได้จึงถามเค้าว่ามาหาใครเหรอครับ เค้าตอบกลับมาว่ามาหานัดครับ ผมจึงเดินเข้าไปตามน้องชายลูกพี่ลูกน้อง (ลืมบอกไปครับว่าที่บ้านผมมีน้องชื่อนัดอยู่แล้ว จึงมีนัดอยู่ 2 คนในบ้าน) ว่ามีคนมาหายืนรออยู่หน้าบ้านแล้วผมก็เดินกลับเข้าบ้านแล้วก็เข้าห้องของผม สักพักก็มีเสียงเคาะประตู นัดน้องชายเดินมาบอกว่าเค้าไม่รู้จัก เท่านั้นล่ะครับผมเดาทางออกเลย ได้แต่หน้าชา หูอื้อ หันกลับเข้าไปในห้องแล้วบอกกับนัดแฟนผมว่า ลองแง้มหน้าต่างดูซิ มีคนมาหาหรือเปล่า นัดแง้มผ้าม่านออกดูแล้วหันกลับมาทำหน้าเจื่อนๆ มองหน้าผมโดยที่ไม่ได้ขยับเดินไปไหน ได้แต่ทำหน้าเหมือนจะรู้สึกผิดกับผม ผมจึงพูดออกไปด้วยเสียงเรียบๆเพียงว่าออกไปเคลียร์ซะให้จบนะ นัดเดินผ่านนับไปช้าๆ แล้วปิดประตูห้องออกไปหน้าบ้าน พอนัดออกจากห้องไปแล้ว ผมล้มลงช้าๆแล้วนั่งอยู่พื้นในห้องไม่ขยับไปไหน ตอนนั้นได้แต่คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพื่อนของนัดเหรอ แต่อาการนัดมันไม่ได้บอกว่าอย่างนั้น ครึ่งชั่วโมงผ่านไปนัดเดินกลับเข้ามาในห้องในขณะที่ผมยังนั่งอยู่แบบเดิม นัดขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดกับผมว่า นัดขอโทษ เท่านั้นแหล่ะครับ ไม่รู้น้ำตาจากไหนมันไหลออกมาแบบทั้งๆหน้านิ่งๆ นัดกอดผมไว้แล้วก็ยังคงพูดแต่เพียงว่า นัดขอโทษ อยู่อย่างนั้น ผมจึงพูดว่าแล้วยังไง จะเอายังไงต่อ นัดบอกกับผมว่า นัดไม่คิดว่าเค้าจะมาหาที่นี่เพราะนัดเคยให้ที่อยู่เพื่อให้เค้าส่งจดหมายให้เท่านั้น แต่นัดมีเหตุผลจำเป็นที่ต้องคบกับเค้าอยู่ ผมบอกเพียงผมไม่อยากรู้ว่าอะไรคือเหตุผลที่ต้องคบเค้าต่อผมเพียงอยากรู้ว่านัดจะเอายังไงกับผม นัดบอกเพียงว่าเค้ายังรักผม ผมไม่รู้จะทำยังไงต่อดี รักก็รัก และก็ไม่คิดว่าอยากจะเลิกกัน ผมจึงตั้งคำถามหนึ่งกับนัด เป็นคำถามที่ผมคิดว่าน้อยคนนักจะใช้คำถามนี้กับแฟนของตัวเอง ผมถามว่า "ในใจนัดให้นับเป็นที่หนึ่งได้มั๊ย?" ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมจึงมีคำถามนี้ออกมาจากปากให้กับแฟนตัวเอง รู้เพียง ณ ตอนนั้นผมรักนัดและไม่อยากเสียนัดไปเท่านั้นเอง
(ไว้จะมาเล่าต่อครับ)
ความเจ็บที่ยอมทน แม้จะผ่านไปนานแต่ก็ลืมไม่ได้สักที
เรื่องราวของผมอยู่เมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตอนนั้นเข้าเรียนในหลักสูตรต่อเนื่องจึงเป็นรุ่นน้องที่เหมือนเป็นน้องใหม่จึงมีการถูกบังคับให้ต้องลงกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่เนื่องด้วยจากผมเป็นคนไม่เล่นกีฬาจึงเลือกที่จะเป็นหลีด เรื่องทั้งหมดของผมก็เริ่มต้นขึ้นจากจุดนี้
เมื่อผมถูกให้เป็นหลีด ตามปกติก็จะมีการจ้างคนนอกมาสอนท่าหลีดนู่นนี่นั่น เมื่อวันแรกที่มีการนัดซ้อมหลีด ก็มีรุ่นพี่เดินเข้ามาแล้วพาคนสอนหลีดมาแนะนำ คนหนึ่งชื่อต้น อีกคนหนึ่งชื่อนัด สองคนนี้จะมาสอนหลีดให้แก่พวกผม เมื่อพวกเราเริ่มซ้อมกันไปได้สักประมาณ 1 สัปดาห์ ก็เริ่มจะสนิทกันเริ่มที่จะมีการพูดคุยเล่นกันระหว่างผู้สอน กับคนที่เป็นหลีด ผมแอบชอบพี่ที่ชื่อนัดตั้งแต่วันแรกที่เห็นแต่ก็ไม่รู้จะคุยยังไง แต่แล้วมันก็มีโอกาสประจวบเหมาะพอดีที่ทำให้ผมกล้าที่จะเป็นฝ่ายรุกเข้าหาพี่เค้าก่อน ก่อนหน้านี้ผมเป็นนักกีฬาแข่งลีลาศให้โรงเรียนเก่าและในขณะนั้นทางโรงเรียนเก่าได้จ้างผมกับคู่เต้นผมไปโชว์ลีลาศในงานๆ หนึ่งที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น ผมจึงใช้โอกาสนี้ชวนพี่นัดว่าไปเป็นเพื่อนหน่อย พี่นัดก็ตกลงและไปกับผมเมื่อถึงวันงาน ทำให้เราได้มีโอกาสคุยกับแบบส่วนตัวมากขึ้น ผมจำไม่ได้ว่าการขอเป็นแฟนเริ่มยังไง แต่เหมือนจะเป็นผมที่กล้าขอพี่เค้าว่าลองคบกันดู ซึ่งพี่เค้าก็ตกลง หลังจากวันนั้นพี่นัดเค้าก็ยังมาสอนอยู่ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ก็เจอหน้าทุกวัน คุยกันทุกวัน ก็ยิ่งทำให้สนิทกันมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนมีอยู่วันหนึ่งพี่นัดพาผมไปที่บ้านเค้าและวันนั้นเองที่ตกลงคบกันเป็นแฟนอย่างเป็นทางการ แต่วันนั้นพี่เค้ามีประโยคหนึ่งที่พูดกับผม พี่เค้าพูดว่า วันหนึ่งเค้าจะต้องไปมีแฟนเป็นผู้หญิง แต่งงานกัน มีหลานให้พ่อเค้า เพราะว่าพี่เป็นพี่คนโตของบ้าน ผมได้แต่ฟังแต่ไม่ได้คิดอะไรเลยเพราะคิดว่าคนเรามันเป็นเกย์ มันจะเปลี่ยนไปรักผู้หญิงได้ยังไง คืนวันนั้นก็ผ่านไป และก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ วันเวลาผ่านไปจนถึงวันที่ต้องแข่งหลีดทุกอย่างก็ปกติ แต่มีปัญหาคืออุปกรณ์สแตนเชียร์บางอย่างที่ต้องใช้อยู่ที่บ้านพี่นัดในขณะที่พี่นัดก็ดันขับรถไม่เป็น พี่นัดรู้ว่านับขับรถเป็นจึงให้นับขับรถเอาของจากบ้านพี่นัดมายังมหาวิทยาลัย งานจึงผ่านไปราบรื่นเนื่องจากได้อุปกรณ์มาทัน พองานกีฬาจบ นับจึงต้องขับรถไปคืนที่บ้านพี่นัดเค้า แต่เมื่อไปถึงก็เกิดเรื่อง พ่อของพี่นัดเรียกพี่นัดไปคุยเรื่องที่เอารถออกไปข้างนอกแถมยังให้นับซึ่งเป็นคนนอกขับรถเค้าอีก เรื่องราวดูจะใหญ่โตถึงขั้นพี่นัดบอกกับนับว่าจะหนีออกจากบ้านไปอยู่กับเพื่อน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่บ้านเพื่อนคนไหน ในตอนนั้นเองนับก็เลยบอกกับพี่นัดว่างั้นไปอยู่ที่บ้านนับมั๊ย ที่บ้านนับไม่ว่าหรอก ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นและบ้านของผมเองก็ไม่มีปัญหากับเรื่องพวกนี้ด้วยอาจเพราะที่บ้านผมเคยมีคนๆหนึ่งมาอยู่ที่บ้านทั้งๆที่ไม่ใช่ญาติมาอยู่ด้วยที่บ้าน พี่นัดจึงได้มาอยู่ที่บ้านผมกับผมซึ่งเอาจากความคิดผมตอนนั้นผมดีใจมากเลยที่จะได้อยู่ด้วยกันกับคนที่ผมเรามีความรู้สึกดีๆด้วย ตื่นมาเจอหน้ากัน แม้เราจะต่างต้องทำหน้าที่ของตนเองแยกกันบ้างแต่ก่อนนอนก็ยังได้เห็นหน้าพี่เค้าเป็นคนสุดท้ายในทุกๆคืน
เมื่อพี่นัดมาอยู่กับผมที่บ้านของผมแล้วทุกอย่างก็ผ่านไปตามปกติไม่ได้มีปัญหาอย่างใด พี่นัดบอกว่าจริงๆแล้วเค้าแก่เดือนกว่านับ 6 เดือนเองเป็นไปได้ก็ให้เรยีกนัดเฉยๆ ผมก็ได้แต่บอกว่าจะพยายามเปลี่ยนเพราะตอนนี้มันชินกับการเรียกพี่ไปแล้ว และนัดยังสารภาพอีกว่า ก่อนหน้านี้เค้าคิดเพียงจะคบนับเล่นๆเพียงแค่ให้งานกีฬาจบแล้วแยกย้าย แต่ตอนนี้มันเลยตามเลย จริงๆนับก็รู้สึกน้อยใจนะ ว่าทำไมถึงคิดกันแบบนั้น ทำไมไม่อยากคบกับใครคนหนึ่งและอยู่ด้วยกันไปตลอดเหรอ ทำไมต้องมีความคิดว่าต้องมีไปเรื่อย แต่ก็ปล่อยผ่านเลยไป ในทุกๆวัน นัดก็ไปทำงาน ส่วนนับก็ไปทำงานและเรียนต่อในช่วงเย็น เป็นแบบนี้จนล่วงเลยผ่านเวลาไปเกือบปี
วันหนึ่งผมไม่มีเรียนและทำงานเลิกไวกว่านัด ผมจึงไปหานัดที่ทำงานเพื่อที่จะนั่งแท็กซี่กลับบ้านด้วยกัน เมื่อนั่งอยู่บนรถแท็กซี่ ในขณะที่รถวิ่งมุ่งหน้ากลับบ้าน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แต่ไม่ใช่ของผม นัดหยิบขึ้นมาดูแล้วก็ปิดเสียงเก็บใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม ผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไร ไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก นัดก็ยังคงทำเช่นเดิม หยิบขึ้นมาปิดเสียงแล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกง ผมได้แต่คิดมากอยู่ในใจว่าต้องมีอะไรแน่ๆเพราะนัดเองก็ทำท่าแปลกๆ จนโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นครั้งที่ 3 นัดก็ยังคงไม่รับ ผมจึงตัดสินใจถามนัดไปตรงๆว่าทำไมไม่รับ มีอะไรหรือเปล่า นัดได้แต่บอกเพียงว่าไม่มีอะไร แต่ผมเองก็ไม่คิดว่าอย่างนั้นหรอก พอกลับถึงบ้านผมจึงถามนัดตรงๆว่า มีอะไรอยากจะบอกมั๊ย? นัดทำท่าอึกอักคิดอยู่นานจนยอมบอกว่า เค้าคุยกับผู้ชายอีกคนในฐานะคนกำลังจีบกัน นับได้แต่นิ่งอึ้งและไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี นัดพยายามอธิบายว่านัดไม่ได้เข้าไปคุยกับเค้าก่อน และเค้าเองก็ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้เจอกันอยู่แล้ว ผมก็ได้แต่เงียบนิ่ง ได้แต่ปล่อยให้เรื่องมันผ่านไปทั้งๆที่ยังคิดอยู่ว่านี่คืออะไร ยังคุยกับเค้าต่อเหรอ แม้จะไม่ได้เจอตัวกันแล้วมันถูกแล้วเหรอที่ทำแบบนี้ ผมได้แต่ปล่อยให้เรื่องราวนี้มันผ่านไป พยายามทำเป็นไม่สนใจและคิดว่ายังไงนัดก็อยู่กับผมทุกวันแล้วคนนั้นก็ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ หลอกตัวเองว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกมั้ง
วันหนึ่งเป็นวันหยุดซึ่งทุกคนก็อยู่บ้านกันหมดทั้งผมกับนัดและญาติของผม เช้าวันนั้นกริ่งที่บ้านดังขึ้น ก็น่าจะมีคนมาแต่ไม่รู้ว่าใคร และมาหาใคร ผมจึงออกไปหน้าบ้าน มีผู้ชายคนหนึ่งผิวคล้ำๆ ยืนถือตุ๊กตาโดเรม่อนตัวไม่ใหญ่มากรออยู่หน้าบ้าน ผมได้จึงถามเค้าว่ามาหาใครเหรอครับ เค้าตอบกลับมาว่ามาหานัดครับ ผมจึงเดินเข้าไปตามน้องชายลูกพี่ลูกน้อง (ลืมบอกไปครับว่าที่บ้านผมมีน้องชื่อนัดอยู่แล้ว จึงมีนัดอยู่ 2 คนในบ้าน) ว่ามีคนมาหายืนรออยู่หน้าบ้านแล้วผมก็เดินกลับเข้าบ้านแล้วก็เข้าห้องของผม สักพักก็มีเสียงเคาะประตู นัดน้องชายเดินมาบอกว่าเค้าไม่รู้จัก เท่านั้นล่ะครับผมเดาทางออกเลย ได้แต่หน้าชา หูอื้อ หันกลับเข้าไปในห้องแล้วบอกกับนัดแฟนผมว่า ลองแง้มหน้าต่างดูซิ มีคนมาหาหรือเปล่า นัดแง้มผ้าม่านออกดูแล้วหันกลับมาทำหน้าเจื่อนๆ มองหน้าผมโดยที่ไม่ได้ขยับเดินไปไหน ได้แต่ทำหน้าเหมือนจะรู้สึกผิดกับผม ผมจึงพูดออกไปด้วยเสียงเรียบๆเพียงว่าออกไปเคลียร์ซะให้จบนะ นัดเดินผ่านนับไปช้าๆ แล้วปิดประตูห้องออกไปหน้าบ้าน พอนัดออกจากห้องไปแล้ว ผมล้มลงช้าๆแล้วนั่งอยู่พื้นในห้องไม่ขยับไปไหน ตอนนั้นได้แต่คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพื่อนของนัดเหรอ แต่อาการนัดมันไม่ได้บอกว่าอย่างนั้น ครึ่งชั่วโมงผ่านไปนัดเดินกลับเข้ามาในห้องในขณะที่ผมยังนั่งอยู่แบบเดิม นัดขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดกับผมว่า นัดขอโทษ เท่านั้นแหล่ะครับ ไม่รู้น้ำตาจากไหนมันไหลออกมาแบบทั้งๆหน้านิ่งๆ นัดกอดผมไว้แล้วก็ยังคงพูดแต่เพียงว่า นัดขอโทษ อยู่อย่างนั้น ผมจึงพูดว่าแล้วยังไง จะเอายังไงต่อ นัดบอกกับผมว่า นัดไม่คิดว่าเค้าจะมาหาที่นี่เพราะนัดเคยให้ที่อยู่เพื่อให้เค้าส่งจดหมายให้เท่านั้น แต่นัดมีเหตุผลจำเป็นที่ต้องคบกับเค้าอยู่ ผมบอกเพียงผมไม่อยากรู้ว่าอะไรคือเหตุผลที่ต้องคบเค้าต่อผมเพียงอยากรู้ว่านัดจะเอายังไงกับผม นัดบอกเพียงว่าเค้ายังรักผม ผมไม่รู้จะทำยังไงต่อดี รักก็รัก และก็ไม่คิดว่าอยากจะเลิกกัน ผมจึงตั้งคำถามหนึ่งกับนัด เป็นคำถามที่ผมคิดว่าน้อยคนนักจะใช้คำถามนี้กับแฟนของตัวเอง ผมถามว่า "ในใจนัดให้นับเป็นที่หนึ่งได้มั๊ย?" ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมจึงมีคำถามนี้ออกมาจากปากให้กับแฟนตัวเอง รู้เพียง ณ ตอนนั้นผมรักนัดและไม่อยากเสียนัดไปเท่านั้นเอง
(ไว้จะมาเล่าต่อครับ)