เราได้งาน 2 ที่ ในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นงานที่ทำในโรงพยาบาล
ที่แรก เป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็ก รักษาโรคเฉพาะทาง มีชื่อเสียงด้านโรคเฉพาะทาง ตำแหน่งที่เราสมัครคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล(แต่ไม่ได้ทำทุกส่วนของงานบุคคล ทำแค่บางส่วน) ไปสัมภาษณ์งานแล้วรู้สึกประทับใจมาก และดีใจมากตอนที่เขาตอบรับเราเข้าทำงาน เงื่อนไขของงานนี้คือต้องมีคนค้ำประกัน และต้องไปตรวจร่างกาย ซึ่งค่าใช้จ่ายเราต้องออกเอง เราก็ยอม เพราะเราอยากได้งานมากๆ เรากำลังตกงานอยู่ แถมเราก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับตำแหน่งนี้มาก่อน สวัสดิการก็ดี เงินเดือนก็น่าพอใจ มีค่าโอทีให้ด้วย มีเสื้อฟอร์มให้ แถมสามารถวางแผนบริหารเวลาทำงานได้เอง ไม่มีใครมาจู้จี้บังคับโน่นนี่ เดินทางไปทำงานก็สะดวก นั่งแค่รถไฟฟ้าก็ไปถึงแล้ว ใช้เวลาไม่นาน เราก็ชอบสิ ดังนั้นเราจึงไปตรวจร่างกายเรียบร้อย หาคนค้ำประกันมาได้เรียบร้อย อีกไม่กี่วันก็จะได้เริ่มทำงาน
ที่สอง เป็นโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ รักษาทุกโรค ตำแหน่งที่เราสมัครคือ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป งานนี้ฟังดูแล้วค่อนข้างจุกจิก มีทั้งงานด้านบุคคล งานด้านการติดต่อประสานงาน และงานเลขานุการ อิสระในการทำงานก็น่าจะน้อยกว่างานที่โรงพยาบาลแรกด้วย ค่าโอทีก็น่าจะไม่ค่อยมี แต่เราก็อยากได้งานที่นี่มาก เพราะชื่อเสียงของโรงพยาบาลดี (คือเราสามารถไปคุยอวดคนอื่นได้อย่างภาคภูมิใจว่าเราทำงานที่นี่) เงินเดือนเริ่มต้นดีกว่าที่แรกนิดหน่อย สวัสดิการดีกว่าที่แรก แถมเข้าทำงานตามเวลาราชการอีก ไม่มีเสื้อฟอร์มให้ การเดินทางไปทำงานลำบากกว่าที่แรก เพราะต้องนั่งทั้งรถไฟฟ้า แล้วไปนั่งเรือต่ออีก (แต่ใช้เวลาพอๆกับที่แรก) เราสมัครงานนี้ไว้ก่อนงานที่โรงพยาบาลแรกอีก แต่เราเรียกเราไปสัมภาษณ์หลังจากที่โรงพยาบาลแรกตอบรับเราเข้าทำงานแล้ว เราก็ลองไปสัมภาษณ์ ปรากฎว่าที่นี่ก็ตอบรับเราเข้าทำงานด้วย
ทีนี้...แทนที่เราจะรู้สึกดีใจจนตัวลอยที่ได้งานถึง 2 แห่ง เรากลับรู้สึกกระวนกระวายใจ เกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง เพราะในความรู้สึกเรา งานทั้ง 2 ที่ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่แรกมีดีตรงที่งานน่าจะสบาย แต่มีข้อเสียตรงที่เป็นองค์กรเล็กๆ ส่วนที่สองก็มีข้อดีตรงที่เป็นองค์กรรัฐ ใหญ่ด้วย แต่มีข้อเสียตรงเรื่องงานที่จุกจิก ดูเหมือนจะต้องรับใช้คนหลายคน (เรายิ่งชอบมีปัญหาเรื่องคนในที่ทำงานด้วย)
สรุปว่างานทั้ง 2 ที่ต่างก็กินกันไม่ลง เราไม่รู้จะเลือกงานไหนดี ตอบตัวเองไม่ได้ว่าอยากทำงานที่ไหนมากกว่ากัน สุดท้ายเราจึงต้องถามพ่อแม่และญาติเรา ว่าเราควรเลือกที่ไหนดี ตอนแรกพ่อแม่เราก็เป็นห่วงว่าถ้าเลือกงานที่สองแล้วจะเดินทางลำบาก เพราะต้องนั่งเรือ เราว่ายน้ำไม่เป็น กลัวว่าจะมีอันตรายในช่วงหน้าฝน และท่านก็กลัวว่างานที่สองมันจุกจิก กลัวว่าเราจะทนไม่ได้ (เพราะเราทนนิสัยคนไม่ค่อยได้ ทำให้เปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ) แต่สุดท้ายซึ่งพวกท่านก็คิดว่างานที่สองดีกว่า เพราะท่านคิดว่าทำงานในองค์กรใหญ่แล้วเราจะมีโอกาสก้าวหน้าและขยับขยายงานได้มากกว่า ได้มีโอกาสพบปะผู้คนมากกว่า ลักษณะการทำงานมีความเป็นระบบระเบียบมากกว่า อาหารการกินแถวๆโรงพยาบาลที่สองก็หาได้ง่ายกว่าที่โรงพยาบาลแรก และชื่อเสียงก็ดีกว่าที่แรกด้วย
ดังนั้นเราจึงยอมเชื่อพ่อแม่และญาติ เราก็กลั้นใจโทรไปหาที่ทำงานแรก บอกว่าขอยกเลิกการทำงาน เพราะได้งานอื่น เรารู้สึกผิดมากๆ ตอนคุยก็เสียงสั่นๆให้รู้ว่าเสียใจที่ต้องปฏิเสธ พูดขอโทษเขาซ้ำๆ เพราะเขาอุตส่าห์รับเราแล้ว และเราก็ตอบรับไปแล้ว แต่เราดันมาปฏิเสธทีหลัง เขาต้องมองเราไม่ดีแน่ๆ และเราก็รู้สึกเสียดายงานที่แรกด้วย (แต่ถ้าเราเลือกงานที่แรก ก็จะรู้สึกเสียดายงานที่สองเหมือนกัน)
ขอถามคนที่เข้ามาอ่านว่า ถ้าพวกคุณเป็นเรา พวกคุณจะเลือกเหมือนเราไหม หรือจะตัดสินใจยังไง
ได้งาน 2 ที่ แล้วตัดสินใจเลือกเองไม่ถูก จึงให้คนอื่นช่วยตัดสินใจให้ แปลกไหม
ที่แรก เป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็ก รักษาโรคเฉพาะทาง มีชื่อเสียงด้านโรคเฉพาะทาง ตำแหน่งที่เราสมัครคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล(แต่ไม่ได้ทำทุกส่วนของงานบุคคล ทำแค่บางส่วน) ไปสัมภาษณ์งานแล้วรู้สึกประทับใจมาก และดีใจมากตอนที่เขาตอบรับเราเข้าทำงาน เงื่อนไขของงานนี้คือต้องมีคนค้ำประกัน และต้องไปตรวจร่างกาย ซึ่งค่าใช้จ่ายเราต้องออกเอง เราก็ยอม เพราะเราอยากได้งานมากๆ เรากำลังตกงานอยู่ แถมเราก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับตำแหน่งนี้มาก่อน สวัสดิการก็ดี เงินเดือนก็น่าพอใจ มีค่าโอทีให้ด้วย มีเสื้อฟอร์มให้ แถมสามารถวางแผนบริหารเวลาทำงานได้เอง ไม่มีใครมาจู้จี้บังคับโน่นนี่ เดินทางไปทำงานก็สะดวก นั่งแค่รถไฟฟ้าก็ไปถึงแล้ว ใช้เวลาไม่นาน เราก็ชอบสิ ดังนั้นเราจึงไปตรวจร่างกายเรียบร้อย หาคนค้ำประกันมาได้เรียบร้อย อีกไม่กี่วันก็จะได้เริ่มทำงาน
ที่สอง เป็นโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ รักษาทุกโรค ตำแหน่งที่เราสมัครคือ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป งานนี้ฟังดูแล้วค่อนข้างจุกจิก มีทั้งงานด้านบุคคล งานด้านการติดต่อประสานงาน และงานเลขานุการ อิสระในการทำงานก็น่าจะน้อยกว่างานที่โรงพยาบาลแรกด้วย ค่าโอทีก็น่าจะไม่ค่อยมี แต่เราก็อยากได้งานที่นี่มาก เพราะชื่อเสียงของโรงพยาบาลดี (คือเราสามารถไปคุยอวดคนอื่นได้อย่างภาคภูมิใจว่าเราทำงานที่นี่) เงินเดือนเริ่มต้นดีกว่าที่แรกนิดหน่อย สวัสดิการดีกว่าที่แรก แถมเข้าทำงานตามเวลาราชการอีก ไม่มีเสื้อฟอร์มให้ การเดินทางไปทำงานลำบากกว่าที่แรก เพราะต้องนั่งทั้งรถไฟฟ้า แล้วไปนั่งเรือต่ออีก (แต่ใช้เวลาพอๆกับที่แรก) เราสมัครงานนี้ไว้ก่อนงานที่โรงพยาบาลแรกอีก แต่เราเรียกเราไปสัมภาษณ์หลังจากที่โรงพยาบาลแรกตอบรับเราเข้าทำงานแล้ว เราก็ลองไปสัมภาษณ์ ปรากฎว่าที่นี่ก็ตอบรับเราเข้าทำงานด้วย
ทีนี้...แทนที่เราจะรู้สึกดีใจจนตัวลอยที่ได้งานถึง 2 แห่ง เรากลับรู้สึกกระวนกระวายใจ เกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง เพราะในความรู้สึกเรา งานทั้ง 2 ที่ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่แรกมีดีตรงที่งานน่าจะสบาย แต่มีข้อเสียตรงที่เป็นองค์กรเล็กๆ ส่วนที่สองก็มีข้อดีตรงที่เป็นองค์กรรัฐ ใหญ่ด้วย แต่มีข้อเสียตรงเรื่องงานที่จุกจิก ดูเหมือนจะต้องรับใช้คนหลายคน (เรายิ่งชอบมีปัญหาเรื่องคนในที่ทำงานด้วย)
สรุปว่างานทั้ง 2 ที่ต่างก็กินกันไม่ลง เราไม่รู้จะเลือกงานไหนดี ตอบตัวเองไม่ได้ว่าอยากทำงานที่ไหนมากกว่ากัน สุดท้ายเราจึงต้องถามพ่อแม่และญาติเรา ว่าเราควรเลือกที่ไหนดี ตอนแรกพ่อแม่เราก็เป็นห่วงว่าถ้าเลือกงานที่สองแล้วจะเดินทางลำบาก เพราะต้องนั่งเรือ เราว่ายน้ำไม่เป็น กลัวว่าจะมีอันตรายในช่วงหน้าฝน และท่านก็กลัวว่างานที่สองมันจุกจิก กลัวว่าเราจะทนไม่ได้ (เพราะเราทนนิสัยคนไม่ค่อยได้ ทำให้เปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ) แต่สุดท้ายซึ่งพวกท่านก็คิดว่างานที่สองดีกว่า เพราะท่านคิดว่าทำงานในองค์กรใหญ่แล้วเราจะมีโอกาสก้าวหน้าและขยับขยายงานได้มากกว่า ได้มีโอกาสพบปะผู้คนมากกว่า ลักษณะการทำงานมีความเป็นระบบระเบียบมากกว่า อาหารการกินแถวๆโรงพยาบาลที่สองก็หาได้ง่ายกว่าที่โรงพยาบาลแรก และชื่อเสียงก็ดีกว่าที่แรกด้วย
ดังนั้นเราจึงยอมเชื่อพ่อแม่และญาติ เราก็กลั้นใจโทรไปหาที่ทำงานแรก บอกว่าขอยกเลิกการทำงาน เพราะได้งานอื่น เรารู้สึกผิดมากๆ ตอนคุยก็เสียงสั่นๆให้รู้ว่าเสียใจที่ต้องปฏิเสธ พูดขอโทษเขาซ้ำๆ เพราะเขาอุตส่าห์รับเราแล้ว และเราก็ตอบรับไปแล้ว แต่เราดันมาปฏิเสธทีหลัง เขาต้องมองเราไม่ดีแน่ๆ และเราก็รู้สึกเสียดายงานที่แรกด้วย (แต่ถ้าเราเลือกงานที่แรก ก็จะรู้สึกเสียดายงานที่สองเหมือนกัน)
ขอถามคนที่เข้ามาอ่านว่า ถ้าพวกคุณเป็นเรา พวกคุณจะเลือกเหมือนเราไหม หรือจะตัดสินใจยังไง