สวัสดีครับ
ก่อนอื่นขอบอก่อนครับว่า จขกท. ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตหนึ่งปีในเมืองเล็กๆทางตอนใต้ของ San Francisco ชื่อว่า "Half Moon Bay" นะครับ
ก่อนวีซ่าจะหมดอายุเราและน้องอีกคนที่มาใช้ชีวิตที่นี่ด้วยกันที่นี่ ตัดสินใจที่จะทำตามฝันเล็กๆของเราในการไปแคมปิ้งที่อุทยานแห่งชาติ "Yosemite" สักครั้ง
Day 1
หลังจากวางแผนว่าเราจะไป Hiking และ Camping กันที่ Yosemite 3 วัน 2 คืน โดยศึกษาข้อมูลในเว็บไซต์ของทางอุทยานเองและเว็บไซต์ต่างๆ หลายเว็บไซต์ ที่แนะนำเส้นทางการเดินป่าเอาไว้
เราออกเดินทางตอนเที่ยงโดยกังวลเล็กน้อยว่าจะทันเวลาทำการมั้ยในการเกินทางประมาณ 300 ไมล์จากบ้าน หรือเกือบ 500 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4-4.5 ชั่วโมง เนื่องจากเวลาทำการของอุทยานจะเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 8:00-17:00 ซึ่งเรากับน้องก็เตรียมใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ทันคงหาที่จอดที่ไหล่ทางและพักผ่อนบนรถซักคืน ค่อยเดินทางต่อ
เราเลือกเส้นทางโดยการขับขึ้นเหนือไปยัง San Francisco และมุ่งหน้าไปทางตะวันออกสู่ Oakland และยังคงมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเรื่อยๆจนถึง Livermore จนกระทั่ง Merced เมืองต้นทางของการเข้าอุทยานแห่งชาติ Yosemite
เวลาประมาณ 15:00 บนถนนหมายเลข 580 หลังจากแวะเติมน้ำมันที่ Livermore เราเดินทางออกจากเมืองได้ประมาณ เกือบๆ 10 กิโลเมตร สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น (แต่ก็ไม่ได้หวังว่าการเดินทางจะราบรื่น) รถที่เราเช่ามาจากบริษัท Enterprise เริ่มมีอาการกระตุก เร่งเครื่องไม่ค่อยไป จนน้องเราซึ่งเป็นคนขับประคองรถไปที่ไหล่ทางจนกระทั่งรถดับ เกียร์ล็อก แต่โชคดีระบบไฟฟ้ายังสามารถใช้งานได้อยู่ เราเลยต้องติดต่อกับบริษัทเช่ารถ จนได้ความว่า รถลากจะมาเร็วที่สุดประมาณหนึ่งชั่วโมง และจะลากรถกลับไปที่ Oakland เพื่อไปเปลี่ยนรถ แผนของเราทุกอย่างพังหมด
F
เวลาประมาณ 17:00 เจ้าหน้าที่อุทยานกำลังล็อกประตูที่ทำการลงทะเบียนผู้เข้าใช้บริการ ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รถลากจากบริษัท AAA roadsides and towing กำลังกล่าวคำทักทายกับเราและปิดประโยคด้วยคำขอโทษที่มาช้านิดนึงเพราะเป็นช่วงที่ชาวเมืองละแวกใกล้เคียงกำลังเลิกงานและมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน เราเริ่มต้นเดินทางอีกครั้งแต่เป็นการย้อนกลับไปยัง Oakland
คุณพี่ยกรถมาจังหวะที่เราโทรไปตามเรื่องพอดี

คุณพี่บอกว่าอยากไป ฟัคอิท ! เหมือนกัน (Phuk-et!)

เวลา 18:00 เราดำเนินการเปลี่ยนรถที่สนามบิน Oakland และมุ่งหน้าไป Livemore เป็นครั้งที่สองในวันเดียวกัน ครั้งนี้ทุกอย่างราบรื่นกับเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆที่เราจะไปถึงที่หมาย
ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณพี่เอารถลงได้รึยัง

ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน(ในเวลาสองทุ่มของที่นี่) หลังจากเราออกจาก เมือง Merced รถของเราเริ่มเป็นคันเดียวบนถนน กับไฟหน้าและ Google maps เป็นตัวคอยนำทาง ถนนเริ่มคดเคี้ยว นานๆจะเห็นไฟหน้ารถของรถที่วิ่งสวนมาซักที
เวลาไม่นานประมาณชั่วโมงครึ่ง เราเริ่มมีเพื่อนร่วมทางเป็นแม่น้ำ Merced กับพระจันทร์เต็มดวงจนเราเห็นแม่น้ำทั้งสายเป็นสีขาวโพลนราวกับหิมะไปตลอดทาง
ด้วยเวลากลางคืนกับทางที่คดเคี้ยวและอุปสรรคเล็กๆน้อยระหว่างทาง ทำให้เราถึงประตูทางเข้าที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าในเวลาเกือบห้าทุ่ม เงินที่เตรียมไว้จ่ายค่าเข้า 30$ เป็นหมันทันที
El Capitan กับดาวนับล้านดวงเป็นฉากหลังเป็นสิ่งที่เราเห็นเป็นสิ่งแรก จากที่เราง่วงและเพลียจากการเดินทาง ม่านตาของเราเปิดกว้างอีกครั้งราวกับซดกระทิงแดงฉบับไทยทีเดียวสองขวดทันทีที่เห็น Yosemite Fall ซึ่งเป็นน้ำตกที่ไหลดิ่งรวดเดียวจากยอดเขา ซึ่งดูแปลกตาสำหรับเราและน้องมาก
น้ำตก Yosemite ในยามเช้าตรู่

หลังจากเราประทับใจกับความมืดและแสงจันทร์กระทบยอดเขาและน้ำตกกันพอสมควร เราขับรถรอบ Yosemite valley ซึ่งเป็นที่ราบในหมู่หุบเขามากมายและเป็นใจกลางและจุดเริ่มต้นในการผจญภัยใน Yosemite เราหาไหล่ทางใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้หน้าผาสูงชันเป็นที่สำหรับจอดรถพักผ่อนสำหรับคืนนี้ ณ เวลา 00:00 นาฬิกา
จุดจอดรถพัก ในยามเช้า

เช้าวันที่ 2
พวกเราตื่นกันตอน 7 โมง ล้างหน้าแปรงฟันและรีบไปสถานที่ลงทะเบียน เพราะกลัวว่าแถวจะยาว
ทันทีที่พวกเราไปถึง กลายเป็นพวกเราเองต่างหากที่ไปคนแรกๆ คนไม่เยอะอย่างที่คิด เพราะอาจไม่ใช่ช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ใครหลายๆคนอยากมาปีนเขากัน


หลังจากเราติดต่อกับเจ้าหน้าที่ว่าเราจะ hiking กัน สิ่งที่เราต้องเตรียมให้เจ้าหน้าที่คือ เส้นทางการวางแผนที่เราจะเลือกเดิน และจุดหมายที่เราจะไป แล้วเจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลการปฎิบัติในการแคมป์ เช่น การตั้งแคมป์ให้ห่างจากทางเดิน 100 เมตร ห่างจากแม่น้ำ 100 เมตร รวมถึงสถานที่เหมาะสมในการตั้งแคมป์ และรายละเอียดอื่นๆให้เราปฏิบัติตาม พร้อมกับถังขยะสีดำดูปิดมิดชิดขนาดแขนข้างเดียวโอบ ไม่มีหูหิ้ว พร้อมกับต้องเสียเงิน 5$ เป็นค่าถังขยะ
ถังขยะกลายเป็นภารกิจสำคัญของพวกเราเพราะถ้าเราทำหาย เราจะต้องเสียค่าปรับ 100$
และจุดประสงค์ในการแบกถังขยะคือ ป้องกันการรบกวนจากหมี ซึ่งถ้าเรานำขยะเก็บไว้ในเต็นท์ ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่เราจะถูกหมีเข้าไปคุ้ยเต็นท์ได้ระหว่างกลางดึก ฉะนั้นการเก็บที่ดีที่สุดคือเก็บไว้ในถังขยะอันนี้ คือวิธีการที่ปลอดภัยที่สุด แต่ลำบากมากที่ต้องแบกขึ้นไป และที่สำคัญต้องแบกขยะทั้งหมดกลับลงมา พร้อมกับแบคแพคอีก 10 กว่ากิโลกรัม ไม่ง่ายเหมือนบีบยาสีฟันลงบนแปรงสีฟันเลยใช่มั้ยครับ
ทิปเล็กๆน้อยๆสำหรับย่อหน้านี้ ถ้าเกิดเจอหมีจริงๆให้เราตะโกนหรือทำเสียงดังๆไล่หมี และอย่า ให้อาหารกับมันเป็นอันขาด เพราะหมีตัวใหญ่จะกลายเป็นงูเห่าตัวเล็ก และแว้งกัดเราหลังได้อาหารจากเรา
สนธิสัญญาระหว่างเรากับอุทยาน

อาหารและอุปกรณ์ยังชีพ

และถังขยะเจ้ากรรม

เวลา 9:30 พวกเราเริ่มออกเดินทางจาก Happy isles trailhead เพื่อมุ่งหน้าไปทางจุดหมายแรกคือ Vernal Fall. โดยแผนการเดินทางของเราเป็นดังนี้
Happy isles trail > John Muir Vernal fall > Mist trail > John Muir trail ไป ยัง Glacier point (ถ้าน้ำไม่ขึ้น และสามารถข้ามสะพานไปได้)
แม่น้ำ Merced ก่อนถึง Trail head

ทางไปยัง Vernal fall เป็นทางเรียบ แต่ค่อนข้างชันเดินไม่ยากถ้าไม่ได้แบกแบคเพคไป เส้นทางนี้เป็นการเดินย้อนกระแสน้ำในแม่น้ำ Merced ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าแม่น้ำ Merced ไหลไปถึงไหน เพราะ ชาว Westcoast คงค่อนข้างคุ้นหูกับชื่อนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สถานีรถไฟฟ้าขึ้นชื่อของชาวแซนฟรานซิสกันหรือ Bart และอื่นๆอีกมากมาย
ทางเดินไต่ระดับเรียบๆ

วิวข้างทางเดินไปน้ำตก Vernal fall

เกือบครึ่งทางแล้ว




เราแนะนำให้เอาเสื้อกันฝนไป เพราะพวกเราตัดสินใจพลาดเรื่องเสื้อกันฝนกันมาแล้ว เพราะวางแต้มเต็มร้อยกับพยากรณ์อากาศวันนั้นมาก แดดแรง ฟัาใส เมฆบาง แต่สุดท้ายเราเปียกทั้งตัวเนื่องจากละอองจากน้ำตกที่ปลายทางของเส้นทางนี้ไหลค่อนข้างแรง ทำเราเปียกไปทั้งตัว ความรู้สึกเหมือนตอนอาบน้ำฝักบัวแล้วเกลียวที่ก็อกเสียพยายามปิดเท่าไหร่ก็ปิดไม่ได้ และที่สำคัญ เราต้องเดินขึ้นทางชันเรื่อยๆ ความเหนื่อยล้าไม่สามารถหยุดความรู้สึกที่อยากจะเดินหนีให้พ้นละอองน้ำได้ สุดท้ายพวกเราก็ผ่านความเจ็บปวดที่งดงามนั้นมาได้ เพราะหลายครั้งที่เรายอมเปียก ยอมหรี่ตาต้านกระแสน้ำ ยอมให้น้ำเข้าไปในปอดหลายๆครั้ง เพื่อจะเก็บภาพสวยๆเหล่านั้นไว้ดูเพื่อเตือนความทรงจำ





หลักจากนั้นเราต้องเลาะทางเดินที่ติดกับหน้าผาประมาณหนึ่งศอกเพื่อขึ้นไปบนยอดของ vernal fall เพื่อพักกลางวัน ตรงนี้ทุกคนสามารถพักผ่อนได้เพราะมีห้องน้ำไว้ให้บริการในระยะไม่ห่าง


หลังจากพักทานขนมปังไปพักใหญ่ๆ เราเริ่มเดินทางกันต่อโดยเราจะเริ่มใช้ Mist trail ไปยัง Nevada fall


ทางเริ่มต้นของ trail นี้ไม่ยากมากเนื่องจากเป็นป่าที่ค่อนข้างชื้นเล็กน้อยและได้ยินเสียงน้ำตกตลอดทาง
ไม่นานนักภายหลังป่าอันหนาแน่นก็ค่อนเผยโฉมทางบันไดหินสูงชัน กำแพงหน้าผาอยู่ฝั่งซ้าย น้ำตกที่ได้ยินไกลๆ เผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ทางขวามือนี้เอง
ทางบันไดหินถ้าดูมุมสูงจากแผนที่นั้นเป็นทางไม่ไกลจากปลายทางนัก แต่ถ้าดูในความสูงชันพร้อมกระเป๋าข้างหลังและถังขยะในมือ มันเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย




พวกเราใช้เวลาเดินทางนานมาก สืบเนื่องจากความล้า และสัมภาระบนหลัง จนเวลาประมาณ 5 โมงเย็น เราถึงจุดหมายบนยอดน้ำตก Nevada fall และความรู้สึกที่ว่าต้องหาที่แคมป์แล้วถึงแม้พระอาทิตย์จะตกในอีกสามชั่วโมง ท้ายที่สุดเราไปเจอทำเลเหมาะแก่การก่อไฟมาก เนื่องจากกลุ่มหิน ที่มีลักษณะวงกลมเหมือนจะเรียกร้องเราเอาฝืนไปก่อตรงนั้น
เราใช้เวลากันไม่นานในการตั้งแคมป์บริเวณยอดน้ำตก Nevada fall (โดยมีตรรกะค่อนข้างงี่เง่าที่ให้ความสำคัญกับการก่อไฟมากกว่าทำเลที่จะตั้งแคมป์) ซึ่งบนยอดน้ำตกเป็นแม่น้ำสายใหญ่ประมาณถนนสองเลนส์ในกรุงเทพ และน้ำไหลเชี่ยวสู่หน้าผา กลายเป็นน้ำตกลงไป
บริเวณที่เราแคมป์หาฝืนกันง่ายมาก ทำให้เรามีฝืนที่จะสร้างความทรงจำในค่ำคืนบนยอดน้ำตก ใต้แสงดาวกันถึงเที่ยงคืน

น้ำตก Nevada ตอน 5 ทุ่ม
ขอตัวเตรียมตัวไป trekking ที่ Cordrillera blanca สัก 4 วันนะครับแล้วจะมาต่อ
ปล. ภาพถ่ายด้วยกล้องมือถือ Google Pixel กับ Samsung S7 นะครับ ( มีรูปสุดท้ายที่ถ่ายด้วย Mirrorless)
[CR] 3 วัน 2 คืน แบกเป้ นอนเต็นท์ ที่ Yosemite
ก่อนอื่นขอบอก่อนครับว่า จขกท. ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตหนึ่งปีในเมืองเล็กๆทางตอนใต้ของ San Francisco ชื่อว่า "Half Moon Bay" นะครับ
ก่อนวีซ่าจะหมดอายุเราและน้องอีกคนที่มาใช้ชีวิตที่นี่ด้วยกันที่นี่ ตัดสินใจที่จะทำตามฝันเล็กๆของเราในการไปแคมปิ้งที่อุทยานแห่งชาติ "Yosemite" สักครั้ง
Day 1
หลังจากวางแผนว่าเราจะไป Hiking และ Camping กันที่ Yosemite 3 วัน 2 คืน โดยศึกษาข้อมูลในเว็บไซต์ของทางอุทยานเองและเว็บไซต์ต่างๆ หลายเว็บไซต์ ที่แนะนำเส้นทางการเดินป่าเอาไว้
เราออกเดินทางตอนเที่ยงโดยกังวลเล็กน้อยว่าจะทันเวลาทำการมั้ยในการเกินทางประมาณ 300 ไมล์จากบ้าน หรือเกือบ 500 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4-4.5 ชั่วโมง เนื่องจากเวลาทำการของอุทยานจะเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 8:00-17:00 ซึ่งเรากับน้องก็เตรียมใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ทันคงหาที่จอดที่ไหล่ทางและพักผ่อนบนรถซักคืน ค่อยเดินทางต่อ
เราเลือกเส้นทางโดยการขับขึ้นเหนือไปยัง San Francisco และมุ่งหน้าไปทางตะวันออกสู่ Oakland และยังคงมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเรื่อยๆจนถึง Livermore จนกระทั่ง Merced เมืองต้นทางของการเข้าอุทยานแห่งชาติ Yosemite
เวลาประมาณ 15:00 บนถนนหมายเลข 580 หลังจากแวะเติมน้ำมันที่ Livermore เราเดินทางออกจากเมืองได้ประมาณ เกือบๆ 10 กิโลเมตร สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น (แต่ก็ไม่ได้หวังว่าการเดินทางจะราบรื่น) รถที่เราเช่ามาจากบริษัท Enterprise เริ่มมีอาการกระตุก เร่งเครื่องไม่ค่อยไป จนน้องเราซึ่งเป็นคนขับประคองรถไปที่ไหล่ทางจนกระทั่งรถดับ เกียร์ล็อก แต่โชคดีระบบไฟฟ้ายังสามารถใช้งานได้อยู่ เราเลยต้องติดต่อกับบริษัทเช่ารถ จนได้ความว่า รถลากจะมาเร็วที่สุดประมาณหนึ่งชั่วโมง และจะลากรถกลับไปที่ Oakland เพื่อไปเปลี่ยนรถ แผนของเราทุกอย่างพังหมด
F
เวลาประมาณ 17:00 เจ้าหน้าที่อุทยานกำลังล็อกประตูที่ทำการลงทะเบียนผู้เข้าใช้บริการ ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รถลากจากบริษัท AAA roadsides and towing กำลังกล่าวคำทักทายกับเราและปิดประโยคด้วยคำขอโทษที่มาช้านิดนึงเพราะเป็นช่วงที่ชาวเมืองละแวกใกล้เคียงกำลังเลิกงานและมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน เราเริ่มต้นเดินทางอีกครั้งแต่เป็นการย้อนกลับไปยัง Oakland
คุณพี่ยกรถมาจังหวะที่เราโทรไปตามเรื่องพอดี
เวลา 18:00 เราดำเนินการเปลี่ยนรถที่สนามบิน Oakland และมุ่งหน้าไป Livemore เป็นครั้งที่สองในวันเดียวกัน ครั้งนี้ทุกอย่างราบรื่นกับเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆที่เราจะไปถึงที่หมาย
ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณพี่เอารถลงได้รึยัง
ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน(ในเวลาสองทุ่มของที่นี่) หลังจากเราออกจาก เมือง Merced รถของเราเริ่มเป็นคันเดียวบนถนน กับไฟหน้าและ Google maps เป็นตัวคอยนำทาง ถนนเริ่มคดเคี้ยว นานๆจะเห็นไฟหน้ารถของรถที่วิ่งสวนมาซักที
เวลาไม่นานประมาณชั่วโมงครึ่ง เราเริ่มมีเพื่อนร่วมทางเป็นแม่น้ำ Merced กับพระจันทร์เต็มดวงจนเราเห็นแม่น้ำทั้งสายเป็นสีขาวโพลนราวกับหิมะไปตลอดทาง
ด้วยเวลากลางคืนกับทางที่คดเคี้ยวและอุปสรรคเล็กๆน้อยระหว่างทาง ทำให้เราถึงประตูทางเข้าที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าในเวลาเกือบห้าทุ่ม เงินที่เตรียมไว้จ่ายค่าเข้า 30$ เป็นหมันทันที
El Capitan กับดาวนับล้านดวงเป็นฉากหลังเป็นสิ่งที่เราเห็นเป็นสิ่งแรก จากที่เราง่วงและเพลียจากการเดินทาง ม่านตาของเราเปิดกว้างอีกครั้งราวกับซดกระทิงแดงฉบับไทยทีเดียวสองขวดทันทีที่เห็น Yosemite Fall ซึ่งเป็นน้ำตกที่ไหลดิ่งรวดเดียวจากยอดเขา ซึ่งดูแปลกตาสำหรับเราและน้องมาก
น้ำตก Yosemite ในยามเช้าตรู่
หลังจากเราประทับใจกับความมืดและแสงจันทร์กระทบยอดเขาและน้ำตกกันพอสมควร เราขับรถรอบ Yosemite valley ซึ่งเป็นที่ราบในหมู่หุบเขามากมายและเป็นใจกลางและจุดเริ่มต้นในการผจญภัยใน Yosemite เราหาไหล่ทางใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้หน้าผาสูงชันเป็นที่สำหรับจอดรถพักผ่อนสำหรับคืนนี้ ณ เวลา 00:00 นาฬิกา
จุดจอดรถพัก ในยามเช้า
เช้าวันที่ 2
พวกเราตื่นกันตอน 7 โมง ล้างหน้าแปรงฟันและรีบไปสถานที่ลงทะเบียน เพราะกลัวว่าแถวจะยาว
ทันทีที่พวกเราไปถึง กลายเป็นพวกเราเองต่างหากที่ไปคนแรกๆ คนไม่เยอะอย่างที่คิด เพราะอาจไม่ใช่ช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ใครหลายๆคนอยากมาปีนเขากัน
หลังจากเราติดต่อกับเจ้าหน้าที่ว่าเราจะ hiking กัน สิ่งที่เราต้องเตรียมให้เจ้าหน้าที่คือ เส้นทางการวางแผนที่เราจะเลือกเดิน และจุดหมายที่เราจะไป แล้วเจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลการปฎิบัติในการแคมป์ เช่น การตั้งแคมป์ให้ห่างจากทางเดิน 100 เมตร ห่างจากแม่น้ำ 100 เมตร รวมถึงสถานที่เหมาะสมในการตั้งแคมป์ และรายละเอียดอื่นๆให้เราปฏิบัติตาม พร้อมกับถังขยะสีดำดูปิดมิดชิดขนาดแขนข้างเดียวโอบ ไม่มีหูหิ้ว พร้อมกับต้องเสียเงิน 5$ เป็นค่าถังขยะ
ถังขยะกลายเป็นภารกิจสำคัญของพวกเราเพราะถ้าเราทำหาย เราจะต้องเสียค่าปรับ 100$
และจุดประสงค์ในการแบกถังขยะคือ ป้องกันการรบกวนจากหมี ซึ่งถ้าเรานำขยะเก็บไว้ในเต็นท์ ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่เราจะถูกหมีเข้าไปคุ้ยเต็นท์ได้ระหว่างกลางดึก ฉะนั้นการเก็บที่ดีที่สุดคือเก็บไว้ในถังขยะอันนี้ คือวิธีการที่ปลอดภัยที่สุด แต่ลำบากมากที่ต้องแบกขึ้นไป และที่สำคัญต้องแบกขยะทั้งหมดกลับลงมา พร้อมกับแบคแพคอีก 10 กว่ากิโลกรัม ไม่ง่ายเหมือนบีบยาสีฟันลงบนแปรงสีฟันเลยใช่มั้ยครับ
ทิปเล็กๆน้อยๆสำหรับย่อหน้านี้ ถ้าเกิดเจอหมีจริงๆให้เราตะโกนหรือทำเสียงดังๆไล่หมี และอย่า ให้อาหารกับมันเป็นอันขาด เพราะหมีตัวใหญ่จะกลายเป็นงูเห่าตัวเล็ก และแว้งกัดเราหลังได้อาหารจากเรา
สนธิสัญญาระหว่างเรากับอุทยาน
เวลา 9:30 พวกเราเริ่มออกเดินทางจาก Happy isles trailhead เพื่อมุ่งหน้าไปทางจุดหมายแรกคือ Vernal Fall. โดยแผนการเดินทางของเราเป็นดังนี้
Happy isles trail > John Muir Vernal fall > Mist trail > John Muir trail ไป ยัง Glacier point (ถ้าน้ำไม่ขึ้น และสามารถข้ามสะพานไปได้)
แม่น้ำ Merced ก่อนถึง Trail head
ทางไปยัง Vernal fall เป็นทางเรียบ แต่ค่อนข้างชันเดินไม่ยากถ้าไม่ได้แบกแบคเพคไป เส้นทางนี้เป็นการเดินย้อนกระแสน้ำในแม่น้ำ Merced ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าแม่น้ำ Merced ไหลไปถึงไหน เพราะ ชาว Westcoast คงค่อนข้างคุ้นหูกับชื่อนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สถานีรถไฟฟ้าขึ้นชื่อของชาวแซนฟรานซิสกันหรือ Bart และอื่นๆอีกมากมาย
ทางเดินไต่ระดับเรียบๆ
เราแนะนำให้เอาเสื้อกันฝนไป เพราะพวกเราตัดสินใจพลาดเรื่องเสื้อกันฝนกันมาแล้ว เพราะวางแต้มเต็มร้อยกับพยากรณ์อากาศวันนั้นมาก แดดแรง ฟัาใส เมฆบาง แต่สุดท้ายเราเปียกทั้งตัวเนื่องจากละอองจากน้ำตกที่ปลายทางของเส้นทางนี้ไหลค่อนข้างแรง ทำเราเปียกไปทั้งตัว ความรู้สึกเหมือนตอนอาบน้ำฝักบัวแล้วเกลียวที่ก็อกเสียพยายามปิดเท่าไหร่ก็ปิดไม่ได้ และที่สำคัญ เราต้องเดินขึ้นทางชันเรื่อยๆ ความเหนื่อยล้าไม่สามารถหยุดความรู้สึกที่อยากจะเดินหนีให้พ้นละอองน้ำได้ สุดท้ายพวกเราก็ผ่านความเจ็บปวดที่งดงามนั้นมาได้ เพราะหลายครั้งที่เรายอมเปียก ยอมหรี่ตาต้านกระแสน้ำ ยอมให้น้ำเข้าไปในปอดหลายๆครั้ง เพื่อจะเก็บภาพสวยๆเหล่านั้นไว้ดูเพื่อเตือนความทรงจำ
หลักจากนั้นเราต้องเลาะทางเดินที่ติดกับหน้าผาประมาณหนึ่งศอกเพื่อขึ้นไปบนยอดของ vernal fall เพื่อพักกลางวัน ตรงนี้ทุกคนสามารถพักผ่อนได้เพราะมีห้องน้ำไว้ให้บริการในระยะไม่ห่าง
หลังจากพักทานขนมปังไปพักใหญ่ๆ เราเริ่มเดินทางกันต่อโดยเราจะเริ่มใช้ Mist trail ไปยัง Nevada fall
ไม่นานนักภายหลังป่าอันหนาแน่นก็ค่อนเผยโฉมทางบันไดหินสูงชัน กำแพงหน้าผาอยู่ฝั่งซ้าย น้ำตกที่ได้ยินไกลๆ เผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ทางขวามือนี้เอง
ทางบันไดหินถ้าดูมุมสูงจากแผนที่นั้นเป็นทางไม่ไกลจากปลายทางนัก แต่ถ้าดูในความสูงชันพร้อมกระเป๋าข้างหลังและถังขยะในมือ มันเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
พวกเราใช้เวลาเดินทางนานมาก สืบเนื่องจากความล้า และสัมภาระบนหลัง จนเวลาประมาณ 5 โมงเย็น เราถึงจุดหมายบนยอดน้ำตก Nevada fall และความรู้สึกที่ว่าต้องหาที่แคมป์แล้วถึงแม้พระอาทิตย์จะตกในอีกสามชั่วโมง ท้ายที่สุดเราไปเจอทำเลเหมาะแก่การก่อไฟมาก เนื่องจากกลุ่มหิน ที่มีลักษณะวงกลมเหมือนจะเรียกร้องเราเอาฝืนไปก่อตรงนั้น
เราใช้เวลากันไม่นานในการตั้งแคมป์บริเวณยอดน้ำตก Nevada fall (โดยมีตรรกะค่อนข้างงี่เง่าที่ให้ความสำคัญกับการก่อไฟมากกว่าทำเลที่จะตั้งแคมป์) ซึ่งบนยอดน้ำตกเป็นแม่น้ำสายใหญ่ประมาณถนนสองเลนส์ในกรุงเทพ และน้ำไหลเชี่ยวสู่หน้าผา กลายเป็นน้ำตกลงไป
บริเวณที่เราแคมป์หาฝืนกันง่ายมาก ทำให้เรามีฝืนที่จะสร้างความทรงจำในค่ำคืนบนยอดน้ำตก ใต้แสงดาวกันถึงเที่ยงคืน
ขอตัวเตรียมตัวไป trekking ที่ Cordrillera blanca สัก 4 วันนะครับแล้วจะมาต่อ
ปล. ภาพถ่ายด้วยกล้องมือถือ Google Pixel กับ Samsung S7 นะครับ ( มีรูปสุดท้ายที่ถ่ายด้วย Mirrorless)
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น