ผมอายุ 19 ปี ตั้งแต่เด็กเป็นเด็กช่างสงสัย ถามโน่นชี้นี่ จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่
วันหนึ่งเมื่อตอนประมาณ ม.3 ผมก็รู้สึกกลัวตายขึ้นมา ด้วยข่าวที่เห็นทุกวัน ด้วยสื่อในTVที่ดูมันทำให้ผมรู้สึกกลัวตายมาก
จึงศึกษาหาความรู้ผ่าน Internet ว่าความตายคืออะไร ผมได้รู้ทั้งเรื่องของวิทยาศาสตร์ และ ศาสนา ว่าความตายคืออะไร
แต่มันก็ยังไม่ทำให้ผมรู้สึกกลัวยาวจนมาถึง ม.6 เป็นเวรจราจรหน้าโรงเรียน ผมเรียน รด. ครับ ก็เลยไป มีเด็กวิ่งมาบอกครูเวรที่หน้า ประตูทางเข้าว่า
"รถบรรทุกชนเด็กโรงเรียนเรา" ผมเลยรีบวิ่งไปดูที่สะพาน ห่างจากโรงเรียนไป 500 เมตร สิ่งที่เห็นคือ เด็กคนหนึ่งนอนอยู่ตรงหน้าใส่ชุดนักเรียนสีขาว
นิ่งมาก ถัดไปมีผู้หญิงอีกคนดูแล้วน่าจะเป็นพี่ ตัวขาดไปครึ่งนึงผมเห็นทุกอย่างเลย แต่ก็ไม่ได้กลัวอะไรครับ ปกติก็ด้านชาอยู่แล้ว แถมเรื่องเลือดก็ไม่กลัว
เพราะทำงานช่วยพี่ๆที่มารับบริจาคเลือดจากโรงพยาบาลบ่อย พอมองไปที่หน้าผู้หญิงคนนั้น หน้ากระตุกๆ เหมือนในหนังเลย ที่บางคนตายไปแล้วแต่ยังกระตุกอยู่ ผมทำได้แค่โบกรถให้และรอรถพยาบาลมารับไป เหตุการณ์ในวันนั้นมันทำให้ผมรู้สึกไม่กลัวตายอีกเลย ไม่รู้สิ มันทำให้ผมรู้ว่าที่พระท่านบอกว่า
ชีวิตมันก็เท่านี้แหละ กับ ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าประมาท เป็นสิ่งที่เป็นจริงทั้งนั้น พอจบจากเรื่องนี้ ก็ยังมีเรื่องที่ผมสงสัยอีก
คือ เทพเจ้ากับมนุษย์ต่างดาวมีจริงไหม ผมตั้งข้อสงสัยมาตั้งแต่ ป.4 ผมเดาไว้ว่าเทพต้องเป็นมนุษย์ต่างดาวจากดาวอื่นแน่เลย แต่มาเริ่มศึกษาจริงจังตอน
ม.4 ประจวบกับที่ผมได้ดูหนังเรื่อง Thor ที่เหมือนเป็นการเอาสิ่งที่ผมคิดมาใช้ มันทำให้ผมคิดได้อีกข้อว่า เรื่องแบบนี้ Stan lee เค้าคิดได้ก่อนเราเกิดเนอะ
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นมันอยู่ที่ว่าผมคลั่งมาก ศึกษาจนแทบจะเล่าได้ทุกเทพของ กรีก-โรมัน และ ฮินดู แต่ก็แน่นอน ผมตอบไม่ได้ว่าเทพคืออะไรกันแน่ แต่ผมได้คำตอบอย่างหนึ่ง คือ ในเมื่อ เทพคือชาวสวรรค์ และชาวสวรรค์ ก็เหมือนกับ มนุษย์ ที่อยู่ดีกินดีหน้าตาดี ดังนั้น เรื่องพลังอะไรทั้งหลาย จึงไม่มีสิ่งยืนยันที่ผมจะเชื่อได้ ผมจึงเชื่อแบบ 50/50 และอีกเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เปลี่ยนความคิดผมไปเลย
.......เรื่องมีอยู่ว่า ผมเป็นคนที่ทะเลาะกับคนโน้นคนนี้บ่อย เพราะค่อนข้างเอาแต่ใจ แถมเป็นคนค่อนข้างฉลาดแกมโกง อยากได้อะไรต้องได้ โกรธง่าย
มันทำให้ผมทะเลาะกับคนรอบตัวบ่อย นับวันเข้าพอยิ่งทะเลาะกับใคร ผมก็จะเอาเรื่องไปปรึกษากับคนอื่น แต่คนอื่นก็จะมีเหตุผลของเขา
ทำให้ผมนึกย้อนกลับมาดูตัวเองว่า เออ เราก็ผิดนะ แต่แน่นอนเด็กสมัยนี้ "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" ผมเคยทะเลาะกับเพื่อนหนักที่สุดและการทะเลาะครั้งนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ มันทำให้ผมทุกข์ใจมากถึงมากที่สุด ปกติก็ทุกข์กับครอบครัวมีดราม่ามากพอแล้ว เลยตัดสิน ใช้วิธีสุดท้าย
"นั่งสมาธิ" การนั่งสมาธิของผมง่อยมาก เพราะไม่รู้วิธีนั่งที่แท้จริง แค่นั่งนิ่งๆ หายใจก็ไม่นับเข้าออก พอเริ่มหงุดหงิดเลย เอาเรื่องทุกอย่างที่เป็นทุกข์
มารุมยำในหัวตัวเองแล้วคิดว่ต้นเหตุคืออะไร ทำไมเขาทำแบบนั้น ทำไมได้ผลออกมาอย่างนี้ เมื่อรู้สาเหตุก็รู้วิธีแก้ ผมคลายมันออกทีละเรื่อง จนหัวรู้สึกโล่ง ได้มานึกได้ที่หลังว่า อ๋อ วิธีที่เราลองทำดู มันคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ มันคือ อริยสัจ4 เราใช้หลักนี้ในการนักสมาธิพิจารณาโดยไม่รู้ตัว
ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ผมมีแง่คิดกับทางศาสนาว่า ปาฏิหาริย์ทั้งหลายมันไม่มีจริงหรอก พระพุทธเจ้าในความคิดผมก็คือ นักปรัชญาชีวิตคนหนึ่ง
ที่เมื่อท่านเป็นทุกข์ ท่านก็ลองทุกวิธีเพื่อหาทางพ้นทุกข์ และได้เรียนรู้และเข้าใจด้วยตัวเอง ไม่มีเทพใดแปลงร่างให้ท่านเห็นคนเกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีมารใดมาขัดขวางท่าน มารที่นี้คือ ตัวเราเองนี่แหละ พอผมได้เข้าใจในข้อนี้ ผมจึงไม่สนใจเรื่องเทพ ปาฏิหาริย์ ทั้งหลายอีกเลย จากเรื่องนี้เองทำให้ผมเกิดข้อสงสัย ที่ใหญ่ที่สุดกับตัวผม "ความจริง...คืออะไร" เมื่อผมลองนิ่งสงบ มองผู้คนรอบๆก็เห็นได้ว่าทุกคนก็เป็นเหมือนเรา ทะเลาะกัน ด่ากัน ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง แล้วอันไหนและที่ถูกแล้วอันไหนล่ะที่ผิด ผมได้เปรียบเทียบเรื่องนี้กับ เมื่อมีสวรรค์ มันก็มี นรก พอมีสุข ทุกข์ก็มา พอมีทุกข์ อีกหน่อยสุขก็มา มันมาสลับกัน และแน่นอน มาแยกกันไม่ขาด ผมได้คิดหลักการขึ้นมาเองนั่นคือ "การผสมสี" ผมคิดได้จากการที่ นั่งวาดรูปแล้วพอผสมสีดำกับสีขาว ผมได้รู้ว่า เฮ้ย ต้องใช้สีขาวในปริมาณมากถึงจะกลบสีดำได้หมด ในขณะที่ สำดำนิดเดียว สามารถทำให้สีขาวเปลี่ยนเป็นสีเทาได้ ตอนนั้นภาพตัดเข้าหัวแรงมากว่า อ๋อ เราทำความไว้เยอะมากแต่พอเราทำผิดอย่างเดียวคนจะรุมด่าเรา เปรียบกับสีดำเป็นสิ่งไม่ดี และสีขาวเป็นสิ่งดี จากนั้นผมจึงเชื่อมาโดยตลอดว่า ทุกคนมีสีขาวและดำ อยุ่ที่ว่าใครจะใช้สีอะไร แต่ ความคิดมเปลี่ยน เพราะคำพูดจากคนบางคนว่า แล้ว สีขาวกับดำ มาจากไหน ผมก็เออ
นั่นดิ แล้วก็คิดได้ในวันนั้นว่า อ๋อ เราไม่ได้มีสีขาวอยู่ตั้งแต่แรกและไม่ได้มีสีดำตั้งแต่แรก เมื่อเรายังเด็ก เด็กย่อมทำอะไรไปอย่างไม่มีหลักการและจริยธรรม
เพราะเด็กไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นแล้ว คนที่จะมาเติมสีว่าการกระทำของเขาเป็นสีอะไร คือผู้ใหญ่นั่นเอง ผมก็นึกถึงคำนึงที่ว่านี่สินะ ที่เขาว่า เด็กคือผ้าขาว
แต่สำหรับผม เปล่า เด็กคือถาดสี ที่รอให้ใครต่อใครที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเขาเอาสีมาป้าย เมื่อหลักการผมถูกอัพขึ้นมาอีกขั้น มันทำให้ผมคิดได้อีกว่า
ผมคิดว่าหลักการผมเป็นคนความจริงแล้ว แต่มันมีความจริง ที่จริงยิ่งกว่ารอเราอยู่ เหมือนกับหลักทางวิทยาศาสตร์ที่รอให้หลักที่จริงกว่ามาล้ม
แต่นั่นยังไม่ได้ตอบคำถามผมทั้งหมด ว่า จริง คือ ถูก หรือ ผิด เพราะความจริง มันบอกไม่ได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ผมเคยนำเรื่องนี้ไปคุยกับเพื่อน
และมีคำพูดที่ทำลายความเชื่อทุกอย่างผมไปหมดเลย มันพูดว่า "เออ...แล้วฆ่าคนเนี่ยผิดไหม" ความคิดตีเข้าหัวทันทีว่า เออว่ะ ฆ่าคนมันไม่ผิดนี่หว่า
ที่มันผิดเพราะมนุษย์อีกคน มาฆ่าอีกคน แต่ด้วยอารมณ์ของอีกคนที่มีต่อผู้ตายจึงบอกว่ามันผิด แต่จริงๆแล้ว มันผิดหรอ ไม่หนิผมคิด มันแค่ไม่อยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมของมนุษย์ แล้วถูกผิดใครกำหนดล่ะ....มนุษย์ไง....คนเรากำหนดถูกผิดแล้วทำไมคนเราถึงกำหนดมันขึ้นมาล่ะ
อ๋อ เพราะคนที่มีความคิดแบบเดียวกัน จะมาจับกลุ่มกัน และสร้างกลุ่มก้อนควมคิดในแบบเดียวกันขึ้นมา เรียกว่า "สังคม" ไง
สังคมกำหนดกฏต่างๆขึ้นมาเพื่อควบคุมความคิดของคนในสังคม ไม่ให้มันทำในสิ่งที่คนหลายส่วนในสังคมลงความเห็นกันว่าผิด
ผมเลยคิดได้ว่า เอ้า นี่มันไม่มีอะไรถูกผิดนิ ไม่มีเลย ดังทุกอย่างที่ผมเชื่อจึงเป็นจริง และไม่เป็นจริงในเวลาเดียวกัน ผมชอบโดนเพื่อนเล่นมุข
1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ผมตอบ 2 มันบอก 10 ผมงง มันก็ตอบว่า ก็กูจะให้มันตอบ 10
ผมเลยอ๋อ นี่ไงล่ะ แม้แต่คณิตศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่คนเราสร้างขึ้นมา ที่จริง 1+1 ผมจะให้มันเป็นเท่าไหร่ก็ได้ ผมไม่ผิด แต่ถ้าผมเอาคำตอบนี้ไปตอบลงข้อสอบในกลุ่มสังคมที่ใช้คณิตศาสตร์ คำตอบของผมจะผิด ถ้าไม่ตอบ 2 เรื่องนี้ทำให้ผมรวบทุกเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน ว่า
นี่ไงความจริง เมื่อคนเราเจอสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ ประสบการณ์จะสอนให้เราทำสิ่งหนึ่งและไม่ให้ทำอีกสิ่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้คนเราจึงกำหนดความถูกผิดที่ต่างกัน เพราะประสบการณ์ที่เราได้รับ แต่ประสบการณ์ ไม่ได้เป็นใหญ่ ความคิดมนุษย์เราต่างหากที่เป็นใหญ่ เมื่อเราใช้ความคิดมองในมุมกลับกันกับประสบการณ์ เราจะเห็นว่า ประสบการณ์ ไม่ใช่ทั้งหมด บางคนอาจจะงง ผมเล่าอย่างนี้แล้วกัน
ผมเคยเล่าเรื่องราวพวกนี้ให้พี่ฟัง พี่ผมบอกว่า อย่าคิดให้มาก เชื่อพี่ พี่อาบน้ำร้อนมาก่อน
แต่ในความคิดผมคือ เปล่าเลย ที่เขาเชื่อว่าเรื่องนี้ทำไม่ได้ เพราะประสบการณ์สอนเขาว่า ทำไม่ได้ เขาเคยทำไม่ได้มาก่อน และเห็นคนที่ทำไม่ได้มาก่อน เขาจึงบอกว่าทำไม่ได้ แต่ผมกลับเห็นคนอีกกลุ่มที่ทำได้และเป็นใหญ่ต่อคำพูดเหล่านั้น ผมไม่ตอบโต้อะไรพี่ เพราะนั่นคือความคิดของเขา สิ่งที่ผมต้องทำคือ พิสูจน์สิ่งที่ผมคิดให้เป็นจริง และสิ่งที่ผมคิดได้ จาก 19 ปีที่เกิดมาคือ "พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ คือ ความคิด"
-v- ขอบคุณทุกท่านที่มาอ่านครับ รบกวนแชร์ประสบการร์ของท่านไว้ด้วย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน
>คำเตือน< การที่ผมกล่าวฆ่าคนตายไม่ผิดนั้นเป็นเพียงแง่คิด ไม่ใช่ว่าผมสนับสนุน เพราะผมก็ยังเป็นมนุษย์ที่เกิดในประเทศไทย
และยังมีจริยธรรมของศาสนาและที่พ่อแม่สอนมา ดังนั้น ผมไม่ขอสนับสนุนเรื่องนี้
ขอบคุณมากครับ
แชร์แนวคิดในชีวิตของตัวเองกันครับ
วันหนึ่งเมื่อตอนประมาณ ม.3 ผมก็รู้สึกกลัวตายขึ้นมา ด้วยข่าวที่เห็นทุกวัน ด้วยสื่อในTVที่ดูมันทำให้ผมรู้สึกกลัวตายมาก
จึงศึกษาหาความรู้ผ่าน Internet ว่าความตายคืออะไร ผมได้รู้ทั้งเรื่องของวิทยาศาสตร์ และ ศาสนา ว่าความตายคืออะไร
แต่มันก็ยังไม่ทำให้ผมรู้สึกกลัวยาวจนมาถึง ม.6 เป็นเวรจราจรหน้าโรงเรียน ผมเรียน รด. ครับ ก็เลยไป มีเด็กวิ่งมาบอกครูเวรที่หน้า ประตูทางเข้าว่า
"รถบรรทุกชนเด็กโรงเรียนเรา" ผมเลยรีบวิ่งไปดูที่สะพาน ห่างจากโรงเรียนไป 500 เมตร สิ่งที่เห็นคือ เด็กคนหนึ่งนอนอยู่ตรงหน้าใส่ชุดนักเรียนสีขาว
นิ่งมาก ถัดไปมีผู้หญิงอีกคนดูแล้วน่าจะเป็นพี่ ตัวขาดไปครึ่งนึงผมเห็นทุกอย่างเลย แต่ก็ไม่ได้กลัวอะไรครับ ปกติก็ด้านชาอยู่แล้ว แถมเรื่องเลือดก็ไม่กลัว
เพราะทำงานช่วยพี่ๆที่มารับบริจาคเลือดจากโรงพยาบาลบ่อย พอมองไปที่หน้าผู้หญิงคนนั้น หน้ากระตุกๆ เหมือนในหนังเลย ที่บางคนตายไปแล้วแต่ยังกระตุกอยู่ ผมทำได้แค่โบกรถให้และรอรถพยาบาลมารับไป เหตุการณ์ในวันนั้นมันทำให้ผมรู้สึกไม่กลัวตายอีกเลย ไม่รู้สิ มันทำให้ผมรู้ว่าที่พระท่านบอกว่า
ชีวิตมันก็เท่านี้แหละ กับ ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าประมาท เป็นสิ่งที่เป็นจริงทั้งนั้น พอจบจากเรื่องนี้ ก็ยังมีเรื่องที่ผมสงสัยอีก
คือ เทพเจ้ากับมนุษย์ต่างดาวมีจริงไหม ผมตั้งข้อสงสัยมาตั้งแต่ ป.4 ผมเดาไว้ว่าเทพต้องเป็นมนุษย์ต่างดาวจากดาวอื่นแน่เลย แต่มาเริ่มศึกษาจริงจังตอน
ม.4 ประจวบกับที่ผมได้ดูหนังเรื่อง Thor ที่เหมือนเป็นการเอาสิ่งที่ผมคิดมาใช้ มันทำให้ผมคิดได้อีกข้อว่า เรื่องแบบนี้ Stan lee เค้าคิดได้ก่อนเราเกิดเนอะ
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นมันอยู่ที่ว่าผมคลั่งมาก ศึกษาจนแทบจะเล่าได้ทุกเทพของ กรีก-โรมัน และ ฮินดู แต่ก็แน่นอน ผมตอบไม่ได้ว่าเทพคืออะไรกันแน่ แต่ผมได้คำตอบอย่างหนึ่ง คือ ในเมื่อ เทพคือชาวสวรรค์ และชาวสวรรค์ ก็เหมือนกับ มนุษย์ ที่อยู่ดีกินดีหน้าตาดี ดังนั้น เรื่องพลังอะไรทั้งหลาย จึงไม่มีสิ่งยืนยันที่ผมจะเชื่อได้ ผมจึงเชื่อแบบ 50/50 และอีกเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เปลี่ยนความคิดผมไปเลย
.......เรื่องมีอยู่ว่า ผมเป็นคนที่ทะเลาะกับคนโน้นคนนี้บ่อย เพราะค่อนข้างเอาแต่ใจ แถมเป็นคนค่อนข้างฉลาดแกมโกง อยากได้อะไรต้องได้ โกรธง่าย
มันทำให้ผมทะเลาะกับคนรอบตัวบ่อย นับวันเข้าพอยิ่งทะเลาะกับใคร ผมก็จะเอาเรื่องไปปรึกษากับคนอื่น แต่คนอื่นก็จะมีเหตุผลของเขา
ทำให้ผมนึกย้อนกลับมาดูตัวเองว่า เออ เราก็ผิดนะ แต่แน่นอนเด็กสมัยนี้ "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" ผมเคยทะเลาะกับเพื่อนหนักที่สุดและการทะเลาะครั้งนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ มันทำให้ผมทุกข์ใจมากถึงมากที่สุด ปกติก็ทุกข์กับครอบครัวมีดราม่ามากพอแล้ว เลยตัดสิน ใช้วิธีสุดท้าย
"นั่งสมาธิ" การนั่งสมาธิของผมง่อยมาก เพราะไม่รู้วิธีนั่งที่แท้จริง แค่นั่งนิ่งๆ หายใจก็ไม่นับเข้าออก พอเริ่มหงุดหงิดเลย เอาเรื่องทุกอย่างที่เป็นทุกข์
มารุมยำในหัวตัวเองแล้วคิดว่ต้นเหตุคืออะไร ทำไมเขาทำแบบนั้น ทำไมได้ผลออกมาอย่างนี้ เมื่อรู้สาเหตุก็รู้วิธีแก้ ผมคลายมันออกทีละเรื่อง จนหัวรู้สึกโล่ง ได้มานึกได้ที่หลังว่า อ๋อ วิธีที่เราลองทำดู มันคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ มันคือ อริยสัจ4 เราใช้หลักนี้ในการนักสมาธิพิจารณาโดยไม่รู้ตัว
ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ผมมีแง่คิดกับทางศาสนาว่า ปาฏิหาริย์ทั้งหลายมันไม่มีจริงหรอก พระพุทธเจ้าในความคิดผมก็คือ นักปรัชญาชีวิตคนหนึ่ง
ที่เมื่อท่านเป็นทุกข์ ท่านก็ลองทุกวิธีเพื่อหาทางพ้นทุกข์ และได้เรียนรู้และเข้าใจด้วยตัวเอง ไม่มีเทพใดแปลงร่างให้ท่านเห็นคนเกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีมารใดมาขัดขวางท่าน มารที่นี้คือ ตัวเราเองนี่แหละ พอผมได้เข้าใจในข้อนี้ ผมจึงไม่สนใจเรื่องเทพ ปาฏิหาริย์ ทั้งหลายอีกเลย จากเรื่องนี้เองทำให้ผมเกิดข้อสงสัย ที่ใหญ่ที่สุดกับตัวผม "ความจริง...คืออะไร" เมื่อผมลองนิ่งสงบ มองผู้คนรอบๆก็เห็นได้ว่าทุกคนก็เป็นเหมือนเรา ทะเลาะกัน ด่ากัน ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง แล้วอันไหนและที่ถูกแล้วอันไหนล่ะที่ผิด ผมได้เปรียบเทียบเรื่องนี้กับ เมื่อมีสวรรค์ มันก็มี นรก พอมีสุข ทุกข์ก็มา พอมีทุกข์ อีกหน่อยสุขก็มา มันมาสลับกัน และแน่นอน มาแยกกันไม่ขาด ผมได้คิดหลักการขึ้นมาเองนั่นคือ "การผสมสี" ผมคิดได้จากการที่ นั่งวาดรูปแล้วพอผสมสีดำกับสีขาว ผมได้รู้ว่า เฮ้ย ต้องใช้สีขาวในปริมาณมากถึงจะกลบสีดำได้หมด ในขณะที่ สำดำนิดเดียว สามารถทำให้สีขาวเปลี่ยนเป็นสีเทาได้ ตอนนั้นภาพตัดเข้าหัวแรงมากว่า อ๋อ เราทำความไว้เยอะมากแต่พอเราทำผิดอย่างเดียวคนจะรุมด่าเรา เปรียบกับสีดำเป็นสิ่งไม่ดี และสีขาวเป็นสิ่งดี จากนั้นผมจึงเชื่อมาโดยตลอดว่า ทุกคนมีสีขาวและดำ อยุ่ที่ว่าใครจะใช้สีอะไร แต่ ความคิดมเปลี่ยน เพราะคำพูดจากคนบางคนว่า แล้ว สีขาวกับดำ มาจากไหน ผมก็เออ
นั่นดิ แล้วก็คิดได้ในวันนั้นว่า อ๋อ เราไม่ได้มีสีขาวอยู่ตั้งแต่แรกและไม่ได้มีสีดำตั้งแต่แรก เมื่อเรายังเด็ก เด็กย่อมทำอะไรไปอย่างไม่มีหลักการและจริยธรรม
เพราะเด็กไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นแล้ว คนที่จะมาเติมสีว่าการกระทำของเขาเป็นสีอะไร คือผู้ใหญ่นั่นเอง ผมก็นึกถึงคำนึงที่ว่านี่สินะ ที่เขาว่า เด็กคือผ้าขาว
แต่สำหรับผม เปล่า เด็กคือถาดสี ที่รอให้ใครต่อใครที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเขาเอาสีมาป้าย เมื่อหลักการผมถูกอัพขึ้นมาอีกขั้น มันทำให้ผมคิดได้อีกว่า
ผมคิดว่าหลักการผมเป็นคนความจริงแล้ว แต่มันมีความจริง ที่จริงยิ่งกว่ารอเราอยู่ เหมือนกับหลักทางวิทยาศาสตร์ที่รอให้หลักที่จริงกว่ามาล้ม
แต่นั่นยังไม่ได้ตอบคำถามผมทั้งหมด ว่า จริง คือ ถูก หรือ ผิด เพราะความจริง มันบอกไม่ได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ผมเคยนำเรื่องนี้ไปคุยกับเพื่อน
และมีคำพูดที่ทำลายความเชื่อทุกอย่างผมไปหมดเลย มันพูดว่า "เออ...แล้วฆ่าคนเนี่ยผิดไหม" ความคิดตีเข้าหัวทันทีว่า เออว่ะ ฆ่าคนมันไม่ผิดนี่หว่า
ที่มันผิดเพราะมนุษย์อีกคน มาฆ่าอีกคน แต่ด้วยอารมณ์ของอีกคนที่มีต่อผู้ตายจึงบอกว่ามันผิด แต่จริงๆแล้ว มันผิดหรอ ไม่หนิผมคิด มันแค่ไม่อยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมของมนุษย์ แล้วถูกผิดใครกำหนดล่ะ....มนุษย์ไง....คนเรากำหนดถูกผิดแล้วทำไมคนเราถึงกำหนดมันขึ้นมาล่ะ
อ๋อ เพราะคนที่มีความคิดแบบเดียวกัน จะมาจับกลุ่มกัน และสร้างกลุ่มก้อนควมคิดในแบบเดียวกันขึ้นมา เรียกว่า "สังคม" ไง
สังคมกำหนดกฏต่างๆขึ้นมาเพื่อควบคุมความคิดของคนในสังคม ไม่ให้มันทำในสิ่งที่คนหลายส่วนในสังคมลงความเห็นกันว่าผิด
ผมเลยคิดได้ว่า เอ้า นี่มันไม่มีอะไรถูกผิดนิ ไม่มีเลย ดังทุกอย่างที่ผมเชื่อจึงเป็นจริง และไม่เป็นจริงในเวลาเดียวกัน ผมชอบโดนเพื่อนเล่นมุข
1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ผมตอบ 2 มันบอก 10 ผมงง มันก็ตอบว่า ก็กูจะให้มันตอบ 10
ผมเลยอ๋อ นี่ไงล่ะ แม้แต่คณิตศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่คนเราสร้างขึ้นมา ที่จริง 1+1 ผมจะให้มันเป็นเท่าไหร่ก็ได้ ผมไม่ผิด แต่ถ้าผมเอาคำตอบนี้ไปตอบลงข้อสอบในกลุ่มสังคมที่ใช้คณิตศาสตร์ คำตอบของผมจะผิด ถ้าไม่ตอบ 2 เรื่องนี้ทำให้ผมรวบทุกเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน ว่า
นี่ไงความจริง เมื่อคนเราเจอสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ ประสบการณ์จะสอนให้เราทำสิ่งหนึ่งและไม่ให้ทำอีกสิ่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้คนเราจึงกำหนดความถูกผิดที่ต่างกัน เพราะประสบการณ์ที่เราได้รับ แต่ประสบการณ์ ไม่ได้เป็นใหญ่ ความคิดมนุษย์เราต่างหากที่เป็นใหญ่ เมื่อเราใช้ความคิดมองในมุมกลับกันกับประสบการณ์ เราจะเห็นว่า ประสบการณ์ ไม่ใช่ทั้งหมด บางคนอาจจะงง ผมเล่าอย่างนี้แล้วกัน
ผมเคยเล่าเรื่องราวพวกนี้ให้พี่ฟัง พี่ผมบอกว่า อย่าคิดให้มาก เชื่อพี่ พี่อาบน้ำร้อนมาก่อน
แต่ในความคิดผมคือ เปล่าเลย ที่เขาเชื่อว่าเรื่องนี้ทำไม่ได้ เพราะประสบการณ์สอนเขาว่า ทำไม่ได้ เขาเคยทำไม่ได้มาก่อน และเห็นคนที่ทำไม่ได้มาก่อน เขาจึงบอกว่าทำไม่ได้ แต่ผมกลับเห็นคนอีกกลุ่มที่ทำได้และเป็นใหญ่ต่อคำพูดเหล่านั้น ผมไม่ตอบโต้อะไรพี่ เพราะนั่นคือความคิดของเขา สิ่งที่ผมต้องทำคือ พิสูจน์สิ่งที่ผมคิดให้เป็นจริง และสิ่งที่ผมคิดได้ จาก 19 ปีที่เกิดมาคือ "พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ คือ ความคิด"
-v- ขอบคุณทุกท่านที่มาอ่านครับ รบกวนแชร์ประสบการร์ของท่านไว้ด้วย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน
>คำเตือน< การที่ผมกล่าวฆ่าคนตายไม่ผิดนั้นเป็นเพียงแง่คิด ไม่ใช่ว่าผมสนับสนุน เพราะผมก็ยังเป็นมนุษย์ที่เกิดในประเทศไทย
และยังมีจริยธรรมของศาสนาและที่พ่อแม่สอนมา ดังนั้น ผมไม่ขอสนับสนุนเรื่องนี้
ขอบคุณมากครับ