สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
จากห้องศาสนาพุทธนะครับ ขอตอบว่าผมเห็นด้วยกับความคิดนี้ครับ และถ้ามีการตั้งรับบริจาค ผมก็ยินดีที่จะช่วยบริจาคเงินบ้างไม่มากก็น้อยให้กับร.พ.ที่ทำการอุปการะเด็กเหล่านี้
จริงอยู่ว่าการสอนศีลธรรมก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องเข้าใจว่าคนเราทุกคนผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น ปุถุชนทั่วไปไม่มีใครหรอกที่จะไม่เผลอหลงผิดกันบ้าง นอกจากจะบรรลุธรรมเป็นพระอริยะเท่านั้น .... .... คนเมื่อผิดพลาดมาแล้ว พวกเขาควรได้รับความช่วยเหลือ และมีทางออก ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ไปซ้ำเติม แล้วจบลงด้วยการให้ไปทำแท้ง ซึ่งในทางพุทธถือว่าบาปหนักอย่างมาก ... ถ้าให้เลี้ยงลูกเอง ในแง่สังคมก็มีความกังวลว่าประชากรจะไม่มีคุณภาพ ... ดังนั้นตู้รับเด็กจึงเป็นทางแก้ที่เหมาะที่สุดที่จะส่งเด็กไปอยู่ในมือของผู้มีความสามารถที่จะเลี้ยง
ส่วนเรื่องการมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร อันนี้ผมคิดว่าเป็นอีกประเด็นนึง แต่ว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการลดการทำแท้ง ผมหวังว่าประเทศไทยในอนาคตจะรับไอเดียนี้มาปรับใช้ครับ

ปล.ผ่านมา 9 ปี สามารถช่วยเด็กได้ถึง 125 ชีวิต ผมบอกเลยว่าเป็นบุญใหญ่มากๆของคุณหมอชื่อ ไทจิ ฮะซุดะ ... ด้วยอานิสงส์การชีวิตเด็กจะทำให้เขามีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน ถ้าจะตายจะไม่ทรมาน ทางศาสนาพุทธ ผลลัพธ์ประมาณไม่ได้ ขั้นต่ำ 1,000 ชาติ
จริงอยู่ว่าการสอนศีลธรรมก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องเข้าใจว่าคนเราทุกคนผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น ปุถุชนทั่วไปไม่มีใครหรอกที่จะไม่เผลอหลงผิดกันบ้าง นอกจากจะบรรลุธรรมเป็นพระอริยะเท่านั้น .... .... คนเมื่อผิดพลาดมาแล้ว พวกเขาควรได้รับความช่วยเหลือ และมีทางออก ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ไปซ้ำเติม แล้วจบลงด้วยการให้ไปทำแท้ง ซึ่งในทางพุทธถือว่าบาปหนักอย่างมาก ... ถ้าให้เลี้ยงลูกเอง ในแง่สังคมก็มีความกังวลว่าประชากรจะไม่มีคุณภาพ ... ดังนั้นตู้รับเด็กจึงเป็นทางแก้ที่เหมาะที่สุดที่จะส่งเด็กไปอยู่ในมือของผู้มีความสามารถที่จะเลี้ยง
ส่วนเรื่องการมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร อันนี้ผมคิดว่าเป็นอีกประเด็นนึง แต่ว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการลดการทำแท้ง ผมหวังว่าประเทศไทยในอนาคตจะรับไอเดียนี้มาปรับใช้ครับ
ปล.ผ่านมา 9 ปี สามารถช่วยเด็กได้ถึง 125 ชีวิต ผมบอกเลยว่าเป็นบุญใหญ่มากๆของคุณหมอชื่อ ไทจิ ฮะซุดะ ... ด้วยอานิสงส์การชีวิตเด็กจะทำให้เขามีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน ถ้าจะตายจะไม่ทรมาน ทางศาสนาพุทธ ผลลัพธ์ประมาณไม่ได้ ขั้นต่ำ 1,000 ชาติ
แสดงความคิดเห็น
ตู้ทิ้งเด็ก...ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แล้วหรือ ???
มีลูกเมื่อไม่พร้อม ตั้งท้องไม่พึงประสงค์ มีลูกก่อนวัยอันควร หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกที่รวมทั้งที่ญี่ปุ่น หลายภาคส่วนพยายามหาทางป้องกัน แต่เมื่อป้องกันไม่ได้ก็ต้องหาวิธีรับมือ
เมือปี 2550 คุณหมอไทจิ ฮะซุดะ สูตินรีแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิเคที่เมือง คุมะโมะโตะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ได้เริ่มโครงการ BABY POST หรือตู้รับเด็กทารกที่พ่อแม่ไม่ต้องการ หรือไม่สามารถเลี้ยงดูได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หลังศึกษาโครงการคล้ายกันนี้ในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี
BABY POST ของที่นี่เป็นตู้ที่มีบานประตูสองชั้น เมื่อเปิดบานแรกออกก็จะเจอบานเลื่อนด้านใน หลังประตูบานเลื่อนมีเตียงที่ปูฝูกอย่างดี และติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับทารก จะมีกระดาษพร้อมซองจดหมายวางไว้ให้พ่อแม่ที่นำลูกไป "ทิ้ง" เขียนข้อมูลของตัวเองรวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ เผื่อว่าสักวันอาจกลับมารับลูกหรือสามารถติดต่อกับลูกได้ แต่ถ้าไม่สมัครใจ จะไม่เขียนก็ได้ ...
เมือมีเด็กถูกนำไปหย่อน สัญญาณเสียงในห้องพยาบาลจะดังขึ้น แล้วนางพยาบาลก็จะออกไปรับเด็ก ทางโรงพยาบาลจะดูแลเด็กจนกว่าจะหาครอบครัวใหม่มารับไปอุปการะ หรือหาที่พักพิงที่จะเลี้ยงดูเด็กต่อไปได้
ถึงแม้ตอนเริ่มโครงการใหม่ๆ หลายคนส่ายหน้า มองว่าโครงการนี้คงทำได้ไม่นาน หรือค้านว่าจะยิ่งกระตุ้นให้มีเด็กถูกทิ้งมากขึ้น แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในตอนนั้นถึงขนาดเอ่ยปากพูดถึงที่นี่ว่า " ไม่เห็นด้วยเลย " แต่คุณหมอฮะซุดะ ซึ่งเวลานี้อายุ 81 ปี ก็ยังยืนหยัดความคิดของตัวเอง คุณหมอบอกว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ ทารกที่ยังไม่รู้ประสาก็เช่นกัน คุณหมอเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยเป็นทางออกให้กับคนที่จนตรอก แทนที่จะเอาเด็กไปทิ้งถังขยะ หรือห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เด็กเสียชีวิต ก็ให้นำเด็กมาทิ้งไว้ที่ตู้นี้ดีกว่า
โครงการนี้ก็ดเนินเรื่อยมาจนปีนี้เข้าปีที่ 10 แล้ว ตลอด 9 ปีมานี้ มีคนเอาเด็กทารกไปทิ้งที่ตู้นี้ 125 คน เกือบทั้งหมดเป็นเด็กแรกเกิดที่อายุยังไม่ครบเดือน นอกจากจะรับเด็กที่ไม่เป็นที่ต้องการแล้ว ทางโรงพยาบาลยังมีบริการให้คำปรึกษาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ตลอด 24 ชั่วโมงด้วย
และตอนนี้ก็มีกลุ่มแพทย์ที่โอซาก้าวางแผนจะเปิด BABY POST แบบเดียวกันนี้ที่เมืองโกเบ ทางตะวันตกของญี่ปุ่นภายในสิ้นปีนี้ ศาสตราจารย์ชิเงะกิ ฮิโตมิ หัวหน้ากลุ่มแพทย์กลุ่มนี้บอกว่าปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นทุกที่ รวมทั้งพื้นที่ทางตะวันตกด้วย คุณหมอเชื่อว่าจะต้องมีคนในพื้นที่นี้หอบลูกไปทิ้งที่คุมะโมะโตะแน่ๆ จึงน่าอายถ้าคนในพื้นที่จะไม่ลงมือทำอะไรเลยเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในพื้นที่ของตัวเอง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก workpoint และ Sanook.com
ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย คุณคิดว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีหรือไม่
อัตราการทำแท้งจะลดลงหรือเปล่า ?
จะช่วยปลูกสำนึกเยาวชนที่มีลูกในเวลาอันไม่สมควรได้หรือไม่?
สำหรับ จขกท. เห็นว่า นี่คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แน่นอนว่าอาจช่วยลดอัตราการทำแท้งได้บ้าง แต่กลับเป็นการเพิ่มภาระให้แก่สังคม เพราะโครงการที่จะทำแบบนี้ได้ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่พอสมควร....
การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คือการลดอัตราการตั้งท้องเมื่อไม่พร้อม โดยต้องแก้ที่การปลูกจิตสำนึก หรือการปลูกฝังศีลธรรมให้เยาวชนตั้งแต่วัยเด็ก โดยอาจนำเข้าเป็นหนึ่งในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน... เมื่อเด็กค่อยๆ เรียนรู้เรื่องศีลธรรม, บุญ-บาป จขกท.ว่าปัญหาสังคมด้านต่างๆก็จะบรรเทาลงด้วย ไม่เพียงแค่ปัญหาการท้องในวัยเรียนเท่านั้น