สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องบอกว่าเป็นสมาชิกใหม่เลยที่ทำการสมัครสมาชิกเพื่อมาตั้งกระทู้ของตัวเองเลย เนื่องจากว่าหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้สักที จึงขอคำแนะนำจากเพื่อนๆในพันทิปค่ะ ถ้าผิดพลาดอย่างไรต้องขออภัยล่วงหน้าก่อนนะค่ะ และนี่ก้ถือว่าเป็นเรื่องราวในชีวิตจริงที่ไม่ได้หวือหวา เราเป็นเด็ก ตจว. ที่มาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ตอนอยู่มัธยมก็เรียนโรงเรียนหญิงล้วน มีแต่ผู้หญิงจนบางครั้งเราก้เข้าใจว่าชอบผู้หญิงด้วยกัน แต่อยู่โรงเรียนไม่มีใครมาจีบเลยสักคน เพราะตัวเองใส่แว่นและเป็นเด็กเรียนค่ อนข้างจะเรียบร้อยจนมาเรียนในกรุงเทพ ( มหาวิทยาลัย ปี1 ) วันแรกของการเข้าไปเรียนก้เจอผู้ชายคนนี้ในชีวิต นั่งอยู่ด้านหลังเรา จะบอกว่าคณะเรากับคณะของเค้ามีโอกาสได้เรียนปนกัน ซึ่งเค้าก้ทักเรามาแบบ เธอๆขออีเมลได้ไหม
สมัยนั้น ปี 51 น่ากำลังฮิต MSN มั้ง ( ขอแนะนำคนนี้ ม.) เราก้ให้อีเมลไปโดยคุยผ่านMSN ก้คุยกันมาเรื่อยๆ จริงๆก้มีคนอื่นเข้ามาทักทายน่ะ เช่นเพื่อนของเพื่อน ,รุ่นพี่ที่คณะ , เพื่อนที่คณะ เออเราก้แบบเห้ยมีคนมาทำความรู้จักเราด้วยเหรอ นึกถึงตอนเรียนมัธยมไม่เห็นมีแบบนี้ก่อนที่จะตัดสินใจคบกับคนนี้จริงจัง ก้มีผู้ชายอีกคนคณะวิศวะ (ชื่อย่อ ง) เป็นเพื่อนของเพื่อนที่แนะนำกันอีกที เราก้คุยกับสองคนนี้นี่แหละ ระยะเวลารวม 1ปีกว่า คุยกันหรือมีไปกินข้าวด้วยกันบ้าง ดูหนังเมื่อว่าง เพื่อนในกลุ่มก้บอกว่าเลือกได้แล้วว่าชอบใครบอกตรงๆเราไม่ๆได้ชอบใครและ ม.เองเท่าที่คุยคือเป็นผู้ชายอบอุ่น ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่เจ้าชู้ ติดเป็นคนตลก ที่สำคัญกินเก่ง เเละก้เปนคนรูปร่างอวบๆสูงๆ เเต่เสียอย่างเดียวสูบบุหรี่ ซึ่งเราก้พยายามมองข้ามไป ส่วนตัวไม่ชอบผู้ชายอวบเท่าไหร่ แถมจะบอกเพื่อนว่าไม่มีทาง. จนสุดท้ายอืมเลือกล่ะ เราตัดสินใจคบ ม. หลังจากที่อดทนจีบเรามา 1 ปีครึ่ง ก้ได้บอกเพื่อนๆเออมีแฟนแล้วน่ะ. ตลอดระยะเวลาที่คบกันถ้าเป็นตอนอยู่มหาลัย ม. จะไม่ค่อยมานั่งกินข้าวกับแกงค์เพื่อนเราในกลุ่ม ไม่ค่อยมาสุงสิงซึ่งเราไม่ค่อยได้สนใจตรงนี้เท่าไหร่เพราะคิดว่าคงมีแต่ทอม. ( เพื่อนเราในแกงค์มีแต่ทอม ) ถ้าเปรียบเทียบกับเพื่อนที่มีแฟนก้จะมานั่งกินข้าวด้วย มาคุยฮาเฮกัน และจะเป็นแบบนี้จนเรียบจบ เท่ากับว่าเพื่อนเราก้ยังไม่รู้จัก ม. ดีเท่าไหร่ ตลอดที่คบกันถ้าถึงวันครบรอบของทุกปี เราก้จะทำปฏิทินรูปคู่บ้าง. ทำกรอบรูปบ้าง ไว้ให้เค้าตั้งโชว์เก็บไว้ดูทำไว้ให้ทุกปีเค้าก็เอาเก็บไว้กล่อง ก้เคยถามว่าทำไมไม่เอาออกมาตั้งที่ๆทำให้ ม. ก้จะบอกว่าอายคนอื่นเค้า เราก้ไม่ได้อะไรไม่เป็นไรเพราะรู้นิสัยว่าเปนแบบนี้ไม่อยากเซ้าซี้ ถึง
เวลาช่วงปิดเทอม ต่างคนก้ต้องกลับบ้าน ตจว.ก้จะไม่ได้เจอกันช่วงปิดเทอม ส่วนนิสัยเราเป็นคนเรียบง่าย ไม่เรื่องมาก เราทั้งคู่คบกันมีพาไปให้ครอบครัวเห็นทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งเรียนจบรับปริญญา ดูเหมือนชีวิตดี๊ดีน่ะแต่ก้ยังเรีบบง่ายเหมือนเดิม จนไปสู่วัยทำงาน ม. จบที่บ้านก้ซื้อบ้านให้อยู่ในกรุงเทพ และมีรถหนึ่งคัน เราก้มีรถเหมือนกันใช้ไปทำงาน ดูเหมือนเราทั้งคู่จะพร้อมแล้ว บ้านก้มี รถก้มี หลายคนก้บอกว่าเมื่อไหร่จะมีข่าวดี คบกันมานานแล้วน่ะ ไม่เคยมีเรื่องมือที่สาม ขอเล่าย้อนกลับมาในช่วงที่ เฟซบุคกำลังเข้ามามีบทบาทใหม่ เราเองก้เล่นชอบถ่ายรูปลงเฟซ ก้เหมือนสาวๆทั่วไปเห็นเพื่อนๆในเฟซลงรูปคู่กับแฟน เราก้จะลงบ้าง ม. จะบอกว่าลงทำไม ไม่อายคนอื่นเหรอ อยากให้เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า ณ ปัจจุบันจึงไม่เคยมีรูปคู่ลงสักใบเดียว และอีกอย่างอยากจะบอกเพื่อนๆในพันทิปว่าตลอดที่คบกัน. เรามีรูปถ่ายคู่เพียง ปีละ 1-2 ใบส่วนปีนี้ 2017 ยังไม่มีด้วยซ้ำเลย แต่เราก้โอเคน่ะ ไม่ลงก้ได้ ไม่ถ่ายด้วยก้ได้. ส่วนกิจกรรมเวลาว่างตรงกันในช่วงสมัยเรียน เราเห็นเพื่อนๆไปเที่ยวกับแฟนสองคน ไปทะเลบ้าง ภูเขาบ้าง เรายังไม่เคยไปร่วมผจญภัญกันสองคนเลย ถ้านับวันที่ทำงานแล้วก้ไม่มีบางทีเราก้น้อยใจนะ ความรู้สึกที่แบบคบกันมานานแต่เรื่องราวในชีวิตประจำวันเป็นยังไง บางทีเราเหมือนไม่รู้จัก ม. เลยด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันก้มีคนมาหยอด มาจีบในเฟซบ้าง ส่งข้อความมาหาบ้าง แต่เราเองนี่แหละที่ยังไม่อยากเปิดโอกาสให้ใครเข้ามา เราเหมือนคนโลกสวยไปหรือเปล่าที่คิดว่า เราจะต้องจบที่แฟนคนแรกและอยู่ด้วยกันตลอดไป มาพีคที่สุดก้คือครอบครัวเราเห็นว่าม. ยังไม่มีพัฒนาการอะไรเลยหรือความกะตือรือร้นในการเข้ามาคุย เราคุยกันจริงจังมานานเรื่องนี้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนก้แนะนำว่าคุยกันจริงจังหรือยัง. แต่คำตอบที่เค้าพูดกับเราเสมอมา ก้คือ ม. ยังไม่คิดเรืองนี้ และยังไม่พร้อมด้วย. เค้าบอกว่ายังอยากจะ นอน , เล่นเกมส์ , ทำงานแบบนี้ เวลาคุยกันเรื่องนี้ ม. ก้จะพูดแบบเดิม ว่ายังไม่คิดน่ะ ไม่มีในหัว เราก้จะสวนกลับไปว่าคนที่รักกันจริงก้ต้องอยากอยู่ด้วยกันสิ ในหัวเรามีแต่บลาๆๆ ว่าเมื่อไรจะเริ่มสร้างครอบครัวด้วยกัน จะรอให้อีกคนแก่ไปเลยเหรอ เราถามต่อไปอีกว่า แล้วอีกสองปีจะถึงเรื่องอนาคตไหม เค้าก้ตอบว่ายังไม่คิดและถ้า เราไม่ใช่ก้คงจะเลิกกัน เหมือนเราใจสลายน่ะ ที่บ้านก้บอกให้ถอยออกมา ให้เลิกได้แล้ว. ม. ถามว่าจะต้องแต่งงานกันเหรอ หรือลงรูปในเฟซ หรือต้องไปเที่ยวกันสองคนแล้วประกาศให้คนอื่นรู้
มันมีหลายแง่มุมจริงที่ผู้ชายจะคิดแบบนี้ก้คงไม่ผิดใช่ไหมค่ะ แต่สำหรับเราเองก้โตขึ้นมา ความคิดได้เปลี่ยนไปแล้วไม่มากก้น้อย ว่าสุดท้ายชีวิตคู่อาจจะไม่ได้จบที่การแต่งงาน แต่เราต้องการเพียงแค่ให้เค้าเริ่มคิดถึงอนาคตสักหน่อยว่าจะทำอะไรร่วมกันดี แต่ในหัว ม. ไม่มีเลย เราก้แบบเเล้วเราจะรอไปทำไมกัน ทำไมไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองเจอคนที่พร้อมจะเดินกับเรา มากกว่าคนที่จะคบกับเราไปแบบนี้วันๆเพื่อนในพันทิปคงจะงุนงงสักหน่อย เราเองก้ยังสับสนเลย แต่พยายามไม่คิดไปมุ่งเรื่องของการทำงาน และครอบครัวอย่างเดียว ตอนนี้เราก้ห่างกันมารือพยายามไม่ติดต่อหรือโทรหากัน ม.เคยบอกว่าอยู่ได้ถ้าต้องเลิกกัน แต่เรานี่สิโคตรลำบากเลย บางทีก้รู้สึกคิดถึงช่วงเวลาที่ดีเป็นความทรงจำที่ดีๆมาก ตอนสมัยเรียน ตอนที่รู้จักกันใหม่ๆมีหลายคนบอกมีคนใหม่แล้วจะลืมคนเก่า สำหรับเราคงยากมากเพราะกลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวว่าเค้าจะรับเราไม่ได้ ขอบคุณเพื่อนๆในพันทิปที่เข้ามาอ่าน และให้คำแนะนำหรือคำติเตียน คำเตือนสติจะน้อมรับเอาไปคิดนะค่ะ. เราเป็นคนเล่าเรื่องราวไม่เก่ง วกวนไปหรือเปล่า ยังไงก้ขอบคุณค่ะที่เข้ามาอ่านก้ดีใจแล้ว
ปล. พรุ่งนี้วันเกิดเราพอดี อายุ 28 ปี พอพูดถึงเรื่องอายุดูตัวเองแก่มาทันตา 5555+
ขอคำแนะนำเรื่องความรัก คบกันมาเกือบสิบปี แต่ดูเหมือนจะไปด้วยไม่ได้ เพราะคำว่าไม่พร้อม ( ปัญหาโลกแตก )
สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องบอกว่าเป็นสมาชิกใหม่เลยที่ทำการสมัครสมาชิกเพื่อมาตั้งกระทู้ของตัวเองเลย เนื่องจากว่าหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้สักที จึงขอคำแนะนำจากเพื่อนๆในพันทิปค่ะ ถ้าผิดพลาดอย่างไรต้องขออภัยล่วงหน้าก่อนนะค่ะ และนี่ก้ถือว่าเป็นเรื่องราวในชีวิตจริงที่ไม่ได้หวือหวา เราเป็นเด็ก ตจว. ที่มาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ตอนอยู่มัธยมก็เรียนโรงเรียนหญิงล้วน มีแต่ผู้หญิงจนบางครั้งเราก้เข้าใจว่าชอบผู้หญิงด้วยกัน แต่อยู่โรงเรียนไม่มีใครมาจีบเลยสักคน เพราะตัวเองใส่แว่นและเป็นเด็กเรียนค่ อนข้างจะเรียบร้อยจนมาเรียนในกรุงเทพ ( มหาวิทยาลัย ปี1 ) วันแรกของการเข้าไปเรียนก้เจอผู้ชายคนนี้ในชีวิต นั่งอยู่ด้านหลังเรา จะบอกว่าคณะเรากับคณะของเค้ามีโอกาสได้เรียนปนกัน ซึ่งเค้าก้ทักเรามาแบบ เธอๆขออีเมลได้ไหม
สมัยนั้น ปี 51 น่ากำลังฮิต MSN มั้ง ( ขอแนะนำคนนี้ ม.) เราก้ให้อีเมลไปโดยคุยผ่านMSN ก้คุยกันมาเรื่อยๆ จริงๆก้มีคนอื่นเข้ามาทักทายน่ะ เช่นเพื่อนของเพื่อน ,รุ่นพี่ที่คณะ , เพื่อนที่คณะ เออเราก้แบบเห้ยมีคนมาทำความรู้จักเราด้วยเหรอ นึกถึงตอนเรียนมัธยมไม่เห็นมีแบบนี้ก่อนที่จะตัดสินใจคบกับคนนี้จริงจัง ก้มีผู้ชายอีกคนคณะวิศวะ (ชื่อย่อ ง) เป็นเพื่อนของเพื่อนที่แนะนำกันอีกที เราก้คุยกับสองคนนี้นี่แหละ ระยะเวลารวม 1ปีกว่า คุยกันหรือมีไปกินข้าวด้วยกันบ้าง ดูหนังเมื่อว่าง เพื่อนในกลุ่มก้บอกว่าเลือกได้แล้วว่าชอบใครบอกตรงๆเราไม่ๆได้ชอบใครและ ม.เองเท่าที่คุยคือเป็นผู้ชายอบอุ่น ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่เจ้าชู้ ติดเป็นคนตลก ที่สำคัญกินเก่ง เเละก้เปนคนรูปร่างอวบๆสูงๆ เเต่เสียอย่างเดียวสูบบุหรี่ ซึ่งเราก้พยายามมองข้ามไป ส่วนตัวไม่ชอบผู้ชายอวบเท่าไหร่ แถมจะบอกเพื่อนว่าไม่มีทาง. จนสุดท้ายอืมเลือกล่ะ เราตัดสินใจคบ ม. หลังจากที่อดทนจีบเรามา 1 ปีครึ่ง ก้ได้บอกเพื่อนๆเออมีแฟนแล้วน่ะ. ตลอดระยะเวลาที่คบกันถ้าเป็นตอนอยู่มหาลัย ม. จะไม่ค่อยมานั่งกินข้าวกับแกงค์เพื่อนเราในกลุ่ม ไม่ค่อยมาสุงสิงซึ่งเราไม่ค่อยได้สนใจตรงนี้เท่าไหร่เพราะคิดว่าคงมีแต่ทอม. ( เพื่อนเราในแกงค์มีแต่ทอม ) ถ้าเปรียบเทียบกับเพื่อนที่มีแฟนก้จะมานั่งกินข้าวด้วย มาคุยฮาเฮกัน และจะเป็นแบบนี้จนเรียบจบ เท่ากับว่าเพื่อนเราก้ยังไม่รู้จัก ม. ดีเท่าไหร่ ตลอดที่คบกันถ้าถึงวันครบรอบของทุกปี เราก้จะทำปฏิทินรูปคู่บ้าง. ทำกรอบรูปบ้าง ไว้ให้เค้าตั้งโชว์เก็บไว้ดูทำไว้ให้ทุกปีเค้าก็เอาเก็บไว้กล่อง ก้เคยถามว่าทำไมไม่เอาออกมาตั้งที่ๆทำให้ ม. ก้จะบอกว่าอายคนอื่นเค้า เราก้ไม่ได้อะไรไม่เป็นไรเพราะรู้นิสัยว่าเปนแบบนี้ไม่อยากเซ้าซี้ ถึง
เวลาช่วงปิดเทอม ต่างคนก้ต้องกลับบ้าน ตจว.ก้จะไม่ได้เจอกันช่วงปิดเทอม ส่วนนิสัยเราเป็นคนเรียบง่าย ไม่เรื่องมาก เราทั้งคู่คบกันมีพาไปให้ครอบครัวเห็นทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งเรียนจบรับปริญญา ดูเหมือนชีวิตดี๊ดีน่ะแต่ก้ยังเรีบบง่ายเหมือนเดิม จนไปสู่วัยทำงาน ม. จบที่บ้านก้ซื้อบ้านให้อยู่ในกรุงเทพ และมีรถหนึ่งคัน เราก้มีรถเหมือนกันใช้ไปทำงาน ดูเหมือนเราทั้งคู่จะพร้อมแล้ว บ้านก้มี รถก้มี หลายคนก้บอกว่าเมื่อไหร่จะมีข่าวดี คบกันมานานแล้วน่ะ ไม่เคยมีเรื่องมือที่สาม ขอเล่าย้อนกลับมาในช่วงที่ เฟซบุคกำลังเข้ามามีบทบาทใหม่ เราเองก้เล่นชอบถ่ายรูปลงเฟซ ก้เหมือนสาวๆทั่วไปเห็นเพื่อนๆในเฟซลงรูปคู่กับแฟน เราก้จะลงบ้าง ม. จะบอกว่าลงทำไม ไม่อายคนอื่นเหรอ อยากให้เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า ณ ปัจจุบันจึงไม่เคยมีรูปคู่ลงสักใบเดียว และอีกอย่างอยากจะบอกเพื่อนๆในพันทิปว่าตลอดที่คบกัน. เรามีรูปถ่ายคู่เพียง ปีละ 1-2 ใบส่วนปีนี้ 2017 ยังไม่มีด้วยซ้ำเลย แต่เราก้โอเคน่ะ ไม่ลงก้ได้ ไม่ถ่ายด้วยก้ได้. ส่วนกิจกรรมเวลาว่างตรงกันในช่วงสมัยเรียน เราเห็นเพื่อนๆไปเที่ยวกับแฟนสองคน ไปทะเลบ้าง ภูเขาบ้าง เรายังไม่เคยไปร่วมผจญภัญกันสองคนเลย ถ้านับวันที่ทำงานแล้วก้ไม่มีบางทีเราก้น้อยใจนะ ความรู้สึกที่แบบคบกันมานานแต่เรื่องราวในชีวิตประจำวันเป็นยังไง บางทีเราเหมือนไม่รู้จัก ม. เลยด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันก้มีคนมาหยอด มาจีบในเฟซบ้าง ส่งข้อความมาหาบ้าง แต่เราเองนี่แหละที่ยังไม่อยากเปิดโอกาสให้ใครเข้ามา เราเหมือนคนโลกสวยไปหรือเปล่าที่คิดว่า เราจะต้องจบที่แฟนคนแรกและอยู่ด้วยกันตลอดไป มาพีคที่สุดก้คือครอบครัวเราเห็นว่าม. ยังไม่มีพัฒนาการอะไรเลยหรือความกะตือรือร้นในการเข้ามาคุย เราคุยกันจริงจังมานานเรื่องนี้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนก้แนะนำว่าคุยกันจริงจังหรือยัง. แต่คำตอบที่เค้าพูดกับเราเสมอมา ก้คือ ม. ยังไม่คิดเรืองนี้ และยังไม่พร้อมด้วย. เค้าบอกว่ายังอยากจะ นอน , เล่นเกมส์ , ทำงานแบบนี้ เวลาคุยกันเรื่องนี้ ม. ก้จะพูดแบบเดิม ว่ายังไม่คิดน่ะ ไม่มีในหัว เราก้จะสวนกลับไปว่าคนที่รักกันจริงก้ต้องอยากอยู่ด้วยกันสิ ในหัวเรามีแต่บลาๆๆ ว่าเมื่อไรจะเริ่มสร้างครอบครัวด้วยกัน จะรอให้อีกคนแก่ไปเลยเหรอ เราถามต่อไปอีกว่า แล้วอีกสองปีจะถึงเรื่องอนาคตไหม เค้าก้ตอบว่ายังไม่คิดและถ้า เราไม่ใช่ก้คงจะเลิกกัน เหมือนเราใจสลายน่ะ ที่บ้านก้บอกให้ถอยออกมา ให้เลิกได้แล้ว. ม. ถามว่าจะต้องแต่งงานกันเหรอ หรือลงรูปในเฟซ หรือต้องไปเที่ยวกันสองคนแล้วประกาศให้คนอื่นรู้
มันมีหลายแง่มุมจริงที่ผู้ชายจะคิดแบบนี้ก้คงไม่ผิดใช่ไหมค่ะ แต่สำหรับเราเองก้โตขึ้นมา ความคิดได้เปลี่ยนไปแล้วไม่มากก้น้อย ว่าสุดท้ายชีวิตคู่อาจจะไม่ได้จบที่การแต่งงาน แต่เราต้องการเพียงแค่ให้เค้าเริ่มคิดถึงอนาคตสักหน่อยว่าจะทำอะไรร่วมกันดี แต่ในหัว ม. ไม่มีเลย เราก้แบบเเล้วเราจะรอไปทำไมกัน ทำไมไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองเจอคนที่พร้อมจะเดินกับเรา มากกว่าคนที่จะคบกับเราไปแบบนี้วันๆเพื่อนในพันทิปคงจะงุนงงสักหน่อย เราเองก้ยังสับสนเลย แต่พยายามไม่คิดไปมุ่งเรื่องของการทำงาน และครอบครัวอย่างเดียว ตอนนี้เราก้ห่างกันมารือพยายามไม่ติดต่อหรือโทรหากัน ม.เคยบอกว่าอยู่ได้ถ้าต้องเลิกกัน แต่เรานี่สิโคตรลำบากเลย บางทีก้รู้สึกคิดถึงช่วงเวลาที่ดีเป็นความทรงจำที่ดีๆมาก ตอนสมัยเรียน ตอนที่รู้จักกันใหม่ๆมีหลายคนบอกมีคนใหม่แล้วจะลืมคนเก่า สำหรับเราคงยากมากเพราะกลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวว่าเค้าจะรับเราไม่ได้ ขอบคุณเพื่อนๆในพันทิปที่เข้ามาอ่าน และให้คำแนะนำหรือคำติเตียน คำเตือนสติจะน้อมรับเอาไปคิดนะค่ะ. เราเป็นคนเล่าเรื่องราวไม่เก่ง วกวนไปหรือเปล่า ยังไงก้ขอบคุณค่ะที่เข้ามาอ่านก้ดีใจแล้ว
ปล. พรุ่งนี้วันเกิดเราพอดี อายุ 28 ปี พอพูดถึงเรื่องอายุดูตัวเองแก่มาทันตา 5555+