นาย
ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง นักเรียนไทยในอังกฤษ ที่กำลังศึกษาในชั้นปริญญาโทที่
The London School of Economics and Political Science (LSE) กล่าวถึงการกล่าวอ้างผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล

หรือรัฐบาล

ว่าสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดี โดยระบุว่า
เวลาเจอข่าวเศรษฐกิจในยุครัฐบาล

ที่มีโฆษกหรือหน้าม้าของรัฐบาลให้ข้อมูลว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจเจริญเติบโต รุ่งเรืองรุ่งโรจน์นั้น ก็มักจะมีประชาชนจำนวนหนึ่งไปอวยเอินเยินยอความสามารถของรัฐบาลและกล่าวทึกทักเอาว่ารัฐบาล

ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปไตยมัวแต่โกงกิน หรือไม่ก็ประชาธิปไตยมัวแต่ตรวจสอบกันจนเสียเวลา
ในแง่การเมือง คนกลุ่มเดียวกันนี้มักอธิบายว่า การเมืองในยุค

มีเสถียรภาพ เพราะไม่มีนักการเมืองทะเลาะกันให้การตัดสินใจหนึ่งๆ ล่าช้าออกไป รัฐบาล

ควบรวมอำนาจการตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว การเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะต่อต้านก็จางลงเมื่อเทียบกับรัฐบาลประชาธิปไตย ฉะนั้นคนกลุ่มนี้จึงกล้าหาญทึกทักเอาเองว่า รัฐบาล

เก่งกล้าสามารถทั้งทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจเติบโต เจริญรุ่งเรือง ปราศจากคอรัปชั่น และทำให้การเมืองมั่นคง ปราศจากความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้มักมองข้ามข้อสังเกตที่สำคัญว่า ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองที่พวกตนเชื่อว่าเจริญรุ่งเรืองนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงมายาคติ กล่าวคือ
ในทางเศรษฐกิจ การกล่าวอ้างว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจเติบโตขึ้น คำถามที่สำคัญที่ตามมาก็คือ
1. ความเจริญเติบโตนั้นเป็นของใคร? ความร่ำรวยมั่งคั่งไหลเวียนเข้าสู่กระเป๋าของใคร?
2. ภาพรวมตัวเลขทางเศรษฐกิจที่กล่าวอ้างว่าเพิ่มสูงขึ้นหรือส่อเค้าไปในทางที่ดีนั้น มันคือสิ่งเดียวกันกับการกระจายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนในกลุ่มที่มีความเปราะบางในการจ้างงานและสวัสดิการทางสังคมหรือไม่? (เราต่างก็รู้กันดีมิใช่หรือว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าเป็นความกินดีอยู่ดีของประชาชน)
3. มิพักต้องตรวจสอบต่อไปอีกว่าสิ่งที่ตัวแทนจากรัฐบาลโฆษณาหรือป่าวประกาศเพื่อปกป้องตนเองนั้นน่าเชื่อถือมากเพียงใด? มีหลักฐาน งานวิจัย จากหน่วยงานใดประกอบการอธิบาย
นาย
ติณณภพจ์ ระบุอีกว่า ในทางการเมือง การกล่าวอ้างการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง นำมาซึ่งคำถามสำคัญ ได้แก่
1. สภาวะที่ไร้การต่อต้านทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ขบวนการทางการเมือง การประท้วง เป็นต้น เท่ากับว่าการเมืองมีเสถียรภาพจริงหรือ?
2. การกล่าวอ้างว่าไร้การเมืองในยุครัฐบาล

ไร้การต่อต้านและความขัดแย้ง อาจไม่ได้แปลว่า ความขัดแย้งไม่ได้ดำรงอยู่ หากแต่ปัญหาคือการรับรู้ของคนกลุ่มนี้ ที่(เจตนา)มองไม่เห็นความขัดแย้ง ความรุนแรง และการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มหนึ่งต่างหาก ใช่หรือไม่?
3. หากเราตั้งสมมติฐานเบื้องต้นว่า โดยพื้นฐานแล้วการเมืองวางอยู่บนการจัดการความขัดแย้งเพื่อผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่นนั้น การพัฒนาการเมือง หรือการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองคุณลักษณะของการเมืองโดยตัวของมันเองเป็นสำคัญ ที่มิได้วางอยู่บนการต่อรองอำนาจ ความขัดแย้ง การไกล่เกลี่ยต่อรอง จะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาการเมืองได้อย่างไร? เสถียรภาพทางการเมืองหรือความมั่นคงอันเกิดจากความสามารถของรัฐบาลในการไกล่เกลี่ยต่อรองและรับมือกับความขัดแย้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากความขัดแย้งกำลังถูกทำให้เจือจางลง มิใช่เพราะกลุ่มต่างๆ ได้รับการตอบสนองผลประโยชน์ตามครรลองที่ควรจะเป็น ตามสมมติฐานข้างต้น หากแต่เป็นเพราะว่ากลุ่มพลังทางสังคมต่างๆ ถูกลดทอนอำนาจ ลดทอนพลังในการขับเคลื่อนความต้องการและข้อเรียกร้อง ให้กลายเป็นเพียงแค่การสร้างความไม่สงบหรือเป็นเพียงภัยต่อความมั่นคงของประเทศในสายตาของรัฐบาล?
“ด้วยเหตุนี้ คำตอบของคำถามที่ว่ารัฐบาล
มีประสิทธิภาพสูงส่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศหรือไม่นั้น จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข หรือภาพข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์” นาย
ติณณภพจ์กล่าว
JJNY ‘นักเรียนนอก’ ชี้ อย่าเพิ่งเชื่อมายาคติ “เศรษฐกิจดี” จากหน้าม้ารัฐบาล:) พร้อมถาม “ความมั่งคั่งไหลเข้ากระเป๋าใคร
เวลาเจอข่าวเศรษฐกิจในยุครัฐบาล
ในแง่การเมือง คนกลุ่มเดียวกันนี้มักอธิบายว่า การเมืองในยุค
อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้มักมองข้ามข้อสังเกตที่สำคัญว่า ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองที่พวกตนเชื่อว่าเจริญรุ่งเรืองนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงมายาคติ กล่าวคือ
ในทางเศรษฐกิจ การกล่าวอ้างว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจเติบโตขึ้น คำถามที่สำคัญที่ตามมาก็คือ
1. ความเจริญเติบโตนั้นเป็นของใคร? ความร่ำรวยมั่งคั่งไหลเวียนเข้าสู่กระเป๋าของใคร?
2. ภาพรวมตัวเลขทางเศรษฐกิจที่กล่าวอ้างว่าเพิ่มสูงขึ้นหรือส่อเค้าไปในทางที่ดีนั้น มันคือสิ่งเดียวกันกับการกระจายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนในกลุ่มที่มีความเปราะบางในการจ้างงานและสวัสดิการทางสังคมหรือไม่? (เราต่างก็รู้กันดีมิใช่หรือว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าเป็นความกินดีอยู่ดีของประชาชน)
3. มิพักต้องตรวจสอบต่อไปอีกว่าสิ่งที่ตัวแทนจากรัฐบาลโฆษณาหรือป่าวประกาศเพื่อปกป้องตนเองนั้นน่าเชื่อถือมากเพียงใด? มีหลักฐาน งานวิจัย จากหน่วยงานใดประกอบการอธิบาย
นายติณณภพจ์ ระบุอีกว่า ในทางการเมือง การกล่าวอ้างการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง นำมาซึ่งคำถามสำคัญ ได้แก่
1. สภาวะที่ไร้การต่อต้านทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ขบวนการทางการเมือง การประท้วง เป็นต้น เท่ากับว่าการเมืองมีเสถียรภาพจริงหรือ?
2. การกล่าวอ้างว่าไร้การเมืองในยุครัฐบาล
3. หากเราตั้งสมมติฐานเบื้องต้นว่า โดยพื้นฐานแล้วการเมืองวางอยู่บนการจัดการความขัดแย้งเพื่อผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่นนั้น การพัฒนาการเมือง หรือการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองคุณลักษณะของการเมืองโดยตัวของมันเองเป็นสำคัญ ที่มิได้วางอยู่บนการต่อรองอำนาจ ความขัดแย้ง การไกล่เกลี่ยต่อรอง จะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาการเมืองได้อย่างไร? เสถียรภาพทางการเมืองหรือความมั่นคงอันเกิดจากความสามารถของรัฐบาลในการไกล่เกลี่ยต่อรองและรับมือกับความขัดแย้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากความขัดแย้งกำลังถูกทำให้เจือจางลง มิใช่เพราะกลุ่มต่างๆ ได้รับการตอบสนองผลประโยชน์ตามครรลองที่ควรจะเป็น ตามสมมติฐานข้างต้น หากแต่เป็นเพราะว่ากลุ่มพลังทางสังคมต่างๆ ถูกลดทอนอำนาจ ลดทอนพลังในการขับเคลื่อนความต้องการและข้อเรียกร้อง ให้กลายเป็นเพียงแค่การสร้างความไม่สงบหรือเป็นเพียงภัยต่อความมั่นคงของประเทศในสายตาของรัฐบาล?
“ด้วยเหตุนี้ คำตอบของคำถามที่ว่ารัฐบาล