JJNY ‘นักเรียนนอก’ ชี้ อย่าเพิ่งเชื่อมายาคติ “เศรษฐกิจดี” จากหน้าม้ารัฐบาล:) พร้อมถาม “ความมั่งคั่งไหลเข้ากระเป๋าใคร

กระทู้คำถาม
นายติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง นักเรียนไทยในอังกฤษ ที่กำลังศึกษาในชั้นปริญญาโทที่ The London School of Economics and Political Science (LSE) กล่าวถึงการกล่าวอ้างผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล อมยิ้ม04 หรือรัฐบาล อมยิ้ม15 ว่าสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดี โดยระบุว่า
เวลาเจอข่าวเศรษฐกิจในยุครัฐบาล อมยิ้ม15 ที่มีโฆษกหรือหน้าม้าของรัฐบาลให้ข้อมูลว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจเจริญเติบโต รุ่งเรืองรุ่งโรจน์นั้น ก็มักจะมีประชาชนจำนวนหนึ่งไปอวยเอินเยินยอความสามารถของรัฐบาลและกล่าวทึกทักเอาว่ารัฐบาล อมยิ้ม15 ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปไตยมัวแต่โกงกิน หรือไม่ก็ประชาธิปไตยมัวแต่ตรวจสอบกันจนเสียเวลา

ในแง่การเมือง คนกลุ่มเดียวกันนี้มักอธิบายว่า การเมืองในยุค อมยิ้ม15 มีเสถียรภาพ เพราะไม่มีนักการเมืองทะเลาะกันให้การตัดสินใจหนึ่งๆ ล่าช้าออกไป รัฐบาล อมยิ้ม04 ควบรวมอำนาจการตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว การเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะต่อต้านก็จางลงเมื่อเทียบกับรัฐบาลประชาธิปไตย ฉะนั้นคนกลุ่มนี้จึงกล้าหาญทึกทักเอาเองว่า รัฐบาล อมยิ้ม15 เก่งกล้าสามารถทั้งทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจเติบโต เจริญรุ่งเรือง ปราศจากคอรัปชั่น และทำให้การเมืองมั่นคง ปราศจากความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้มักมองข้ามข้อสังเกตที่สำคัญว่า ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองที่พวกตนเชื่อว่าเจริญรุ่งเรืองนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงมายาคติ กล่าวคือ
ในทางเศรษฐกิจ การกล่าวอ้างว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจเติบโตขึ้น คำถามที่สำคัญที่ตามมาก็คือ

1. ความเจริญเติบโตนั้นเป็นของใคร? ความร่ำรวยมั่งคั่งไหลเวียนเข้าสู่กระเป๋าของใคร?

2. ภาพรวมตัวเลขทางเศรษฐกิจที่กล่าวอ้างว่าเพิ่มสูงขึ้นหรือส่อเค้าไปในทางที่ดีนั้น มันคือสิ่งเดียวกันกับการกระจายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนในกลุ่มที่มีความเปราะบางในการจ้างงานและสวัสดิการทางสังคมหรือไม่? (เราต่างก็รู้กันดีมิใช่หรือว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าเป็นความกินดีอยู่ดีของประชาชน)

3. มิพักต้องตรวจสอบต่อไปอีกว่าสิ่งที่ตัวแทนจากรัฐบาลโฆษณาหรือป่าวประกาศเพื่อปกป้องตนเองนั้นน่าเชื่อถือมากเพียงใด? มีหลักฐาน งานวิจัย จากหน่วยงานใดประกอบการอธิบาย

นายติณณภพจ์ ระบุอีกว่า ในทางการเมือง การกล่าวอ้างการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง นำมาซึ่งคำถามสำคัญ ได้แก่

1. สภาวะที่ไร้การต่อต้านทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ขบวนการทางการเมือง การประท้วง เป็นต้น เท่ากับว่าการเมืองมีเสถียรภาพจริงหรือ?

2. การกล่าวอ้างว่าไร้การเมืองในยุครัฐบาล อมยิ้ม15 ไร้การต่อต้านและความขัดแย้ง อาจไม่ได้แปลว่า ความขัดแย้งไม่ได้ดำรงอยู่ หากแต่ปัญหาคือการรับรู้ของคนกลุ่มนี้ ที่(เจตนา)มองไม่เห็นความขัดแย้ง ความรุนแรง และการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มหนึ่งต่างหาก ใช่หรือไม่?

3. หากเราตั้งสมมติฐานเบื้องต้นว่า โดยพื้นฐานแล้วการเมืองวางอยู่บนการจัดการความขัดแย้งเพื่อผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่นนั้น การพัฒนาการเมือง หรือการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองคุณลักษณะของการเมืองโดยตัวของมันเองเป็นสำคัญ ที่มิได้วางอยู่บนการต่อรองอำนาจ ความขัดแย้ง การไกล่เกลี่ยต่อรอง จะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาการเมืองได้อย่างไร? เสถียรภาพทางการเมืองหรือความมั่นคงอันเกิดจากความสามารถของรัฐบาลในการไกล่เกลี่ยต่อรองและรับมือกับความขัดแย้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากความขัดแย้งกำลังถูกทำให้เจือจางลง มิใช่เพราะกลุ่มต่างๆ ได้รับการตอบสนองผลประโยชน์ตามครรลองที่ควรจะเป็น ตามสมมติฐานข้างต้น หากแต่เป็นเพราะว่ากลุ่มพลังทางสังคมต่างๆ ถูกลดทอนอำนาจ ลดทอนพลังในการขับเคลื่อนความต้องการและข้อเรียกร้อง ให้กลายเป็นเพียงแค่การสร้างความไม่สงบหรือเป็นเพียงภัยต่อความมั่นคงของประเทศในสายตาของรัฐบาล?

“ด้วยเหตุนี้ คำตอบของคำถามที่ว่ารัฐบาล อมยิ้ม15 มีประสิทธิภาพสูงส่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศหรือไม่นั้น จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข หรือภาพข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์” นายติณณภพจ์กล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่