เตือนภัย! แก๊งค์มิจฉาชีพในอิตาลี

เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ผมกับแฟนไปเที่ยวยุโรปประจำปี ทริปนี้เที่ยว 7 ประเทศ (ออสเตรีย,สโลวัค,ฮังการี,เยอรมัน,เชค,ซานมารีโน และอิตาลี) รวม 17 วัน 16 คืน เจอภัยแก๊งค์มิจฉาชีพในอิตาลี ซึ่งแทบจะเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว เพราะบรรดามิจฉาชีพพวกนี้ทำงานกันเป็นทีม ทำมานานต่อเนื่องหลายปีจนมีชื่อเสียเลื่องลือ แต่คาดว่ายังคงมีนักท่องเที่ยวอีกมากที่ไม่รู้เท่าทันเลห์กลของโจรพวกนี้ จึงมีคนตกเป็นเหยื่ออยู่เรื่อยๆ กระทู้นี้จึงขอแบ่งปันประสบการณ์ตรงที่พบเจอแก๊งค์มิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลนี้จะมีประโยชน์มากพอช่วยเหลือนักท่องเที่ยวให้รอดพ้นภัยได้บ้าง

เรื่องที่ 1 โดนรูดซิปเปิดเป้สะพายหลัง เหตุเกิดในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ปราสาทปราก ประเทศเชค

- ระหว่างเดินเที่ยวถ่ายรูปอย่างเมามัน มีสตรีฝรั่งสะกิดบอกผมว่าเป้สะพายหลังของคุณ โดนเปิดซิปอ้าออกแล้ว ว้าว ผมไม่รู้ตัวเลย คนร้ายเนี่ย มือเบามาก น่าทึ่งเล็กๆ เพราะผมเองแม้จะเดินเที่ยวถ่ายรูปแบบไม่ระวังตัวอะไร แต่ก็ไม่ได้ยืนหยุดนิ่งนานๆซะเมื่อไหร่ คนร้ายสามารถเปิดซิปเป้ได้แบบที่ผมไม่รู้สึกตัวเลย พี่โจรครับนายแน่มาก ตอนนั้นเสียววาบ รีบเปิดเป้ตรวจดูทันที ว่ามีของอะไรหายบ้าง โชคดีที่ของในเป้พวกร่ม หมวก ขนม และขวดน้ำดื่ม ไม่มีอะไรสูญหาย ถึงจะไม่ใช่ของที่มีราคาค่างวดอะไร แต่ถ้าโดนโจรฉกไป งานนี้มีเคือง อิ อิ

(ข้อสำคัญ : เป้สะพายหลัง ต้องไม่ใส่ของมีค่าเด็ดขาด อันตรายมาก)

เรื่องที่ 2 แก๊งค์มิจฉาชีพในสถานีรถไฟกลางของเมือง Bologna ประเทศอิตาลี

- ในทริปนี้มีเช้าวันนึงที่ผมกับแฟนต้องใช้รถไฟออกจากเมือง Bologna ไปเมือง Rimini เพื่อไปจุดหมายหลักคือประเทศ San Marino ไอ้เราก็รีบกลัวจะซื้อตั๋วรถไฟไม่ทัน สถานีรถไฟกลางในเมือง Bologna ก็ไม่ใช่สถานีเล็กๆ ตอนนั้นไม่เจอจนท.เลย ไม่รู้ว่าต้องไปซื้อตั๋วที่ไหน หันไปหันมาเจอชายวัยกลางคนคนนึงอยู่แถวนั้น ผมเลยถามเค้าเป็นภาษาอังกฤษว่าซื้อตั๋วไปเมือง Rimini ได้ที่ไหน

พี่แกช่างมีน้ำใจ ชี้ให้เราดูป้ายบอกรอบรถไฟ ซึ่งมันเหลือเวลาอีกไม่นาน รถไฟขบวนนี้จะออกเดินทางแล้ว ด้วยน้ำใจเลอเลิศเป็นพิเศษ พี่แกชวนให้ผมเดินตามทันที แถมหันกลับมามองเป็นระยะๆเพื่อตรวจสอบว่าเราตามมารึเปล่า เอ แบบนี้มันผิดปกติแระ เข้าข่ายเลห์กลที่เคยอ่านเจอในเนต ว่าพวกนี้จะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในการกดเงินซื้อตั๋วรถไฟจากตู้ขายอัตโนมัติ จากนั้นก็จะเรียกร้องขอเงินตอบแทน ตอนนั้นผมคิดในใจว่าไม่เป็นไร เค้าช่วยเรา เดี๋ยวคงเรียกเงินจากเราไม่มากนัก ถือว่าแลกกัน เพราะเราเองก็รีบซะด้วย

ระหว่างทางที่เดินไป เขาพาเราขึ้นชั้นบนของสถานี สายตาผมเห็นตู้ขายตั๋วอัตโนมัติอยู่ไม่ไกลแต่ที่สำคัญมีห้องขายตั๋วอยู่แถวนั้นด้วย ไฮไลต์สำคัญเกิดขึ้นเร็วมาก คือพี่แกส่งซิกสัญญาณเรียกพวกให้มาประกบเราทันที เอ แบบนี้ไม่สวยแระ ผมเลยรีบเอ่ยปากบอกว่า เอ่อ ไอ ไม่มีเงินสดนะนายจ๋า คงซื้อผ่านตู้ออโต้ไม่ได้หรอก พี่แกรีบบอกว่าไม่เป็นไรใช้รูดบัตรเครดิตได้ งานนี้แฟนผมเธอสัมผัสได้ถึงอันตรายทันที ก่อนที่พวกของพี่แกจะเดินมาประกบเรา ผมรีบพาแฟนชิ่งโดยเร็ว รีบเดินหนีไปที่ห้องขายตั๋วทันที แล้วหันไปเอ่ยขอบคุณที่เค้าอุตส่าห์พาเราเดินขึ้นมาจนเจอห้องที่ขายตั๋ว งานนี้พี่แกยังไม่ยอม พยายามยื้อเอ่ยปากชวนเราให้ไปซื้อตั๋วที่ตู้ขายอัตโนมัติ แต่ผมไม่ฟัง รีบพาแฟนเข้าห้องขายตั๋วทันที งานนี้ได้ใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วรถไฟจากจนท. ขึ้นรถไฟได้ทันเวลาพอดี

สรุป ครั้งนี้เราเอาตัวรอดปลอดภัยแบบหวุดหวิดเล็กๆ งานนี้แฟนผมเธอเกรงว่าถ้าเราโดนคนร้ายประกบ ซึ่งคาดว่ามีหลายคนทำงานเป็นทีม การที่เขาไม่แคร์ว่าเราไม่มีเงินสด ก็อาจแปลว่าเขาตั้งใจเล็งเป้าบัตรเครดิตของเรา อาจฉกชิงแล้ววิ่งหนีไปก็เป็นได้ ขอเตือนว่าโจรในยุโรปต่างกับโจรในไทยเรื่องการใช้บัตรเครดิต คือโจรในไทยถ้าล้วงกระเป๋าเงินได้ จะเอาแค่เงินสดไม่สนใจหรือไม่กล้าเอาบัตรเครดิตไปรูดซื้อของ แต่โจรยุโรปกล้าใช้บัตรเครดิตของเหยื่อนะครับ แถมที่เคยได้ข่าวมา พี่แกเล่นโหดแบบรูดบัตรใช้เกลี้ยงจนหมดวงเงินเลยทีเดียว อันตรายมากครับ

เรื่องที่ 3 แก๊งค์เชือกผูกข้อมือแถวด้านหน้ามหาวิหาร (ดูโอโม) กลางเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

- จากข่าวสารในเนตที่เคยอ่านมา มิจฉาชีพพวกนี้มักเป็นคนดำ ที่คอยเอ่ยชวนให้เรางุนงง ด้วยการบอกว่า ฟรี ฟรี แล้วรีบใช้เชือกทำการผูกข้อมือของเรา จากนั้นก็เรียกเงิน ถ้าไม่ยอมจ่ายก็เรียกพวกมารุมข่มขู่ แต่ถ้าเราเดินหนีทำเป็นไม่สนใจไม่ยอมให้จับผูกข้อมือได้แต่แรก ก็ไม่มีปัญหาใดๆ

คราวนี้ผมกับแฟนไปเที่ยวมหาวิหารแห่งนี้เช่นกัน และแน่นอนว่าเจอแก๊งค์คนดำแบบเดียวกันเป๊ะ มามุกเดิม เอ่ยแต่คำว่า เพื่อน ฟรีนะ ฟรี ฟรี ย้ำแต่คำว่าเพื่อนกัน ฟรีนะอยู่นั่นแหละ แต่ที่แย่กว่าปกติคือ พวกนี้เริ่มเข้ามาลงมือจับเนื้อต้องตัว อันนี้ไม่ดีเอามากๆ ถ้าใครพลาดท่าเสียทีโดนจับผูกข้อมือได้ มีหวังซวยหนัก แฟนผมเธอเดินหนีเร็ว เลยรอดตัวไป ส่วนผมเดินช้ากว่าเจอจู่โจมแบบแตะตัว ต้องรีบสะบัดมือแล้วเดินหนีอย่างไว ชักรู้สึกว่าแก๊งค์นี้มันชักจะมากเกินไปแล้ว ดังนั้นขอเตือนว่าอย่าประมาทแก๊งค์คนดำหน้ามหาวิหารในมิลานเด็ดขาด ต้องเอ่ยปากปฏิเสธ No เสียงดังๆแล้วรีบเดินหนีให้ไว อย่ายืนนิ่งเป็นเป้าแล้วจะปลอดภัยครับ

เรื่องที่ 4 แก๊งค์ล้วงกระเป๋าในขบวนรถไฟใต้ดินเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

- มิลานเป็น 1 ในเมืองที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องแก๊งค์โจรล้วงกระเป๋า ชื่อเสียไม่ด้อยไปกว่า โรม ปารีส บรัสเซลส์ มาดริด หรือบาร์เซโลนา วันเดียวกับที่เราเจอแก๊งค์คนดำที่หน้ามหาวิหารในมิลาน พอเที่ยววิหารเสร็จ ตอนนั้นราวสองทุ่มกว่าฟ้ายังสว่างจ้า เราใช้รถไฟใต้ดินเพื่อเดินทางกลับโรงแรม อย่างที่เคยได้ข่าวมา ตามสถานีรถไฟใต้ดินเป็นแหล่งหากินของกลุ่มโจร โดยเฉพาะเมืองขึ้นชื่ออย่างมิลาน ด้วยสภาพการแต่งกายของผมกับแฟนบ่งบอกชัดว่าเป็นนักท่องเที่ยว ที่คอผมก็คล้องกล้องถ่ายรูปโชว์ซะด้วย แต่เป็นแค่กล้องคอมแพคตัวเล็กๆธรรมดาราคาไม่แพงมาก แถมสะพายเป้หลังอีกด้วย ตอนนั้นไม่ได้ระวังตัวอะไรเล้ยยย

ยืนรอไม่นานรถไฟใต้ดินก็วิ่งมาจอด ขณะที่กำลังเดินเข้าขบวนรถไฟ แฟนผมเธอเดินเข้าไปก่อน ส่วนผมเดินตามเข้ามาในขบวนรถไฟเรียบร้อย ตอนนั้นประตูรถไฟยังไม่ปิด ทันใดนั้นก็มีไอ้หนุ่มหน้าออกแนวแขกขาวเดินมายืนสกัดขวางหน้าผมไว้ แต่กริยาเชื่องช้าผิดปกติ ผมก็นึกในใจว่า เอ หมอนี่ป่วยรึเปล่าหว่า ท่าทางเซื่องซึมไม่ปกติ จากนั้นหมอนี่ก็หันตัวกลับมาช้าๆแล้วค่อยๆก้มตัวลงไป เอามือมาจับแถวข้อเท้าของผม ผมก็งงสิครับ ก้มตัวลงมองตาม มัวแต่คิดสงสัยว่า เอ พี่แกมาจับข้อเท้าเราทำไมหว่า

ทันใดนั้นแฟนผมร้องเสียงดังลั่นสนั่นรถไฟว่า No !!!!! ไอ้หนุ่มแขกขาวนั่นมันตกใจทันที รีบเงยหน้ายกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว คนในขบวนรถไฟต่างตกใจหันมามองคู่ผม 2 คนเป็นตาเดียว ผมเองก็เลยได้สติรีบคว้าแขนของไอ้หนุ่มแขกขาวคนนั้นทันที แต่พี่แกเจ้าเล่ห์ (สีหน้าแสดงความเจ้าเล่ห์ออกมาชัดเจนมาก) รีบยกมืออีกข้างโชว์ตั๋วรถไฟให้ผมดู ทำนองว่า ไม่มีอะไร แค่ก้มลงหยิบตั๋วที่ทำตกไว้เท่านั้น ทันใดนั้นผมเพิ่งสังเกตเห็นวัยรุ่นผิวดำอีกคนยืนอยู่ข้างๆกับหนุ่มแขกขาวเจ้าเล่ห์คนนั้น จากนั้นมันสองคนก็รีบเผ่นลงจากขบวนรถไฟทันใด แสดงออกว่าเป็นกลุ่มโจรทีมเดียวกันชัดเจน เพราะดันขึ้นรถไฟแต่ไม่ยอมเดินทาง ขึ้นปุ๊บลงปั๊บทันที แปลว่าอะไรล่ะ

ผมรีบเอื้อมมือไปแตะกระเป๋าหลังของกางเกงยีนต์ที่ผมใส่ ก็พบกับความว่างเปล่า!!! แต่ไม่เป็นไร ก็มันว่างเปล่ามาตลอดทั้งทริปอยู่แล้ว เพราะการไปเที่ยวตปท.ทุกครั้ง ผมไม่ยอมใช้กระเป๋าเงินแบบเดิมเด็ดขาด ผมเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าพลาสติกกันน้ำแบบที่ขายช่วงสงกรานต์ราคาแค่ใบละ 20 บาท มีสายคล้องคอซ่อนในเสื้ออีกทีแบบนี้ เอาพาสปอร์ต เงินสดส่วนใหญ่ และบัตรเครดิตต่างๆ เก็บซ่อนเอาไว้ในนี้ ส่วนเงินสดย่อยใช้รายวันกับบัตรเครดิตแค่ใบเดียว ผมใส่ไว้ในกระเป๋าด้านหน้าของกางเกงยีนต์ ซึ่งล้วงหยิบเองยังไม่ง่ายนัก แบบนี้ถึงจะพอป้องกันตัวได้


จากนั้นคนในรถไฟใต้ดินบางคนก็เอ่ยปากถามแฟนผมทันที ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นมีสตรีฝรั่งวัยกลางคนคนนึง เอ่ยปากเตือนผมเรื่องกล้องถ่ายรูปที่คล้องคอผมอยู่ เดาว่าเธอคิดว่าพวกโจรกลุ่มเมื่อกี้มันเล็งเป้าจะเอากล้องของผมนั่นเอง แต่ผมไม่คิดแบบนั้น เพราะกล้องคอมแพคราคาแค่หมื่นกว่าบาทไม่น่าจะเตะตามิจฉาชีพนะ ผมมองว่าโจรที่ก้มลงจับข้อเท้าผม คนนั้นทำหน้าที่ดึงความสนใจของเหยื่ออย่างผม ส่วนวัยรุ่นคนดำต่างหากที่เป็นคีย์แมนของทีม ฉวยจังหวะนั้นลงมือล้วงกระเป๋าเงินที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังของเหยื่อ ถ้าล้วงได้หรือไม่ได้ ทั้งทีมก็ต้องรีบลงจากขบวนรถไฟใต้ดินทันทีก่อนที่ประตูรถไฟจะปิด ซึ่งการที่ผมสะพายเป้หลังมันปิดบังกระเป๋าหลังของกางเกงยีนต์ พวกโจรมันเลยไม่รู้ว่าที่จริงแล้วผมไม่ได้ใส่กระเป๋าเงินไว้ตรงนั้น

แต่แฟนผมเธอมองว่าคนก้มตัวจับข้อเท้าผม น่าจะสำรวจว่ามีเงินซ่อนไว้ในถุงเท้ารึเปล่า เพราะเคยได้ยินข่าวที่พวกโจรในยุโรปรุมล็อคตัวเหยื่อแล้วค้นเอาเงินในถุงเท้าแล้ววิ่งหนีไป พวกโจรยุโรปอาจเชื่อว่านักท่องเที่ยวชาวเอเชียมักซ่อนเงินไว้ในถุงเท้าก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามต้องชื่นชมในความมีสติของแฟนผม เพราะเธอสังเกตเห็นความผิดปกติของไอ้หนุ่มแขกขาวคนนั้นตั้งแต่ตอนอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดินแล้ว เธอบอกว่าเห็นมันคอยสอดส่องมองคนโน้นคนนี้ตลอดเวลา ท่าทางมีพิรุธมาก เธอเลยจับตาดูมันตลอด (แหม เธอเป็นคนช่างสังเกตจริงๆ)

ตอนที่มันก้มตัวลงจับข้อเท้าของผม เธอเลยรีบร้องตะโกนเสียงดังเพื่อให้มันตกใจ แต่ถ้ามันยังไม่หยุดเธอเตรียมลงมือใช้เท้าถีบมันทันที (โห มีการคิดกระบวนท่าต่อเนื่องซะด้วย ร้ายจริงๆ) กะเอาให้หน้าคะมำเลย ยังดีที่เหตุการณ์ไม่บานปลายถึงขั้นนั้น อย่างไรก็ตามครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมกับแฟนเผชิญหน้ากับแก๊งค์มิจฉาชีพในยุโรปอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ เราเดินทางเที่ยวตปท.มาหลายปีหลายทริป ไปมาแล้วรวม 23 ประเทศเฉพาะในยุโรป ยังไม่เคยเจอภัยถึงตัวแบบนี้เลย จากเดิมที่แฟนผมเธอไม่ชอบอิตาลี,ปารีส,บรัสเซลส์ เป็นทุนเดิม (เธอว่าบ้านเมืองสกปรก บรรยากาศอึมครึม ผู้คนก็ไม่ค่อยเป็นมิตร) พอมาเจอแบบนี้ซ้ำ เธอยิ่งชิงชังมากขึ้นไปอีก แต่ผมกลับเฉยๆแฮะ ยังมาเที่ยวเมืองต่างๆของประเทศพวกนี้ได้อีกเรื่อยๆ ไม่ได้รู้สึกเลวร้ายอะไรเท่าไหร่

สรุป ยุโรปไม่ได้ปลอดภัยก็จริง แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นไปเที่ยวไม่ได้ บางคนเข้าใจว่าสวิสปลอดภัย หารู้ไม่ว่า นักท่องเที่ยวโดนล้วงกระเป๋าในสวิสเยอะมาก เพราะประมาทคิดว่าสวิสปลอดภัย 100% ตอนนี้ยุโรปรวมตัวเป็นเชงเก้น มันไม่มีที่ไหนปลอดภัยอย่างแท้จริงอีกแล้ว พวกแก๊งค์มิจฉาชีพสามารถเดินสายตระเวนหากินได้ทั่วยุโรป

คนส่วนมากมักใช้วิธีการระวังตัว ซึ่งเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูง เพราะคนเราเวลาไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมือง ย่อมมีโอกาสพลั้งเผลอขาดสติได้ง่ายมาก ต่อให้ระวังตัวดีแค่ไหน ถ้าเจอกลุ่มโจรล็อคเป้า ก็ยากที่จะเอาตัวรอด เพราะพวกนี้ทำงานเป็นทีม มีเล่ห์กลต่างๆนาๆ ถ้ายังฝืนใช้กระเป๋าเงินแบบเดิมทั้งผู้หญิงหรือผู้ชายก็รอดยากครับ ยิ่งผู้หญิงถ้าใช้กระเป๋าสะพายยิ่งอันตราย โดนวิ่งราวทีเดียวหายไปหมดทั้งกระเป๋าเลย

แต่ถ้าใช้วิธีป้องกันตัวเป็นหลัก โดยเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าแบบมีสายคล้องคอหรือคาดหน้าอก แล้วซ่อนในเสื้ออีกที แบบนี้ปลอดภัยมากกว่ากันเยอะ ถ้าไม่พลาดโดนปล้นจริงๆ ยังไงก็รอดครับ ไม่ต้องกังวลอะไรมากมาย เที่ยวยุโรปได้อย่างสบายใจ แต่ต้องไม่ประมาทเดินทางในที่เปลี่ยวยามค่ำมืด ไม่เล่นเกมส์การพนันข้างถนน ไม่เสวนากับคนที่ยื่นเอกสารมาให้เราเซ็น และไม่เที่ยวย่านอันตราย เพียงแค่นี้เราก็สามารถเที่ยวยุโรปได้อย่างปลอดภัยครับ

-ฝากกระทู้ทริคการหาตั๋วเครื่องบินไปกลับยุโรปแบบประหยัดเกินคาด, ทริคการจองโรงแรมราคาถูก, ทริคการจองตั๋วรถไฟในยุโรปให้ได้ราคาถูก, ทริคการขอวีซ่าเชงเก้น และทริคต่างๆในการเที่ยวยุโรปแบบประหยัด http://pantip.com/topic/33870954

-"เพียงเพื่อนพาเที่ยว" PART 1 ล่องเรือสำราญหมู่เกาะอังกฤษ กับ Princess Cruises การวางแผนและงบประมาณ
  https://pantip.com/topic/35217608
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่