หน้าแรก
คอมมูนิตี้
ห้อง
แท็ก
คลับ
ห้อง
แก้ไขปักหมุด
ดูทั้งหมด
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
แท็ก
แก้ไขปักหมุด
ดูเพิ่มเติม
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
{room_name}
{name}
{description}
กิจกรรม
แลกพอยต์
อื่นๆ
ตั้งกระทู้
เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก
เว็บไซต์ในเครือ
Bloggang
Pantown
PantipMarket
Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
เกี่ยวกับเรา
กฎ กติกา และมารยาท
คำแนะนำการโพสต์แสดงความเห็น
นโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิ์การใช้งานของสมาชิก
ติดต่อทีมงาน Pantip
ติดต่อลงโฆษณา
ร่วมงานกับ Pantip
Download App Pantip
Pantip Certified Developer
เที่ยวน่าน ดื่มกาแฟน่าน ปลูกป่าหน้าฝนกับเอราบิก้า
กระทู้สนทนา
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เที่ยวภูเขา
เที่ยวเชิงอนุรักษ์
จากกรุงเทพฯ เดินทางโดยใช้รถยนต์นั้นใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมง หากต้องการความสะดวกรวดเร็วกว่านั้นก็สามารถนั่งเครื่องจากสนามบินดอนเมืองบินตรงมายังน่านได้เลย โดยใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง ก็ได้สัมผัสบรรยากาศความอบอุ่นของเมืองน่านกันได้แล้ว
กิจกรรมปลูกป่าบนไร่กาแฟดอยสันเจริญ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆปีของเอราบิก้าคอฟฟี่ กาแฟน่าน โดยความร่วมมือจากชาวบ้านบ้านสันเจริญ นำโดยคุณเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์และคุณพรเทพ เลิศวรายุทธ์ เจ้าของไร่กาแฟที่ความสูง 1,450 เมตรจากระดับน้ำทะเล ณ ดอยสวนยาหลวง อ.ท่าวังผา จ.น่าน กิจกรรมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอขอบคุณความช่วยเหลือจาก คุณประสิทธิ์ เตชะติ ที่ได้ช่วยเหลือจัดหากล้าไม้มาให้พวกเราได้นำไปปลูกในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกล้าไม้ที่เหมาะสำหรับนำมาปลูกเพื่อบังแดดและลมให้กับต้นกาแฟ ให้ความชุ่มชื้นและเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำต่อไป
หมู่บ้านสันเจริญ
กิจกรรมวันแรก วันที่ 29 เมษายน 2560
เวลา 9.00 น. เริ่มออกเดินทางจากตัวเมืองน่านเข้าสู่อำเภอท่าวังผา แวะชมหอศิลป์ริมน่าน ฟังบรรยายประวัติความเป็นมาในอดีตของน่าน ชมภาพวาดจากนิทรรศการหมุนเวียนของศิลปินจากทั่วประเทศ และชมภาพถ่ายภาพฝาผนังที่อาจารย์วินัย ปราบริปู ศิลปินและเจ้าของหอศิลริมน่านได้บันทึกเก็บไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาและชื่นชม
เวลา 11.30 น. เดินทางถึงน้ำออกรู ณ หมู่บ้านสันเจริญ เพื่อเตรียมพื้นที่พักรับประทานอาหารริมน้ำ ชมบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติฟังเสียงน้ำไหล มองเห็นตัวปลาว่ายไปมาในน้ำได้อย่างชัดเจน กิจกรรมนี้สร้างความประทับใจให้กับทุกๆคนรวมไปถึงลูกค้าของกาแฟเอราบิก้าด้วยเช่นกัน การรับประทานอาหารของเราเป็นไปแบบเรียบง่าย อาหารที่เราซื้อมาจากในเมืองก็เป็นเมนูแบบง่ายๆ ใช้วัสดุท้องถิ่นเช่นใบตองและใบตองตึงมาแทนเสื่อและจานรองอาหาร ส่วนถุงพลาสติกทั้งหมดที่เรานำติดตัวมาจากในเมืองนั้น ได้ถูกเก็บและนำใส่ถุงดำกลับไปทิ้งในเมือง นอกจากนั้นเรายังได้ช่วยกันเก็บขยะและทำความสะอาดบริเวณน้ำออกรู นำขยะ ขวดแก้ว ถุงพลาสติกที่นักท่องเที่ยวคนอื่นๆมาทิ้งไว้กลับออกไปกับเรา กิจกรรมนี้เราจะทำทุกๆครั้งเมื่อกลับออกไปจากที่นี่ น้ำออกรูคือชื่อเรียกของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในหมู่บ้านสันเจริญ ที่มีน้ำไหลผ่านออกมาจากรูเล็กๆ จากหน้าผาขนาดใหญ่ เป็นแหล่งน้ำที่เกิดจากเทือกเขาสลับซับซ้อนเหนือขึ้นไปของหมู่บ้าน แหล่งน้ำที่สร้างขึ้นมาจากธรรมชาติ ต้นไม้ทุกต้นล้วนมีส่วนในการสร้างแหล่งน้ำเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านและพวกเราทุกคนได้ใช้ดื่มใช้กินกันตลอดไป ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเราทีมงานเอราบิก้าและลูกค้าของเรามาร่วมด้วยช่วยกันปลูกต้นไม้เพิ่มให้มากขึ้น ณ ดอยสวนยาหลวงแห่งนี้
[/img]
เวลา 13.00 น. แวะจิบน้ำชาและกล่าวทักทายคุณเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์ อดีตผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้านสันเจริญและเป็นผู้ปลูกกาแฟต้นแรกของดอยสันเจริญ พร้อมด้วยครอบครัวที่ออกมาต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี กิจกรรมนี้จึงเป็นธรรมเนียมที่พวกเราปฏิบัติก่อนจะขึ้นดอยทุกครั้ง ซึ่งชาที่คุณเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์ได้นำมาชงให้พวกเราดื่มนั้น ท่านเป็นผู้ที่ปลูกด้วยตนเองบนดอยสวนยาหลวงที่ระดับความสูง 1,400 เมตร ท่านเรียกชานี้ว่า “ชาองค์นิน” ซึ่งเป็นชื่อของท่านนั่นเอง เป็นพันธุ์ชาแดงที่มียอดสีแดงสด มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน มีกลิ่นและรสชาติดีซึ่งแตกต่างจากชาแดงทั่วๆไป คุณเจริญศักดิ์เล่าถึงตำนานชาที่ท่านปลูกเอาไว้ว่า บรรพบุรุษชนเผ่าเมี่ยนของท่านได้นำชาพันธุ์นี้ติดตัวมาด้วย เมื่อสมัยอพยพในครั้งนั้น เรียกได้ว่าชาองค์นินที่คุณเจริญศักดิ์ปลูกอยู่นั้น ได้ผ่านการคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดมานับตั้งแต่บรรพบุรุษเลยทีเดียว ซึ่งการดื่มชานั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของที่นี่ และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตเลยก็ว่าได้ ในสมัยเมื่อก่อนนั้นการดื่มชาจะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพราะถิ่นกำเนิดของชนเผ่าเมี่ยนนั้นอยู่ในพื้นที่สูงและมีอากาศหนาว จึงเห็นได้ว่าเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของชาวเมี่ยนจะมีความนุ่มหนา มีขนสีแดงที่คอเพื่อป้องกันความหนาวเย็นนั่นเอง การแวะพักดื่มชาและกล่าวทักทายครอบครัวคุณเจริญศักดิ์นั้น เป็นการต้อนรับที่แสนอบอุ่นและประทับใจ
เวลา 14.00 น. ขนสัมภาระและกล้าไม้ขึ้นรถที่ คุณพรเทพ เลิศวรายุทธ์ จัดเตรียมไว้สำหรับการเดินทางขึ้นสู่ดอยสวนยาหลวง ไร่กาแฟที่เป็นจุดหมายปลายทางที่เราจะไปกัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ด้วยระยะทาง 14 กิโลเมตร จากหมู่บ้านสันเจริญ ลัดเลาะตามไหล่เขาขึ้นไปจากระดับความสูง 500 เมตร ไปจนถึง 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ต้องใช้ยานพาหนะด้วยรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) เนื่องจากสภาพถนนที่พวกเราเดินทางกันในวันนั้นเป็นดินโคลน และมีน้ำกัดเซาะ เนื่องจากก่อนหน้านี้ 1 วันมีฝนตกทำให้การเดินทางต้องใช้ความระมัดระวังและมีผู้ที่มีประสบการณ์ขับรถให้ตลอดเส้นทาง การเดินทางในครั้งนี้แม้จะยากลำบาก แต่พวกเราก็ลืมสิ่งเหล่านี้ไปเลย ถึงแม้ว่ารถจะโยกเยกไปตามถนนแต่กลับได้ยินแต่เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของทีมงานตลอดเส้นทาง บรรยากาศในวันนี้ไม่ร้อนแม้แต่นิดเดียว ยิ่งตอนที่ขับผ่านเข้าไปในช่วงที่เป็นป่าต้นไม้ใหญ่ ยิ่งทำให้รู้สึกว่านี่ใช่ฤดูร้อนหรือฤดูหนาวกันแน่ เพราะอากาศเย็นมาก มองไปข้างทางทั้งสองข้างมีแต่ต้นไม้ใหญ่ที่โตเต็มที่เรียงรายเต็มไปหมด แต่ละต้นนั้นน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีเลยทีเดียว และที่สำคัญนั่นคือ มีไลเคนให้เห็นเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ ระหว่างทางได้ยินเสียงนกร้อง ได้เห็นสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่วิ่งลงมากินน้ำที่ไหลเอื่อยๆออกจากรูหน้าผาข้างทาง ภาพความประทับใจเหล่านี้ ทำให้พวกเราลืมความเหน็ดเหนื่อยกันไปเลยทีเดียว
เวลา 15.30 น. เดินทางถึงไร่กาแฟของคุณพรเทพ เลิศวรายุทธ์ ที่ระดับความสูง 1,450 เมตรจากระดับน้ำทะเล กิจกรรมแรกที่เราทำก็คือ เก็บข้าวของสัมภาระและเตรียมอาหารเย็น ด้วยความช่วยเหลือจากภรรยาคุณพรเทพและลูกๆ ที่ช่วยกันเตรียมมื้ออาหารเย็นสุดพิเศษ โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่พวกเราได้ช่วยกันเก็บจากไร่กาแฟมาทำเป็นอาหารให้เรารับประทานกัน มื้อเย็นนี้มีอาหารที่พวกเราชื่นชอบและมักจะได้รับประทานกันทุกครั้งที่มาที่นี่ นั่นก็คือ ผัดยอดมะระ แกงไก่ใส่ใบแปะตำปึง หมูสับห่อใบอ่อนกาแฟ ฯลฯ กิจกรรมนี้สร้างความประทับใจและสร้างความสามัคคีกันระหว่างลูกค้าและทีมงานของเอราบิก้าได้เป็นอย่างดี
เวลา 17.00 น. หลังจากที่เก็บสัมภาระและเตรียมมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาแห่งการเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบสวนกาแฟ และจุดชมวิวที่ถือเป็นไฮไลท์ของดอยสวนยาหลวงแห่งนี้ ณ จุดชมวิว 360 องศา เราได้ฟังเรื่องเล่าและประวัติความเป็นมาของดอยสวนยาหลวงแห่งนี้จากคุณเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์ ท่านได้เล่าถึงการเดินทางของบรรพบุรุษชนเผ่าเมี่ยนที่มาจากประเทศจีนเมื่อหลายร้อยปีก่อน มาตั้งรกรากอยู่ที่ดอยสวนยาหลวงแห่งนี้ ชาวบ้านในสมัยนั้นประกอบอาชีพทำไร่ฝิ่นเป็นหลัก จากรุ่นสู่รุ่น เมื่อถึงรุ่นคุณเจริญศักดิ์นั้นก็ยังมีการปลูกฝิ่นอยู่บ้างแต่ไม่มากเหมือนแต่ก่อน คุณเจริญศักดิ์เล่าว่าดอยสวนยาหลวงในปัจจุบันนั้นแตกต่างไปจากในอดีตมาก เพราะว่ามีต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งในสมัยก่อนนั้นแทบจะไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ณ ยอดดอยแห่งนี้มองเห็นแต่ต้นฝิ่นมากมายสุดลูกหูลูกตา เมื่อทางราชการได้เข้ามาขอให้ยกเลิกการปลูกฝิ่น แล้วสนับสนุนให้ประกอบอาชีพอื่นๆทดแทน จากนั้นครอบครัวคุณเจริญศักดิ์ก็หันมาประกอบอาชีพเลี้ยงวัว ทำไร่ข้าวโพดและเลี้ยงสัตว์อื่นๆ ดอยสวนยาหลวงแห่งนี้ก็เลยถูกทิ้งร้างเอาไว้ให้เหลือเพียงแต่ต้นหญ้าคาที่ปกคลุมไปท้ังยอดดอยนานหลายปี คุณเจริญศักดิ์ยังเล่าต่ออีกว่าท่านได้รับเลือกจากชาวบ้านให้เป็นผู้นำชุมชน หรือผู้ใหญ่บ้านคนแรกในสมัยนั้น ท่านจึงคิดหาวิธีพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างอาชีพใหม่ๆให้แก่ชาวบ้าน ให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในระยะเวลาที่ท่านได้รับเลือกให้เป็นผู้นำชุมชนในสมัยนั้น ได้เดินทางด้วยเท้าเพื่อออกไปติดต่อกับทางราชการในตัวอำเภอท่าวังผา ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางออกไปถึง 2 วันกว่าจะถึงตัวอำเภอ เป็นการเดินทางที่ยากลำบากเพราะไม่ได้มีถนนคอนกรีตดังเช่นปัจจุบัน แต่ก็มุ่งมั่นตั้งใจทำเพื่อชุมชนของท่านเอง
เนื่องจากได้รับการอบรมและประสานงานกับทางราชการอยู่บ่อยๆ จึงทำให้คุณเจริญศักดิ์ ได้พบกับเกษตรกรสวนกาแฟจากจังหวัดลำปาง และได้ริเริ่มปลูกกาแฟ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากการก่อตั้งกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คนเท่านั้น คุณเจริญศักดิ์ยังเล่าต่ออีกว่า การปลูกต้นกาแฟบนดอยสวนยาหลวงแห่งนี้ คือการค้นพบวิธีการดูแลรักษาป่าที่ยั่งยืน เป็นการป้องกันไฟป่าที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง นั่นก็เพราะในสมัยก่อนยอดดอยเต็มไปด้วยหญ้าคา พอถึงฤดูแล้งมาเมื่อไหร่ก็จะเกิดไฟป่าไหม้หญ้าคาที่เป็นเชื้อเพลิงการไหม้อย่างดี สาเหตุนั่นก็มาจากการที่ไม่มีคนเข้าไปดูแลถางหญ้าและทำแนวป้องกันไฟนั่นเอง ตั้งแต่เริ่มปลูกกาแฟและได้มีการส่งเสริมแนะนำความรู้จากทางราชการ การเกิดไฟป่าก็น้อยลง และในปัจจุบันไฟป่าก็ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างแต่ไม่มาก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องปลูกต้นไม้เพิ่มและดูแลรักษา หมั่นทำแนวป้องกันไฟป่าอยู่ตลอดเวลา
แก้ไขข้อความเมื่อ
▼
กำลังโหลดข้อมูล...
▼
แสดงความคิดเห็น
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
ทริปเหนือ เราเที่ยวด้วยกัน...กับเพื่อน ตอน 6 (วัดพระธาตุเขาน้อย, วัดและพิพิธภัณฑสถาน เมืองน่าน, หล่มภูเขียว อ.งาว)
อรุณสวัสดิ์ เช้าวันที่ 03/12/2563 วันที่ 6 ของทริปเดินทาง เช้านี้อากาศดีมากๆ ก่อนทานข้าว แวะชมวิวด้านหลังที่พัก เมฆดูแปลกตา สวยมากๆ ทานมื้อเช้าในห้องอาหารของโรง
AUN_SAP
เส้นทางสายไหม…สู่เมืองรอง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์
เส้นทางสายไหม…สู่เมืองรอง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ มนต์เสน่ห์เมืองเหนือ เมืองรองอย่างจังหวัด แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ นอกจากสายหมอก ดอกไม้ ขุนเขา ลมหนาว และกลิ่นไอของความ
ม่วงมหากาฬ
น่านฤดูควัน 3 วัน 2 คืน 19-21 มีนาคม 2564 ตอน 3 เมืองน่าน
คุ้มเมืองมินทร์ ที่จริงคราวนี้เราแยกกันพัก 2 โรงแรม หนึ่งในนั้นคือคุ้มเมืองมินทร์ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองน่านในระยะที่เดินไปวัดภูมินทร์ และวัดพระธาตุช้างล้อมฯ ได้แบบ
คุณหมูยอ
รวม 10 ที่เที่ยวยอดฮิตจังหวัดน่าน | ชมธรรมชาติ เที่ยววัดโบราณ และเดินเล่นในย่านเมืองเก่า
จังหวัดน่าน เป็นจุดหมายปลายทางที่มีเสน่ห์ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยมีทั้งวิวทิวทัศน์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบและสถานที่ท่องเท
สี่หนึ่งสี่สี่สองแปด
เกษตรก่อนเกษียณ: ขับรถไปกลับชลบุรี-สุรินทร์และ สุรินทร์-ชลบุรี 900 กว่ากิโลเมตร
เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พี่ศุภชัย คำดี (พี่พจน์) และภริยา อยู่บ้านสำโรง ต.ตรมไพร อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ได้มีโอกาสไปอบรมการทำเกษตรไร้สารพิษที ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอ
สมาชิกหมายเลข 7795712
สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น 16 ชนิด อุโมงค์เชื่อมป่า ทล.304 ใช้งานได้จริง
ถนนที่สัตว์รัก ทล.304 เผย อุโมงค์เชื่อมผืนป่า ดันสัตว์ป่าเพิ่ม 16 ชนิด สู่ 172 สายพันธุ์ สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น 16 ชนิด กรมทางหลวงเผย “อุโมงค์เชื่อมผืนป่า ทล.304” ใช
ลิขิตฟ้าหรือจะสู้สามตัวตรง
36. หมกจ๊อ เชิญมาเที่ยวมากินอาหารอร่อยๆ จ.นครพนม ; เมนูอาหารถิ่น ๗๗ จังหวัด 'รสชาติ…ที่หายไป' พ.ศ.๒๕๖๘
*หมกเจาะหรือหมกจ๊อหรือหมกจ้อ เป็นอาหารพื้นถิ่นของชาวไทญ้อ ในสมัยปู่ย่าตายายไทญ้อ บ้านโพนทำหมกเจาะหรือหมกจ้อกบหมกจ้อเขียด โดยการนำ กบหรือเขียดมาสับให้ละเอียดแล้ว
ต้นโพธิ์ต้นไทร
ยำมะม่วง “สูตรอัมพวา” มีจุดเด่นตรงรสหวานมันจากหัวกะทิสด เปรี้ยวมะม่วงดิบ และเผ็ดอ่อนๆ ด้วยพริกชี้ฟ้าพันธุ์บางช้าง...
ยำมะม่วง สูตรอัมพวา เครื่องปรุงพื้นฐานของยำมะม่วงสูตรนี้ไม่มาก แต่ก็อาจพลิกแพลง หรือเพิ่มของที่ชอบกินเข้าไปอีกได้ เช่น กระเทียมเจียว น้ำพริกเผา ถั่วลิสงคั่วบดหย
ต้นโพธิ์ต้นไทร
จากดอยช้างสู่ภูชี้ฟ้า เชียงราย…
จากดอยช้างสู่ภูชี้ฟ้า เชียงราย… หลังจากขับรถลากมายาวๆจาก คาเฟ่สวนคุณปู่…ประมาณบ่ายโมงกว่า เราเริ่มเข้าเขตพื้นที่ดอยช้าง ขับรถขึ้นเขาเส้นทางคดเคี้ยวพอประมาณ ขับไ
คน ฟ้า ป่า น้ำ
ปราจีนบุรีทริป 2 วัน 1 คืน ท่องเมืองโบราณและธรรมชาติ Ep. 2/2 เที่ยวเขาอีโต้
เมื่อคืนนอนในรีสอร์ตบ้านสวนใกล้ๆ เขาอีโต้ มีหลายเจ้าให้เลือก บนเขาอีโต้มีจุดให้กางเต็นท์ได้นะครับ แต่ไม่ถนัดสายแคมป์ ตอนกลางคืนเงียบสงบมากครับ อาจจะเพราะช่วงนี้
Kanupee
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เที่ยวภูเขา
เที่ยวเชิงอนุรักษ์
บนสุด
ล่างสุด
อ่านเฉพาะข้อความเจ้าของกระทู้
หน้า:
หน้า
จาก
แชร์ : 41
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ยอมรับ
เที่ยวน่าน ดื่มกาแฟน่าน ปลูกป่าหน้าฝนกับเอราบิก้า
จากกรุงเทพฯ เดินทางโดยใช้รถยนต์นั้นใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมง หากต้องการความสะดวกรวดเร็วกว่านั้นก็สามารถนั่งเครื่องจากสนามบินดอนเมืองบินตรงมายังน่านได้เลย โดยใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง ก็ได้สัมผัสบรรยากาศความอบอุ่นของเมืองน่านกันได้แล้ว
กิจกรรมปลูกป่าบนไร่กาแฟดอยสันเจริญ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆปีของเอราบิก้าคอฟฟี่ กาแฟน่าน โดยความร่วมมือจากชาวบ้านบ้านสันเจริญ นำโดยคุณเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์และคุณพรเทพ เลิศวรายุทธ์ เจ้าของไร่กาแฟที่ความสูง 1,450 เมตรจากระดับน้ำทะเล ณ ดอยสวนยาหลวง อ.ท่าวังผา จ.น่าน กิจกรรมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอขอบคุณความช่วยเหลือจาก คุณประสิทธิ์ เตชะติ ที่ได้ช่วยเหลือจัดหากล้าไม้มาให้พวกเราได้นำไปปลูกในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกล้าไม้ที่เหมาะสำหรับนำมาปลูกเพื่อบังแดดและลมให้กับต้นกาแฟ ให้ความชุ่มชื้นและเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำต่อไป
กิจกรรมวันแรก วันที่ 29 เมษายน 2560
เวลา 9.00 น. เริ่มออกเดินทางจากตัวเมืองน่านเข้าสู่อำเภอท่าวังผา แวะชมหอศิลป์ริมน่าน ฟังบรรยายประวัติความเป็นมาในอดีตของน่าน ชมภาพวาดจากนิทรรศการหมุนเวียนของศิลปินจากทั่วประเทศ และชมภาพถ่ายภาพฝาผนังที่อาจารย์วินัย ปราบริปู ศิลปินและเจ้าของหอศิลริมน่านได้บันทึกเก็บไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาและชื่นชม
เวลา 11.30 น. เดินทางถึงน้ำออกรู ณ หมู่บ้านสันเจริญ เพื่อเตรียมพื้นที่พักรับประทานอาหารริมน้ำ ชมบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติฟังเสียงน้ำไหล มองเห็นตัวปลาว่ายไปมาในน้ำได้อย่างชัดเจน กิจกรรมนี้สร้างความประทับใจให้กับทุกๆคนรวมไปถึงลูกค้าของกาแฟเอราบิก้าด้วยเช่นกัน การรับประทานอาหารของเราเป็นไปแบบเรียบง่าย อาหารที่เราซื้อมาจากในเมืองก็เป็นเมนูแบบง่ายๆ ใช้วัสดุท้องถิ่นเช่นใบตองและใบตองตึงมาแทนเสื่อและจานรองอาหาร ส่วนถุงพลาสติกทั้งหมดที่เรานำติดตัวมาจากในเมืองนั้น ได้ถูกเก็บและนำใส่ถุงดำกลับไปทิ้งในเมือง นอกจากนั้นเรายังได้ช่วยกันเก็บขยะและทำความสะอาดบริเวณน้ำออกรู นำขยะ ขวดแก้ว ถุงพลาสติกที่นักท่องเที่ยวคนอื่นๆมาทิ้งไว้กลับออกไปกับเรา กิจกรรมนี้เราจะทำทุกๆครั้งเมื่อกลับออกไปจากที่นี่ น้ำออกรูคือชื่อเรียกของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในหมู่บ้านสันเจริญ ที่มีน้ำไหลผ่านออกมาจากรูเล็กๆ จากหน้าผาขนาดใหญ่ เป็นแหล่งน้ำที่เกิดจากเทือกเขาสลับซับซ้อนเหนือขึ้นไปของหมู่บ้าน แหล่งน้ำที่สร้างขึ้นมาจากธรรมชาติ ต้นไม้ทุกต้นล้วนมีส่วนในการสร้างแหล่งน้ำเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านและพวกเราทุกคนได้ใช้ดื่มใช้กินกันตลอดไป ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเราทีมงานเอราบิก้าและลูกค้าของเรามาร่วมด้วยช่วยกันปลูกต้นไม้เพิ่มให้มากขึ้น ณ ดอยสวนยาหลวงแห่งนี้
เวลา 13.00 น. แวะจิบน้ำชาและกล่าวทักทายคุณเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์ อดีตผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้านสันเจริญและเป็นผู้ปลูกกาแฟต้นแรกของดอยสันเจริญ พร้อมด้วยครอบครัวที่ออกมาต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี กิจกรรมนี้จึงเป็นธรรมเนียมที่พวกเราปฏิบัติก่อนจะขึ้นดอยทุกครั้ง ซึ่งชาที่คุณเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์ได้นำมาชงให้พวกเราดื่มนั้น ท่านเป็นผู้ที่ปลูกด้วยตนเองบนดอยสวนยาหลวงที่ระดับความสูง 1,400 เมตร ท่านเรียกชานี้ว่า “ชาองค์นิน” ซึ่งเป็นชื่อของท่านนั่นเอง เป็นพันธุ์ชาแดงที่มียอดสีแดงสด มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน มีกลิ่นและรสชาติดีซึ่งแตกต่างจากชาแดงทั่วๆไป คุณเจริญศักดิ์เล่าถึงตำนานชาที่ท่านปลูกเอาไว้ว่า บรรพบุรุษชนเผ่าเมี่ยนของท่านได้นำชาพันธุ์นี้ติดตัวมาด้วย เมื่อสมัยอพยพในครั้งนั้น เรียกได้ว่าชาองค์นินที่คุณเจริญศักดิ์ปลูกอยู่นั้น ได้ผ่านการคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดมานับตั้งแต่บรรพบุรุษเลยทีเดียว ซึ่งการดื่มชานั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของที่นี่ และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตเลยก็ว่าได้ ในสมัยเมื่อก่อนนั้นการดื่มชาจะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพราะถิ่นกำเนิดของชนเผ่าเมี่ยนนั้นอยู่ในพื้นที่สูงและมีอากาศหนาว จึงเห็นได้ว่าเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของชาวเมี่ยนจะมีความนุ่มหนา มีขนสีแดงที่คอเพื่อป้องกันความหนาวเย็นนั่นเอง การแวะพักดื่มชาและกล่าวทักทายครอบครัวคุณเจริญศักดิ์นั้น เป็นการต้อนรับที่แสนอบอุ่นและประทับใจ
เวลา 14.00 น. ขนสัมภาระและกล้าไม้ขึ้นรถที่ คุณพรเทพ เลิศวรายุทธ์ จัดเตรียมไว้สำหรับการเดินทางขึ้นสู่ดอยสวนยาหลวง ไร่กาแฟที่เป็นจุดหมายปลายทางที่เราจะไปกัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ด้วยระยะทาง 14 กิโลเมตร จากหมู่บ้านสันเจริญ ลัดเลาะตามไหล่เขาขึ้นไปจากระดับความสูง 500 เมตร ไปจนถึง 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ต้องใช้ยานพาหนะด้วยรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) เนื่องจากสภาพถนนที่พวกเราเดินทางกันในวันนั้นเป็นดินโคลน และมีน้ำกัดเซาะ เนื่องจากก่อนหน้านี้ 1 วันมีฝนตกทำให้การเดินทางต้องใช้ความระมัดระวังและมีผู้ที่มีประสบการณ์ขับรถให้ตลอดเส้นทาง การเดินทางในครั้งนี้แม้จะยากลำบาก แต่พวกเราก็ลืมสิ่งเหล่านี้ไปเลย ถึงแม้ว่ารถจะโยกเยกไปตามถนนแต่กลับได้ยินแต่เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของทีมงานตลอดเส้นทาง บรรยากาศในวันนี้ไม่ร้อนแม้แต่นิดเดียว ยิ่งตอนที่ขับผ่านเข้าไปในช่วงที่เป็นป่าต้นไม้ใหญ่ ยิ่งทำให้รู้สึกว่านี่ใช่ฤดูร้อนหรือฤดูหนาวกันแน่ เพราะอากาศเย็นมาก มองไปข้างทางทั้งสองข้างมีแต่ต้นไม้ใหญ่ที่โตเต็มที่เรียงรายเต็มไปหมด แต่ละต้นนั้นน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีเลยทีเดียว และที่สำคัญนั่นคือ มีไลเคนให้เห็นเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ ระหว่างทางได้ยินเสียงนกร้อง ได้เห็นสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่วิ่งลงมากินน้ำที่ไหลเอื่อยๆออกจากรูหน้าผาข้างทาง ภาพความประทับใจเหล่านี้ ทำให้พวกเราลืมความเหน็ดเหนื่อยกันไปเลยทีเดียว
เวลา 15.30 น. เดินทางถึงไร่กาแฟของคุณพรเทพ เลิศวรายุทธ์ ที่ระดับความสูง 1,450 เมตรจากระดับน้ำทะเล กิจกรรมแรกที่เราทำก็คือ เก็บข้าวของสัมภาระและเตรียมอาหารเย็น ด้วยความช่วยเหลือจากภรรยาคุณพรเทพและลูกๆ ที่ช่วยกันเตรียมมื้ออาหารเย็นสุดพิเศษ โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่พวกเราได้ช่วยกันเก็บจากไร่กาแฟมาทำเป็นอาหารให้เรารับประทานกัน มื้อเย็นนี้มีอาหารที่พวกเราชื่นชอบและมักจะได้รับประทานกันทุกครั้งที่มาที่นี่ นั่นก็คือ ผัดยอดมะระ แกงไก่ใส่ใบแปะตำปึง หมูสับห่อใบอ่อนกาแฟ ฯลฯ กิจกรรมนี้สร้างความประทับใจและสร้างความสามัคคีกันระหว่างลูกค้าและทีมงานของเอราบิก้าได้เป็นอย่างดี
เวลา 17.00 น. หลังจากที่เก็บสัมภาระและเตรียมมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาแห่งการเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบสวนกาแฟ และจุดชมวิวที่ถือเป็นไฮไลท์ของดอยสวนยาหลวงแห่งนี้ ณ จุดชมวิว 360 องศา เราได้ฟังเรื่องเล่าและประวัติความเป็นมาของดอยสวนยาหลวงแห่งนี้จากคุณเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์ ท่านได้เล่าถึงการเดินทางของบรรพบุรุษชนเผ่าเมี่ยนที่มาจากประเทศจีนเมื่อหลายร้อยปีก่อน มาตั้งรกรากอยู่ที่ดอยสวนยาหลวงแห่งนี้ ชาวบ้านในสมัยนั้นประกอบอาชีพทำไร่ฝิ่นเป็นหลัก จากรุ่นสู่รุ่น เมื่อถึงรุ่นคุณเจริญศักดิ์นั้นก็ยังมีการปลูกฝิ่นอยู่บ้างแต่ไม่มากเหมือนแต่ก่อน คุณเจริญศักดิ์เล่าว่าดอยสวนยาหลวงในปัจจุบันนั้นแตกต่างไปจากในอดีตมาก เพราะว่ามีต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งในสมัยก่อนนั้นแทบจะไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ณ ยอดดอยแห่งนี้มองเห็นแต่ต้นฝิ่นมากมายสุดลูกหูลูกตา เมื่อทางราชการได้เข้ามาขอให้ยกเลิกการปลูกฝิ่น แล้วสนับสนุนให้ประกอบอาชีพอื่นๆทดแทน จากนั้นครอบครัวคุณเจริญศักดิ์ก็หันมาประกอบอาชีพเลี้ยงวัว ทำไร่ข้าวโพดและเลี้ยงสัตว์อื่นๆ ดอยสวนยาหลวงแห่งนี้ก็เลยถูกทิ้งร้างเอาไว้ให้เหลือเพียงแต่ต้นหญ้าคาที่ปกคลุมไปท้ังยอดดอยนานหลายปี คุณเจริญศักดิ์ยังเล่าต่ออีกว่าท่านได้รับเลือกจากชาวบ้านให้เป็นผู้นำชุมชน หรือผู้ใหญ่บ้านคนแรกในสมัยนั้น ท่านจึงคิดหาวิธีพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างอาชีพใหม่ๆให้แก่ชาวบ้าน ให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในระยะเวลาที่ท่านได้รับเลือกให้เป็นผู้นำชุมชนในสมัยนั้น ได้เดินทางด้วยเท้าเพื่อออกไปติดต่อกับทางราชการในตัวอำเภอท่าวังผา ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางออกไปถึง 2 วันกว่าจะถึงตัวอำเภอ เป็นการเดินทางที่ยากลำบากเพราะไม่ได้มีถนนคอนกรีตดังเช่นปัจจุบัน แต่ก็มุ่งมั่นตั้งใจทำเพื่อชุมชนของท่านเอง
เนื่องจากได้รับการอบรมและประสานงานกับทางราชการอยู่บ่อยๆ จึงทำให้คุณเจริญศักดิ์ ได้พบกับเกษตรกรสวนกาแฟจากจังหวัดลำปาง และได้ริเริ่มปลูกกาแฟ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากการก่อตั้งกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คนเท่านั้น คุณเจริญศักดิ์ยังเล่าต่ออีกว่า การปลูกต้นกาแฟบนดอยสวนยาหลวงแห่งนี้ คือการค้นพบวิธีการดูแลรักษาป่าที่ยั่งยืน เป็นการป้องกันไฟป่าที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง นั่นก็เพราะในสมัยก่อนยอดดอยเต็มไปด้วยหญ้าคา พอถึงฤดูแล้งมาเมื่อไหร่ก็จะเกิดไฟป่าไหม้หญ้าคาที่เป็นเชื้อเพลิงการไหม้อย่างดี สาเหตุนั่นก็มาจากการที่ไม่มีคนเข้าไปดูแลถางหญ้าและทำแนวป้องกันไฟนั่นเอง ตั้งแต่เริ่มปลูกกาแฟและได้มีการส่งเสริมแนะนำความรู้จากทางราชการ การเกิดไฟป่าก็น้อยลง และในปัจจุบันไฟป่าก็ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างแต่ไม่มาก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องปลูกต้นไม้เพิ่มและดูแลรักษา หมั่นทำแนวป้องกันไฟป่าอยู่ตลอดเวลา