ขอท้วงติงเรื่อง "แม่สอนลูกร้องไม่อยากไปรร. พาเดินขายกล้วยทอด!!!"

เลื่อนนิวฟีดเจอข่าวนี้พอดี เกี่ยวกับแม่ที่ตั้งใจสอนลูกเรื่องไม่อยากไปโรงเรียน
ดิฉันอ่านแล้วก็รู้สึกตะหงิดในใจแปลกๆ แต่อย่างไรอยากให้ทุกท่านลองอ่านเนื้อหาดูก่อนนะคะ

นี่คือเนื้อหาต้าทาง (กดสปอยล์เพื่ออ่าน)
----
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ดิฉันอ่านแล้วไม่สบายใจที่เนื้อหาดังกล่าวถูกแชร์ต่อไปจำนวนมาก
และสื่อหลายสำนักก็นำไปเผยแพร่ต่อ จึงขออนุญาติเขียนกระทู้นี้ขึ้นมา

ปัญหาเริ่มต้นคือ เมื่อลูกไม่อยากไปโรงเรียน ก็เลยพาไปทำงานจริงที่ลำบาก
ให้เด็กเรียนรู้ว่า ถ้าไม่เรียน/เรียนน้อย ก็จะต้องทำลำบากแบบนี้

ซึ่งวิธีการดังกล่าวได้ ลดทอนปัญหา ที่เกิดขึ้นกับตัวบุตรหลานรวมถึงในสังคม
ถึงสองประเด็นใหญ่ๆ กล่าวคือ

อย่างแรก วิธีการดังกล่าวได้ลดทอนปัญหาที่จะเข้าใจลูกว่า ทำไมถึงไม่อยากไปโรงเรียน
อยู่ที่นั่นมีปัญหาอะไรหรือเปล่า สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ครู เพื่อน เป็นอย่างไร
ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ผู้ปกครองควรจะรับฟังว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับลูกตัวเอง

นอกจากนี้วิธีการดังกล่าวยังทำให้มองข้ามปัญหาในระบบการศึกษาของไทย
ทุกคนต่างรู้กันดีว่าระบบการศึกษาของเรานั้นล้าหลังอยู่มาก
เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด มุ่งลดความเป็นปัจเจก
ไม่สนับสนุนตัวตนของผู้เรียน โรงเรียนถูกทำให้ไม่ต่างกับค่ายทหาร
ไม่ได้สร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามทางของตนเอง
ทำให้เด็กหลายคนถอยห่างจากระบบการศึกษา
ซึ่งอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่เด็กจำนวนหนึ่งไม่อยากไปโรงเรียน

ดังนั้น ข้อแรกที่ดิฉันขอท้วงติงคือ วิธีการดังกล่าวไม่ได้แก้ไขปัญหาแท้จริง
เพราะขาดการทำความเข้าใจกับลูกตรงๆ
ซึ่งอาจทำให้ในบางกรณี
เด็กต้องจำยอมกลับไปเจอปัญหาในโรงเรียนแบบเดิมๆ

อย่างที่สอง สังคมเราเคยชินกับการชี้นิ้วให้ดูที่ผู้ด้อย(โอกาส)กว่า
แล้วบอกว่าอย่าไปเป็นแบบนั้น ต้องขยันเรียน ให้เป็นเจ้าคนนายคน
เราเลยมักเจอคำสอนที่ให้ไปดูคนที่ลำบาก หรือขู่เด็กว่าถ้าไม่ขยันเรียนจะต้องไปใช้แรงงาน

ซึ่งวิธีการพวกนี้ได้ตอกย้ำและผลิตซ้ำมายาคติเดิมๆที่ว่า "โง่ จน เจ็บ"
เป็นการส่งต่อมายาคตินี้จากรุ่นพ่อรุ่นแม่สู่รุ่นลูกและผลิตซ้ำต่อๆไป
ทั้งๆที่ความจริง คนที่ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะวัยไหน หรือวัยเด็ก
ที่ต้องมาขายพวงมาลัย ต้องไปเข้าโรงงานนั้น
มันไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ไปโรงเรียนหรือไม่ขยันเรียน

หากแต่คือ โอกาสทางสังคมที่ไม่เสมอภาคกันในการเข้าถึงทรัพยากร
เขียนตรงนี้หลายท่านอาจแย้งว่าไม่จริง
โอเคอยู่ที่ว่าถ้าไม่ตั้งใจเรียนหรือเรียนน้อย
อาจต้องไปทำงานที่ได้ค่าจ้างถูก แต่ไม่ใช่กับทุกคน

บางคนต้องเสียสละเพื่อให้น้องได้เรียน
บางคนต้องทำงานหนักเพื่อหาจ่ายค่าเทอม ซื้อหนังสือ ซื้อชุดเรียน
บางคนถูกระบบการศึกษาทอดทิ้ง
หรือแม้แต่แรงงานราคาถูก ต่างก็ถูกกดทับในโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม

พูดง่ายๆคือ มันเป็นเรื่องฉาบฉวยเกินไปที่เราจะชี้นิ้วบอกว่า ลำบากเพราะเรียนน้อย
มันไม่ง่ายเหมือนจะบอกว่านี่สีขาวนั่นสีดำ ทั้งๆที่มันถูกแต่งแต้มหลากสี
มันจึงไม่เป็นเรื่องดีนักหากเราจะสอนเด็กชี้นำเด็กด้วยวิธีการที่ตื้นแบบนี้
เพราะมันทำให้เด็กได้รับการมองโลกแบบผิดๆ
และคนอาชีพนั้นก็ถูกตีตราไปเรียบร้อยแล้ว

อยากให้เด็กสัมผัสชีวิตจริงได้ ก็ต้องให้เขาได้รู้ว่าโลกไม่ใช่แค่ขาวดำ
ทุกปัญหาไม่ได้แบนราบ ไม่ใช่ลูกเล็กเด็กแดง แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา
ก็ต้องฝึกให้คิดอย่างรอบด้าน และที่สำคัญต้องรับฟังปัญหาของลูกเป็นอันดับแรก

ดิฉันเข้าใจว่าคุณแม่มีเจตนาที่ดีเพื่อจะสอนลูกนะคะ
และเข้าใจอย่างดีว่านี่เป็นเรื่องครอบครัวของคุณแม่
แต่ที่เมื่อมันถูกเผยแพร่ทางสาธารณะไปอย่างกว้างขวาง
ดิฉันเองด้วยความเป็นห่วง จึงขอใช้สิทธิในพื้นที่สาธารณะแห่งนี้
แสดงความคิดเห็นท้วงติง และฝากไปถึงคุณแม่ทุกท่านหรือคุณพ่อ
ที่ต้องดูแลลูกหลานกรุณาตระหนักถึงวิธีการนี้อย่างรอบด้านและจริงจัง

ขอบคุณค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่