เลื่อนนิวฟีดเจอข่าวนี้พอดี เกี่ยวกับแม่ที่ตั้งใจสอนลูกเรื่องไม่อยากไปโรงเรียน
ดิฉันอ่านแล้วก็รู้สึกตะหงิดในใจแปลกๆ แต่อย่างไรอยากให้ทุกท่านลองอ่านเนื้อหาดูก่อนนะคะ
นี่คือเนื้อหาต้าทาง (กดสปอยล์เพื่ออ่าน)
----
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้บทเรียนที่ 1
"หนูไม่อยากไปโรงเรียน"
เมื่อลูกไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเรียนหนังสือเลยบอกลูกว่า "ไม่เป็นไร"
ไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน พ่อแม่หาเงินส่งลูกเรียน แต่ลูกเลือกที่จะไม่เรียน
ลูกก็ต้องออกมาใช้ชีวิตแบบคนอื่น
นี่คือการสอนในแบบของพ่อกับแม่
เดินขายของสี่แยก (พ่อเดินประกบ) ในเมื่อบทเรียนในโรงเรียนทำให้ลูกเบื่อหน่าย
เพราะฉะนั้นลูกก็ต้องเจอบทเรียนชีวิตจริง
หลังจากเดิน 2 รอบ พิตต้าขายได้ 4 ถุง บ่นร้อนแล้ว😅 (เข้าทาง) เลยยื่นเงินค่าจ้างให้ 10฿
แล้วถามนางว่าเงินนี้จะเอาไปทำอะไร นางส่ายหัว เพราะใช้หยอดไข่ในห้างยังไม่ได้เลย
เลยได้สอนเรื่องการใช้เงินไปด้วยในตัว ว่าเงินใช้ง่าย แต่หายากแค่ไหน
การข้ามกระโดดสิ่งดีดีตามวัยอาจจะทำให้ลูกเสียใจได้ในอนาคต การให้เค้าได้รู้จักชีวิตจริงได้เร็ว
เข้าใจชีวิตได้ไว บางครั้งก็ดีกว่ามานั่งถามว่า "ทำไมถึงไม่อยากไปโรงเรียน"
เพราะคำตอบที่ได้ก็เหมือนเดิม คือ เบื่อ ขี้เกียจ ไม่อยากเรียน
พอลูกได้เรียนรู้จากชีวิตจริง มันก็ทำให้ลูกได้รู้เลยว่า การได้เป็นเด็ก
ได้เรียนหนังสือ ได้เจอเพื่อนแกล้งบ้าง ได้โดนครูดุ มันง่ายกว่าเป็นผู้ใหญ่เย๊อะะะ
ที่มาข่าว http://www.brighttv.co.th/content/76183
---
ดิฉันอ่านแล้วไม่สบายใจที่เนื้อหาดังกล่าวถูกแชร์ต่อไปจำนวนมาก
และสื่อหลายสำนักก็นำไปเผยแพร่ต่อ จึงขออนุญาติเขียนกระทู้นี้ขึ้นมา
ปัญหาเริ่มต้นคือ เมื่อลูกไม่อยากไปโรงเรียน ก็เลยพาไปทำงานจริงที่ลำบาก
ให้เด็กเรียนรู้ว่า ถ้าไม่เรียน/เรียนน้อย ก็จะต้องทำลำบากแบบนี้
ซึ่งวิธีการดังกล่าวได้
ลดทอนปัญหา ที่เกิดขึ้นกับตัวบุตรหลานรวมถึงในสังคม
ถึงสองประเด็นใหญ่ๆ กล่าวคือ
อย่างแรก วิธีการดังกล่าวได้ลดทอนปัญหาที่จะเข้าใจลูกว่า
ทำไมถึงไม่อยากไปโรงเรียน
อยู่ที่นั่นมีปัญหาอะไรหรือเปล่า สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ครู เพื่อน เป็นอย่างไร
ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ผู้ปกครองควรจะรับฟังว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับลูกตัวเอง
นอกจากนี้วิธีการดังกล่าวยังทำให้มองข้ามปัญหาในระบบการศึกษาของไทย
ทุกคนต่างรู้กันดีว่าระบบการศึกษาของเรานั้นล้าหลังอยู่มาก
เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด มุ่งลดความเป็นปัจเจก
ไม่สนับสนุนตัวตนของผู้เรียน โรงเรียนถูกทำให้ไม่ต่างกับค่ายทหาร
ไม่ได้สร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามทางของตนเอง
ทำให้เด็กหลายคนถอยห่างจากระบบการศึกษา
ซึ่งอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่เด็กจำนวนหนึ่งไม่อยากไปโรงเรียน
ดังนั้น
ข้อแรกที่ดิฉันขอท้วงติงคือ วิธีการดังกล่าวไม่ได้แก้ไขปัญหาแท้จริง
เพราะขาดการทำความเข้าใจกับลูกตรงๆ ซึ่งอาจทำให้ในบางกรณี
เด็กต้องจำยอมกลับไปเจอปัญหาในโรงเรียนแบบเดิมๆ
อย่างที่สอง สังคมเราเคยชินกับการชี้นิ้วให้ดูที่ผู้ด้อย(โอกาส)กว่า
แล้วบอกว่าอย่าไปเป็นแบบนั้น ต้องขยันเรียน ให้เป็นเจ้าคนนายคน
เราเลยมักเจอคำสอนที่ให้ไปดูคนที่ลำบาก หรือขู่เด็กว่าถ้าไม่ขยันเรียนจะต้องไปใช้แรงงาน
ซึ่งวิธีการพวกนี้ได้ตอกย้ำและผลิตซ้ำมายาคติเดิมๆที่ว่า
"โง่ จน เจ็บ"
เป็นการส่งต่อมายาคตินี้จากรุ่นพ่อรุ่นแม่สู่รุ่นลูกและผลิตซ้ำต่อๆไป
ทั้งๆที่ความจริง คนที่ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะวัยไหน หรือวัยเด็ก
ที่ต้องมาขายพวงมาลัย ต้องไปเข้าโรงงานนั้น
มันไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ไปโรงเรียนหรือไม่ขยันเรียน
หากแต่คือ
โอกาสทางสังคมที่ไม่เสมอภาคกันในการเข้าถึงทรัพยากร
เขียนตรงนี้หลายท่านอาจแย้งว่าไม่จริง
โอเคอยู่ที่ว่าถ้าไม่ตั้งใจเรียนหรือเรียนน้อย
อาจต้องไปทำงานที่ได้ค่าจ้างถูก แต่ไม่ใช่กับทุกคน
บางคนต้องเสียสละเพื่อให้น้องได้เรียน
บางคนต้องทำงานหนักเพื่อหาจ่ายค่าเทอม ซื้อหนังสือ ซื้อชุดเรียน
บางคนถูกระบบการศึกษาทอดทิ้ง
หรือแม้แต่แรงงานราคาถูก ต่างก็ถูกกดทับในโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม
พูดง่ายๆคือ มันเป็นเรื่องฉาบฉวยเกินไปที่เราจะชี้นิ้วบอกว่า ลำบากเพราะเรียนน้อย
มันไม่ง่ายเหมือนจะบอกว่านี่สีขาวนั่นสีดำ ทั้งๆที่มันถูกแต่งแต้มหลากสี
มันจึงไม่เป็นเรื่องดีนักหากเราจะสอนเด็กชี้นำเด็กด้วยวิธีการที่ตื้นแบบนี้
เพราะมันทำให้เด็กได้รับการมองโลกแบบผิดๆ
และคนอาชีพนั้นก็ถูกตีตราไปเรียบร้อยแล้ว
อยากให้เด็กสัมผัสชีวิตจริงได้ ก็ต้องให้เขาได้รู้ว่าโลกไม่ใช่แค่ขาวดำ
ทุกปัญหาไม่ได้แบนราบ ไม่ใช่ลูกเล็กเด็กแดง แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา
ก็ต้องฝึกให้คิดอย่างรอบด้าน และที่สำคัญต้องรับฟังปัญหาของลูกเป็นอันดับแรก
ดิฉันเข้าใจว่าคุณแม่มีเจตนาที่ดีเพื่อจะสอนลูกนะคะ
และเข้าใจอย่างดีว่านี่เป็นเรื่องครอบครัวของคุณแม่
แต่ที่เมื่อมันถูกเผยแพร่ทางสาธารณะไปอย่างกว้างขวาง
ดิฉันเองด้วยความเป็นห่วง จึงขอใช้สิทธิในพื้นที่สาธารณะแห่งนี้
แสดงความคิดเห็นท้วงติง และฝากไปถึงคุณแม่ทุกท่านหรือคุณพ่อ
ที่ต้องดูแลลูกหลานกรุณา
ตระหนักถึงวิธีการนี้อย่างรอบด้านและจริงจัง
ขอบคุณค่ะ
ขอท้วงติงเรื่อง "แม่สอนลูกร้องไม่อยากไปรร. พาเดินขายกล้วยทอด!!!"
ดิฉันอ่านแล้วก็รู้สึกตะหงิดในใจแปลกๆ แต่อย่างไรอยากให้ทุกท่านลองอ่านเนื้อหาดูก่อนนะคะ
นี่คือเนื้อหาต้าทาง (กดสปอยล์เพื่ออ่าน)
----
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ดิฉันอ่านแล้วไม่สบายใจที่เนื้อหาดังกล่าวถูกแชร์ต่อไปจำนวนมาก
และสื่อหลายสำนักก็นำไปเผยแพร่ต่อ จึงขออนุญาติเขียนกระทู้นี้ขึ้นมา
ปัญหาเริ่มต้นคือ เมื่อลูกไม่อยากไปโรงเรียน ก็เลยพาไปทำงานจริงที่ลำบาก
ให้เด็กเรียนรู้ว่า ถ้าไม่เรียน/เรียนน้อย ก็จะต้องทำลำบากแบบนี้
ซึ่งวิธีการดังกล่าวได้ ลดทอนปัญหา ที่เกิดขึ้นกับตัวบุตรหลานรวมถึงในสังคม
ถึงสองประเด็นใหญ่ๆ กล่าวคือ
อย่างแรก วิธีการดังกล่าวได้ลดทอนปัญหาที่จะเข้าใจลูกว่า ทำไมถึงไม่อยากไปโรงเรียน
อยู่ที่นั่นมีปัญหาอะไรหรือเปล่า สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ครู เพื่อน เป็นอย่างไร
ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ผู้ปกครองควรจะรับฟังว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับลูกตัวเอง
นอกจากนี้วิธีการดังกล่าวยังทำให้มองข้ามปัญหาในระบบการศึกษาของไทย
ทุกคนต่างรู้กันดีว่าระบบการศึกษาของเรานั้นล้าหลังอยู่มาก
เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด มุ่งลดความเป็นปัจเจก
ไม่สนับสนุนตัวตนของผู้เรียน โรงเรียนถูกทำให้ไม่ต่างกับค่ายทหาร
ไม่ได้สร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามทางของตนเอง
ทำให้เด็กหลายคนถอยห่างจากระบบการศึกษา
ซึ่งอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่เด็กจำนวนหนึ่งไม่อยากไปโรงเรียน
ดังนั้น ข้อแรกที่ดิฉันขอท้วงติงคือ วิธีการดังกล่าวไม่ได้แก้ไขปัญหาแท้จริง
เพราะขาดการทำความเข้าใจกับลูกตรงๆ ซึ่งอาจทำให้ในบางกรณี
เด็กต้องจำยอมกลับไปเจอปัญหาในโรงเรียนแบบเดิมๆ
อย่างที่สอง สังคมเราเคยชินกับการชี้นิ้วให้ดูที่ผู้ด้อย(โอกาส)กว่า
แล้วบอกว่าอย่าไปเป็นแบบนั้น ต้องขยันเรียน ให้เป็นเจ้าคนนายคน
เราเลยมักเจอคำสอนที่ให้ไปดูคนที่ลำบาก หรือขู่เด็กว่าถ้าไม่ขยันเรียนจะต้องไปใช้แรงงาน
ซึ่งวิธีการพวกนี้ได้ตอกย้ำและผลิตซ้ำมายาคติเดิมๆที่ว่า "โง่ จน เจ็บ"
เป็นการส่งต่อมายาคตินี้จากรุ่นพ่อรุ่นแม่สู่รุ่นลูกและผลิตซ้ำต่อๆไป
ทั้งๆที่ความจริง คนที่ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะวัยไหน หรือวัยเด็ก
ที่ต้องมาขายพวงมาลัย ต้องไปเข้าโรงงานนั้น
มันไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ไปโรงเรียนหรือไม่ขยันเรียน
หากแต่คือ โอกาสทางสังคมที่ไม่เสมอภาคกันในการเข้าถึงทรัพยากร
เขียนตรงนี้หลายท่านอาจแย้งว่าไม่จริง
โอเคอยู่ที่ว่าถ้าไม่ตั้งใจเรียนหรือเรียนน้อย
อาจต้องไปทำงานที่ได้ค่าจ้างถูก แต่ไม่ใช่กับทุกคน
บางคนต้องเสียสละเพื่อให้น้องได้เรียน
บางคนต้องทำงานหนักเพื่อหาจ่ายค่าเทอม ซื้อหนังสือ ซื้อชุดเรียน
บางคนถูกระบบการศึกษาทอดทิ้ง
หรือแม้แต่แรงงานราคาถูก ต่างก็ถูกกดทับในโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม
พูดง่ายๆคือ มันเป็นเรื่องฉาบฉวยเกินไปที่เราจะชี้นิ้วบอกว่า ลำบากเพราะเรียนน้อย
มันไม่ง่ายเหมือนจะบอกว่านี่สีขาวนั่นสีดำ ทั้งๆที่มันถูกแต่งแต้มหลากสี
มันจึงไม่เป็นเรื่องดีนักหากเราจะสอนเด็กชี้นำเด็กด้วยวิธีการที่ตื้นแบบนี้
เพราะมันทำให้เด็กได้รับการมองโลกแบบผิดๆ
และคนอาชีพนั้นก็ถูกตีตราไปเรียบร้อยแล้ว
อยากให้เด็กสัมผัสชีวิตจริงได้ ก็ต้องให้เขาได้รู้ว่าโลกไม่ใช่แค่ขาวดำ
ทุกปัญหาไม่ได้แบนราบ ไม่ใช่ลูกเล็กเด็กแดง แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา
ก็ต้องฝึกให้คิดอย่างรอบด้าน และที่สำคัญต้องรับฟังปัญหาของลูกเป็นอันดับแรก
ดิฉันเข้าใจว่าคุณแม่มีเจตนาที่ดีเพื่อจะสอนลูกนะคะ
และเข้าใจอย่างดีว่านี่เป็นเรื่องครอบครัวของคุณแม่
แต่ที่เมื่อมันถูกเผยแพร่ทางสาธารณะไปอย่างกว้างขวาง
ดิฉันเองด้วยความเป็นห่วง จึงขอใช้สิทธิในพื้นที่สาธารณะแห่งนี้
แสดงความคิดเห็นท้วงติง และฝากไปถึงคุณแม่ทุกท่านหรือคุณพ่อ
ที่ต้องดูแลลูกหลานกรุณาตระหนักถึงวิธีการนี้อย่างรอบด้านและจริงจัง
ขอบคุณค่ะ