....สรุปโดยรวมคือคิดมากเรื่องนี้ครับ โปรดช่วยแนะนำด้วยนะครับ...
นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ก่อนจะตกใจกับหัวเรื่องไปมากกว่านี้ ผมคงต้องบอกทุกคนก่อน ว่าผมเป็นBisexual
เคยชอบมาแล้ว ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ขึ้น
ผมเรียนม.ปลายอยู่ครับ และก็มีรุ่นน้องที่โรงเรียนคนหนึ่ง ที่สนิทกันเหมือนน้องเป็นน้องชายของผม เรียนอยู่ม.ต้น
จริงๆตอนแรก ผมก็ไม่ได้สนิทกับน้องมากหรอกครับ ที่รู้จักน้อง เพราะพี่ของน้องเค้าเป็นรุ่นพี่ที่รู้จักกัน
ตอนนั้น พี่แกอยู่ม.6ครับ กำลังเตรียมสอบเรียนต่อ เวลาน้องจะถามการบ้าน แกก็เลยมักจะให้ผมสอนการบ้านน้องให้
ซึ่งในปีแรก ผมกับน้องก็เป็นพี่น้องกันปกตินะครับ ไม่ได้ชอบกัน ไม่ได้รู้สึกอะไรกับน้อง และก็ไม่มีอะไรเกินเลย อาจจะเพราะตอนนั้นผมกำลังตามจีบผู้หญิงอยู่ด้วยมั้ง 555
จะมีบ้างก็แค่ผมต้องดูแลน้องแทนพี่ของน้อง ช่วงที่พี่แกไปสอบแล้วไม่ได้มาโรงเรียนนานๆ เราก็เลยสนิทกันครับ
ปีต่อมา พี่ของน้องจบม.6ไป เหลือผมเป็นรุ่นพี่ที่น้องสนิทอยู่คนเดียวครับ น้องก็เลยคุยกับผมมากขึ้น...
แต่ที่เราสนิทกัน ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะ เรานั่งรถรับส่งนักเรียนกลับบ้านด้วยกันครับ ที่นั่งของเราจะเป็นที่คู่ อยู่ตรงมุมด้านหลังรถครับ ทำให้เราต้องนั่งติดกัน
หลังจากที่พี่ของน้องเรียนจบไป ก็เหมือนกับว่าผมต้องดูแลอะไรหลายๆอย่างของน้องแทนแกอะครับ ผมก็ยังสอนการบ้านน้องเหมือนเดิมแหละ แต่อาจจะถามเรื่องเรียนบ้างอะไรบ้างมากขึ้น
น้องเป็นคนชอบนอนในรถครับ เวลานอนจะสัปหงกไปมา บางครั้งหัวจะไปชนกระจกรถบ้าง ชนหลังคารถบ้าง
ด้วยความที่ผมเป็นคนที่เคืองอะไรแบบนี้ ก็เลยชอบจัดหัวน้องให้พิงเบาะอยู่เฉยๆ
แต่จัดไปจัดมา น้องก็สัปหงกมานอนซบไหล่ผมซะอย่างนั้น...
จริงๆจะว่าไหล่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียวนะครับ ค่อนมาทางอกเล็กน้อย
ตอนแรกผมตกใจมากกกกกกก แต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไรครับ เพราะเป็นผู้ชายด้วยกัน ผมเลยไม่คิดอะไรเยอะ อีกอย่าง พอนอนแบบนี้ น้องจะนอนนิ่งตลอดทาง ผมไม่ต้องจัดให้พิงอะไรอีก
น้องเองก็เหมือนจะตกใจครับ พอตื่นมาแล้วเห็นว่าตัวเองนอนแบบนั้น ก็ขอโทษผมหลายสิบรอบ
แต่ผมก็บอกไปว่า ไม่เป็นไรหรอก...เพราะผมเองก็หลับ และมันไม่ได้หนักอะไรมากอะ
นานๆไป น้องก็เลยไม่ค่อยเขินผมครับ ตื่นมาแบบนอนซบ บ่อยจนกลายเป็นเกือบจะธรรมดา
แต่ก็ไม่ใช่ว่าตื่นขึ้นมาจะตั้งท่าซบเลยหรอกนะครับ บางวันน้องเองก็ไม่ได้นอน เล่นเกมมือถือแทน
ผมเองที่นั่งข้างๆก็นอนในรถบ่อยครับ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะตื่นมาแล้ว น้องซบผมอยู่ หรือซบกันบ้าง จมูกชนกัน แว่นสายตาชนกัน มีครั้งหนึ่งด้วยแหละ ที่ตื่นมาแล้วผมอยู่ในท่าจูบหน้าผากน้อง....
ก็เลยยิ่งทำให้เราไม่เขินกันเข้าไปอีก แบบ ไม่ว่าจะตื่นมาเป็นแบบไหนมันก็ไม่แปลกแล้ว แถมยังเชื่อใจ ไว้ใจกับมากขึ้นด้วย
พอมาสนิทกับน้อง ก็เพิ่งรู้เหมือนกันนะว่าเด็กคนนี้มีอะไรให้ต้องดูแลเยอะกว่าที่คิด
แต่ก่อนผมจะแค่สอนการบ้าน อย่างอื่นพี่เค้าจะเป็นคนดูแล
พอมาดูแลเอง เรื่องที่ต้องดูน้องเพิ่มมีหลายอย่างเลยครับ
อย่างแรกเลยคือ เวลาถึงบ้าน ผมก็ต้องปลุกน้องที่นอนอยู่บนไหล่ผม(เป็นเรื่องธรรมดา ไม่งั้นผมก็ออกไปไหนไม่ได้)
น้องเป็นคนที่ไม่ค่อนสนใจการแต่งตัวมากนัก บางทีก็ผูกเชือกรองเท้าที่หลุดให้ ทีแรกให้แกมัดเองแกก็มัดไม่ค่อยแน่น
อาจจะจัดผม จัดเสื้อให้น้องบ้าง คือก็นอนซบมาตลอดทางนี่เนอะ ผมมันก็เสียทรง
มีบ่อยเหมือนกันที่ผมจะจัดกระเป๋า ถือกระเป๋าให้น้องตอนขึ้นรถ
เพราะว่านั่งที่คู่กันครับ ถ้าจัดไม่เป็นระเบียบ ที่จะแคบมาก แค่ปกติก็โคตรแคบอยู่แล้ว
แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไรนะ เพราะเราก็ดูแลเด็กคนนี้มาเป็นปีแล้ว
ก่อนจะนอน น้องชอบเปิดเพลงในมือถือฟังครับ มันจะต้องเสียบหูฟังติดหูทุกครั้ง ก่อนจะหลับปุ๋ยไปบนรถ
แต่มันก็ต้องเสียเวลามานั่งจัดหูฟังไม่ให้พันกันอยู่พักใหญ่ครับ บางทีทันขี้เกียจ มันก็เอายัดใส่หู ทั้งปมยุ่งๆแบบนั้นแหละ
ผมเลยชอบเอาหูฟังน้องมาจัดให้ ก่อนน้องจะเอาไปฟัง (มันเห็นทุกวันมันก็เคืองทุกวันอะ...)
แล้วพอจัด เสร็จผมก็มักจะใส่หูฟังให้น้องเลย สะดวกกว่ายื่นให้น้องไปใส่เองอีกที
แต่ไม่ว่าผมจะใส่ให้หรือเปล่า พอน้องหลับแล้วมันหลุด ผมก็ต้องเป็นคนใส่หูฟังให้มันเองอีกอยู่ดี....
ผมดูแลน้องเยอะมากครับ เยอะจนเหมือนน้องเป็นน้องชายผมจริงๆ บางคนก็ว่าเหมือนเป็นพ่อเป็นลูกกัน
อย่างตอนรถจอด แล้วพ่อน้องยังไม่มารับ ผมก็นั่งรอคุณพ่อของน้องเป็นเพื่อนอยู่บ่อยๆ
คือเรากลับเองง่ะ กลับตอนไหนก็ได้ แต่น้องมันไม่มีพี่อยู่ด้วยเหมือนแต่ก่อน ก็กลัวน้องมันจะกลัว
ที่ว่าเป็นพ่อเป็นลูกกัน เพราะบ่อยครั้งครับที่ผมมักจะรับเรื่องน้องเป็นภาระ อย่างเช่นตอนน้องขึ้นรถช้า คนตามก็จะเป็นผมเอง เพราะน้องมันไม่บอกเบอร์โทรกับใคร.... แต่ก็ตามตัวไม่ยากครับ สนิทกันระดับนี้ ผมรู้อยู่แล้วว่าน้องอยู่ไหน
นั่นคือชีวิตประจำวันของผมกับน้องครับ เราเป็นพี่น้องกันธรรมดา ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ผมไม่ได้ทำอะไรน้องเลย...ไม่กล้าทำด้วยแหละ น้องยังเด็ก
แต่ช่วงที่เกิดเรื่องขึ้น เป็นหน้าหนาวครับ....
เราสนิทกันระดับนั้น มาได้ประมาณเทอมกว่าๆ อากาศหนาวทำให้ผมกับน้องเป็นหวัดครับ
คือน้องมันเป็นคนเป็นหวัดง่าย อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยไข้มันก็ขึ้นแล้ว
ไข้ขึ้นจนบางครั้ง แค่มันนอนอยู่ไหล่ผมก็รู้สึกได้ ผมก็ได้แต่ดูแลเบื้องต้นล่ะครับ เอามืออังหน้าผาก หลบแอร์ไม่ให้โดนตัวน้อง บางทีก็ซื้อยาให้มันไปกินครับ
เป็นห่วงมันบ้างแหละ ไม่ห่วงคนที่นอนบนไหล่ผมทุกวัน จะให้ผมเป็นห่วงใคร
ซึ่งถึงผมจะดูแล จะบ่นจะอะไรมันอย่างนี้ แต่สุดท้าย ตัวเองก็ติดหวัดจากมันอยู่ดี....
เราก็เลย สลับกันเป็นหวัดไข้ขึ้นในรถ ตลอดฤดูหนาวครับ น้องเป็น น้องก็เอามาติดผม 5555
ด้วยความที่ผมเป็นไข้ และเพิ่งจะอกหักมา บวกกับบรรยากาศหน้าหนาวที่กลางคืนมืดไวกว่าปกติ ผมก็เลยเริ่มรู้สึกหวั่นไหว
แปลกใจอยู่เหมือนกันนะ เค้าก็อยู่บนไหล่เรามาเกือบปีแล้ว ทำไมผมถึงเพิ่งมาสังเกต
แล้วมันก็มีอะไร ที่เกินเลยไปกว่าปกติครับ....
คือตอนนั้น ผมจูบหน้าผากของน้อง...
ไม่รู้เหมือนกันว่าอารมณ์ไหน ที่รู้ตอนนั้นคือใจผมเต้นโคตรแรง แรงด้วยทั้งเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น และสภาพจิตใจของผมเอง
ตอนนั้นสับสนมากครับ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ใจหนึ่งคิดว่าเราชอบน้องรึเปล่า แต่อีกใจก็คิดว่าเค้าเป็นน้องเรา คิดแบบนั้นไม่ได้
ตั้งแต่วันนั้น ผมก็เป็นห่วงเด็กคนนี้มากขึ้นครับ .... คือกิจวัตรผมก็ยังคงเป็นการดูแลน้องเค้าเหมือนเดิม แต่ผมใส่ใจเค้ามากขึ้น
จากที่แค่สอนการบ้าน หลังๆผมก็ตามทั้งงาน ทั้งคะแนนให้ รวมไปถึงถามทบทวนเรื่องเรียนกับสอบให้น้องด้วย
เวลาคุยกับน้อง ผมก็เริ่มไม่กล้าใช้คำหยาบครับ
เพิ่งมาสังเกตเหมือนกัน ว่าทุกครั้งที่น้องตอบผม น้องตอบสุภาพมากๆ...ผมเลยไม่กล้าพูดคำไม่ดีใส่น้อง ยิ่งหลังๆมา ผมจะใช้หางเสียง"ครับ"คุยกับน้องเลยด้วยซ้ำ
ซึ่งมันยิ่งทำให้เราหวั่นไหวกับน้องเข้าไปอีก....
จนในการตัดสินใจบางอย่าง ผมเริ่มทำอะไรไปตามความรู้สึก แทนที่จะใช้จิตใต้สำนึก
ทุกครั้งที่เป็นแบบนั้น สิ่งที่ผมล่วงเกินน้อง จะไปไกลขึ้น.....ทั้งจับมือน้อง จับหน้าน้อง โดยที่ไม่มีสาเหตุ กุมมือน้องไปตลอดทาง หรือทำอะไรไปโดยที่ผมไม่ควบคุมตัวเอง
และครั้งที่ไกลที่สุด คือผม"จูบปาก"กับน้องครับ...
ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว....
ไม่รู้เหมือนกันแหละว่าทำไมผมถึงทำ แต่มันก็ทำลงไปแล้ว
อย่าถามถึงความรู้สึกตอนนั้นนะครับว่าเป็นยังไง คิดว่าหลายคนในนี้ก็คงจะพอเดาได้ ในหัวสับสนวุ่นวายสุดๆครับ....
ทีแรกผมคิดว่าน้องคงไม่รู้สึกตัว เพราะผมจะกล้าทำก็ต่อเมื่อดูเหมือนน้องจะหลับเท่านั้น
แต่หนึ่งในหลายๆครั้ง ผมก็รู้สึกเหมือนน้องจะรู้ตัว
โดยเฉพาะครั้งที่น้องเช็ดปากตัวเองหลังจากผมจูบ...
ซึ่งทำให้ผมยิ่งคิดมากเข้าไปอีกว่าน้องจะรู้ตัวรึเปล่า....
จนถึงตอนนี้ ถึงแม้ผมจะคิดว่าน้องน่าจะรู้ตัว แต่ด้วยความที่ไม่เคยถามน้อง เลยยังไม่มีอะไร ที่พิสูจน์ได้จริงๆครับ ว่าวันนั้น น้องรู้ตัวหรือไม่
ผมกลัวมากๆครับ.....กลัว จนอยากให้เรื่องมันจบแค่นี้ แต่มันก็ไม่จบ
ผมเป็นคนคิดมากครับ คิดมากกับทั้งเรื่องคนอื่น และเรื่องที่ตัวเองทำ โดยเฉพาะครั้งนี้ที่ผมคิดมาก จนส่งผลกับชีวิตด้านอื่นๆ
จริงๆผมว่าวัยรุ่นทุกคน เมื่อเจออะไรแบบนี้ ก็น่าจะเป็นเหมือนกัน คือสับสนวุ่นวายจนส่งผลต่อชีวิต
หลังจากนั้น ทุกๆครั้งที่คุยกับน้อง ผมจะรู้สึกผิดจนไม่กล้าจ้องตาน้องครับ
คือยิ่งเราไปทำอะไรเค้า เราก็ยิ่งเป็นห่วงเค้ากว่าเดิม แต่เราละอายจนไม่กล้าแม้แต่จะมองตาเค้าครับ
มีวันหนึ่ง น้องนอนบนไหลของผมปกติ วันนั้น เหมือนน้องจะไปไข้ครับ เพราะเหงื่อแตกซ่กไปหมด และน้องก็นอนละเมอด้วย
ผมเห็นน้องนอนละเมอ เหมือนฝันเห็นอะไรสักอย่าง แล้วน้องกลัวอะไรที่เห็นมากๆ ผมไม่เคยเห็นน้องกลัวอะไรขนาดนี้มาก่อน
ตอนที่เห็น ผมก็คิดมาก มากไปถึงขั้นว่า สิ่งที่น้องเห็นในฝัน อาจจะเป็นผม ถ้าวันนั้นน้องรู้ตัวล่ะ ถ้าน้องรู้ตัวมาตลอดเวลาล่ะ น้องต้องกลัวผมแน่ๆ
ผมก็ไม่กล้าถามน้องตรงๆครับ แค่นี้ผมก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว
ใจหนึ่งอยากจะหนีความผิด ด้วยการหายไปจากชีวิตน้องเลย
แต่ถ้าจะทำอย่างนั้น ผมก็ดูจะขี้ขลาดมากๆ .... ขนาดคนวัยผม ที่ถึงไม่ได้แสดงออกมา แต่ในใจก็สับสนขนาดนั้น แล้วประสาอะไรกับเด็กแบบน้องล่ะครับ ถ้าผมหายไปเลย มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
สิ่งที่ผมกลัวคือ ที่ผมทำไป จะไปทำให้ชีวิตน้องพังหรือเปล่า.....ไหนจะใจของน้องอีกล่ะ
เราดูแลเค้ามาสองปี เรารู้แก่ใจครับว่าน้องเรียนไม่เก่ง รับผิดชอบอะไรยังไม่ค่อยได้เลย นั่นยิ่งทำให้ผมกังวลเข้าไปอีก
แต่คิดในแง่ดี น้องอาจจะไม่ได้คิด หรือรู้ตัวอะไรก็ได้นะ
หลังจากนั้น ผมจึงเลิกทำอะไรเกินเลยกับน้องทุกอย่าง และดูแลน้องอย่างดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ครับ โดยเฉพาะเรื่องเรียน เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญกับวัยน้องมาก
ผมดูแลน้อง ด้วยจิตใจที่รู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง และหวังว่าผมคงไม่ไปทำชีวิตใครพัง
จนช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา แล้วผบการเรียนประกาศครับ.....
ผมตั้งใจจะดูเกรดของน้องด้วยอีกคน นอกจากเกรดตัวเองแน่ๆ และภาวนาไม่ให้เป็นในสิ่งที่ผมกลัว
แต่พี่ของน้อง(ที่ตอนนี้เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว)ก็ส่งข้อความมาบอกผมครับ ว่าผลการเรียนน้องตกลง.....ตกลงไปจากเดิมที่เคยทรงตัวที่2.8มากๆ เพราะน้องติด0ไป4ตัว
วันนั้นน้ำตาผมแทบไหลเลยครับ ผมกำลังทำชีวิตของเด็กคนหนึ่งพัง....
ผมไม่รู้หรอก ว่าที่ผลการเรียนน้องเป็นแบบนั้น เป็นเพร่ะผมหรือเปล่า ที่แน่ๆ ผมห้ามตัวเอง ไม่ให้รู้สึกผิดกับเรื่องนี้ไม่ได้ เรื่องที่ผมเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าผมทำอะไรลงไป.....
หลังจากนั้น มันคอยตามหลอกหลอนผมครับ ไม่มีวันไหน ที่ผมไม่คิดถึงน้อง ไม่รู้สึกผิดกับน้อง
การจะนอนได้ครั้งหนึ่งๆในปิดเทอม มันเป็นไปอย่างยากลำบากมากครับ เพราะผมเครียดเรื่องน้อง จนเผชิญกับปัญหานอนไม่หลับ แม้รู้ดีว่าถึงตื่นผมก็ช่วยอะไรไม่ได้
โรงเรียนกำลังจะเปิดเทอมครับ....ผมว่าผมควรไปขอโทษน้อง แต่ผมไม่รู้ต้องทำอย่างไรดี
อีกสิ่งที่ผมกลัว คือผมอาจตะต้องเสียน้องชายที่ผมเป็นห่วงที่สุดคนนี้ไป
ณ ตอนนี้ ผมเป็นห่วงเค้ามาก มากเกินกว่าจะออกไปจากชีวิตเขา.....และมากเกินกว่าจะค้างคาแบบนี้
ทั้งสถานะ ที่ไม่ว่าผมจะทำอะไรน้อง ตอนนี้ เค้าก็ยังคงเป็นน้องชายของผม
ทั้งเรื่องของความรู้สึก ที่ผมไม่รู้เลย ว่าน้องคิดกับผมยังไง
ช่วยให้คำปรึกษาผมทีครับ.....
เมื่อผมจูบกับน้องผู้ชายคนหนึ่ง โดยที่เรา ไม่ได้เป็นแฟนกัน....
นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้