เป็นกระทู้ที่อยากเขียนเล่าเรื่องราวมานานแล้วค่ะ จขกท.ตอนนี้กำลังเรียนในสาขาพยาบาลศาสตร์ค่ะ ความจริงเรา (ขออณุญาตผู้อ่านที่อาวุโสกว่าเรียก
แบบนี้นะคะ) ไม่ได้มีความรู้สึกที่เป็น negative กับวิชาชีพนี้นะคะ ในทางตรงกันข้ามกลับชื่นชมคนที่ทำงานพยาบาลจริงๆค่ะที่ยอมเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อ
ช่วยเหลือผู้อื่น ขอเริ่มต้นตั้งแต่เด็กเลยนะคะ เนื่องจากเราเป็นลูกหลานที่ค่อนข้างเรียนดีที่สุดในหมู่พี่น้อง ลูกพี่ลูกน้องของเราค่ะเลยทำให้เป็นเหมือนลูก
หัวแก้วหัวแหวนของที่บ้านเพราะเราตั้งใจเรียน (ไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะแค่ชอบที่จะเรียนรู้) และไม่นอกลู่นอกทาง บ้านเราให้เราไปเรียนพิเศษตั้งแต่ป.1 เรียน
ทุกวิชาเลยค่ะ ในตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้เราไปเรียนด้วย เนื่องด้วยตอนนั้นเรายังเด็กและสมาธิสั้นค่ะเราเลยไม่ค่อยตั้งใจเรียน เราก็มักจะโดน
คุณครูต่อดุและต่อว่าว่ามัวแต่เล่น ไม่ตั้งใจเรียน คุณแม่ของเราท่านเป็น single mom ค่ะ ท่านไม่ค่อยมีเวลาให้เราเท่าไหร่ ท่านทำงานหนักมาก เวลาเรา
มีการบ้านเลขที่เราทำไม่ได้ซึ่งมันอาจจะเป็นแค่เลขคูณหารแต่เนื่องด้วยว่าเราไม่เก่งเลขค่ะ เวลาที่เราทำผิดคุณแม่ก็จะดุเราค่ะ ดุบ้าง ตีบ้าง จนทำให้เรา
ไม่กล้าที่จะถามหรือบอกอะไรคุณแม่ค่ะ ตอนป.4 เราไม่ได้ภาษาอังกฤษคุณครูภาษาอังกฤษก็เรียกคุณแม่เราไปต่อว่าค่ะว่าเราไม่ยอมส่งการบ้าน( ความ
จริงเราทำเสร็จแล้วค่ะแต่ยัดไว้ใต้โต๊ะ)และบอกกับคุณแม่ว่าเราเนี่ยเป็นนักเรียนที่โง่ที่สุดที่เค้าเคยสอนมาหลังจากนั้นคุณแม่เราก็พาเราไปเรียนภาษา
อังกฤษเลยค่ะ มันเลยทำให้เรารู้ว่าเราชอบภาษาอังกฤษ พอโตขึ้นคุณแม่ของเราก็ให้เรียนพิเศษตั้งแต่ป.1 - ม.6 เลยค่ะ ตอนสอบเข้าม.ต้นเราก็สอบติด
โรงเรียนประจำจังหวัด ที่บ้านก็ดีใจมากๆค่ะเพราะบ้านเราไม่มีใครสอบเข้าโรงเรียนดีๆได้เลยค่ะ พอจบม.ต้นเราก็สอบเข้าม.ปลายค่ะ ซึ่งเราชอบทางด้าน
ภาษามากค่ะอยากจะเรียนศิลป์ภาษาแต่ที่บ้านก็บอกว่าเรียนศิลป์ภาษามาแล้วจะสอบที่ไหนติด แล้วจบมาจะเอาอะไรกิน เราโดนกดดันให้ไปสอบศูนย์
วิทย์ค่ะซึ่งเราไม่อยากสอบ เราก็ตั้งใจอ่านหนังสือไปติว แต่สุดท้ายก็สอบไม่ติดค่ะ เราติดสายวิทย์แทน (ศูนย์วิทย์จะมีพวกห้อง gifted อะไรพวกนี้ค่ะ)
ทางญาติๆก็บอกว่าเป็นเพราะเราไม่ตั้งใจเรียน ไม่ไปติวที่ดีๆ เราก็เสียใจมากค่ะ ตอนเรียนวิชาภาษาอังกฤษเราจะอยู่อันดับต้นๆของห้องเลยค่ะ แต่พวก
วิทย์คณิตจะได้แค่เกรด 1.5-2.5 เองค่ะ ช่วงม.ปลายเราก็เรียนพิเศษเป็นบ้าเป็นผีค่ะเลิกสามทุ่มเลยค่ะ เราก็ไปสอบแลกเปลี่ยนตอนนั้นอยากไปมากแต่แม่
เราไม่มีเงินส่งไปก็เข้าใจคุณแม่ค่ะ พอจบม.ปลาย เราก็เลือกมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือค่ะ เราเลือกวอบในรอบโควต้าเป็นสาขาภาษาอังกฤษ
ค่ะ เราอยากเรียนสาขานี้มากๆค่ะ พอสอบติดที่บ้านก็ไม่ให้เรียนค่ะด้วยเหตุผลที่ว่าจบไปก็ต้องไปวิ่งหางาน ครอบครัวเราอยากให้เราเป็นครู ผู้พิพากษา
พยาบาล พอเราสละสิทธ์รอบโควต้าไปทางที่บ้านก็ให้เราไปสอบพยาบาลค่ะ ตอนแรกเราคิดว่าจะไม่ติดแต่ก็ติดโดยไม่คาดคิดค่ะ พอเราเรียนไปเราก็
บอกกับคุณแม่ว่าเราไม่มีความสุขกับการเรียนเลยค่ะ คุณแม่ก็ได้แต่พูดว่าไม่อยากเรียนก็ลาออกมาหางานทำส่งตัวเองเรียนเองก็แล้วกัน ตอนนั้นแค่น้อยใจ
ว่าทำไมไม่มีใครเข้าใจเราเลยค่ะ เราก็ได้แค่ระบายกับเพื่อนๆ พอวันนึงเราไม่ไหวเราก็พูดกับคุณแม่ว่าในเมื่อมันมาแบบนี้แล้วเราก็แค่อยากได้กำลังใจ
อยากได้แค่คนที่รับฟังเรา ท่านก็ฟังเรามากขึ้นค่ะ ทุกวันที่เราตื่นไปเรียนพอลืมตาขึ้นในหัวเราก็มีคำถามว่า " นี่เราต้องไปเรียนอีกแล้วเหรอ " เป็นแบบนี้
ทุกๆวันค่ะ เราไม่มีแรงจูงใจที่อยากเรียนเลยค่ะ คุณแม่ก็พูดกับเราว่าแม่อยากเห็นเราได้รับหมวก ได้รีบขีดบนหมวกพยาบาล เราได้ยินเราก็กลัวจะทำให้
ท่านเสียใจค่ะ ทุกวันนี้เราเหนื่อยกับการเรียนมากๆค่ะ เราไม่เคยมีความสุขกับการเรียนเลยค่ะ มันทรมาณ เรานึกถึงตัวเองที่ต้องไปทำงานและใช้ชีวิตกับ
งานที่เราไม่อยากทำไปตลอดชีวิตยิ่งทำให้เราทุกข์มากขึ้นค่ะ เราน้อยอกน้อยใจว่าทำไมบ้านเราถึงไม่เหมือนพ่อแม่คนอื่นที่สนับสนุนลูกๆของเขาในสิ่งที่
ลูกเขาอยากเรียน ทำไมชีวิตเราต้องถูกตีกรอบแบบนี้ด้วย คุณแม่เราก็ถามนะคะว่าจะย้ายสายมั้ย เรียนใหม่มั้ย แต่เราสงสารคุณแม่เราค่ะ ค่าเทอมเราก็
แพง อีกอย่างท่านก็ไม่มีเงินจะส่งเราแล้วเพราะท่านจะเกษียณในไม่กี่ปีนี้แล้วค่ะ เราก็เลยทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาเรียนต่อไป การที่เราเครียดและเรียนหนัก
มันทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้าค่ะคิดอยากจะฆ่าตัวตายหลายรอบเหมือนกันค่ะแต่คนรอบข้างเราก็ช่วยเราไว้เยอะจนเราอาการดีขึ้นมามากเลยค่ะเราเลยอยาก
จะฝากคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านไว้ค่ะว่า เรารู้ว่าพวกท่านหวังดีต่อเราและเป็นห่วงเราค่ะ ไม่อยากให้เราลำบาก แต่ท่านก็ไม่ควรบังคับให้ลูกหลานเรียนใน
สิ่งที่ไม่อยากเรียนค่ะเพราะเรารู้ว่าการที่ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เราจะต้องทำไปทั้งชีวิตของเราเป็นยังไงค่ะ
ขอบพระคุณมากๆค่ะที่มาอ่าน
เมื่อฉันเหนื่อยกับสิ่งที่เรียนและความคาดหวังของครอบครัว
แบบนี้นะคะ) ไม่ได้มีความรู้สึกที่เป็น negative กับวิชาชีพนี้นะคะ ในทางตรงกันข้ามกลับชื่นชมคนที่ทำงานพยาบาลจริงๆค่ะที่ยอมเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อ
ช่วยเหลือผู้อื่น ขอเริ่มต้นตั้งแต่เด็กเลยนะคะ เนื่องจากเราเป็นลูกหลานที่ค่อนข้างเรียนดีที่สุดในหมู่พี่น้อง ลูกพี่ลูกน้องของเราค่ะเลยทำให้เป็นเหมือนลูก
หัวแก้วหัวแหวนของที่บ้านเพราะเราตั้งใจเรียน (ไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะแค่ชอบที่จะเรียนรู้) และไม่นอกลู่นอกทาง บ้านเราให้เราไปเรียนพิเศษตั้งแต่ป.1 เรียน
ทุกวิชาเลยค่ะ ในตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้เราไปเรียนด้วย เนื่องด้วยตอนนั้นเรายังเด็กและสมาธิสั้นค่ะเราเลยไม่ค่อยตั้งใจเรียน เราก็มักจะโดน
คุณครูต่อดุและต่อว่าว่ามัวแต่เล่น ไม่ตั้งใจเรียน คุณแม่ของเราท่านเป็น single mom ค่ะ ท่านไม่ค่อยมีเวลาให้เราเท่าไหร่ ท่านทำงานหนักมาก เวลาเรา
มีการบ้านเลขที่เราทำไม่ได้ซึ่งมันอาจจะเป็นแค่เลขคูณหารแต่เนื่องด้วยว่าเราไม่เก่งเลขค่ะ เวลาที่เราทำผิดคุณแม่ก็จะดุเราค่ะ ดุบ้าง ตีบ้าง จนทำให้เรา
ไม่กล้าที่จะถามหรือบอกอะไรคุณแม่ค่ะ ตอนป.4 เราไม่ได้ภาษาอังกฤษคุณครูภาษาอังกฤษก็เรียกคุณแม่เราไปต่อว่าค่ะว่าเราไม่ยอมส่งการบ้าน( ความ
จริงเราทำเสร็จแล้วค่ะแต่ยัดไว้ใต้โต๊ะ)และบอกกับคุณแม่ว่าเราเนี่ยเป็นนักเรียนที่โง่ที่สุดที่เค้าเคยสอนมาหลังจากนั้นคุณแม่เราก็พาเราไปเรียนภาษา
อังกฤษเลยค่ะ มันเลยทำให้เรารู้ว่าเราชอบภาษาอังกฤษ พอโตขึ้นคุณแม่ของเราก็ให้เรียนพิเศษตั้งแต่ป.1 - ม.6 เลยค่ะ ตอนสอบเข้าม.ต้นเราก็สอบติด
โรงเรียนประจำจังหวัด ที่บ้านก็ดีใจมากๆค่ะเพราะบ้านเราไม่มีใครสอบเข้าโรงเรียนดีๆได้เลยค่ะ พอจบม.ต้นเราก็สอบเข้าม.ปลายค่ะ ซึ่งเราชอบทางด้าน
ภาษามากค่ะอยากจะเรียนศิลป์ภาษาแต่ที่บ้านก็บอกว่าเรียนศิลป์ภาษามาแล้วจะสอบที่ไหนติด แล้วจบมาจะเอาอะไรกิน เราโดนกดดันให้ไปสอบศูนย์
วิทย์ค่ะซึ่งเราไม่อยากสอบ เราก็ตั้งใจอ่านหนังสือไปติว แต่สุดท้ายก็สอบไม่ติดค่ะ เราติดสายวิทย์แทน (ศูนย์วิทย์จะมีพวกห้อง gifted อะไรพวกนี้ค่ะ)
ทางญาติๆก็บอกว่าเป็นเพราะเราไม่ตั้งใจเรียน ไม่ไปติวที่ดีๆ เราก็เสียใจมากค่ะ ตอนเรียนวิชาภาษาอังกฤษเราจะอยู่อันดับต้นๆของห้องเลยค่ะ แต่พวก
วิทย์คณิตจะได้แค่เกรด 1.5-2.5 เองค่ะ ช่วงม.ปลายเราก็เรียนพิเศษเป็นบ้าเป็นผีค่ะเลิกสามทุ่มเลยค่ะ เราก็ไปสอบแลกเปลี่ยนตอนนั้นอยากไปมากแต่แม่
เราไม่มีเงินส่งไปก็เข้าใจคุณแม่ค่ะ พอจบม.ปลาย เราก็เลือกมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือค่ะ เราเลือกวอบในรอบโควต้าเป็นสาขาภาษาอังกฤษ
ค่ะ เราอยากเรียนสาขานี้มากๆค่ะ พอสอบติดที่บ้านก็ไม่ให้เรียนค่ะด้วยเหตุผลที่ว่าจบไปก็ต้องไปวิ่งหางาน ครอบครัวเราอยากให้เราเป็นครู ผู้พิพากษา
พยาบาล พอเราสละสิทธ์รอบโควต้าไปทางที่บ้านก็ให้เราไปสอบพยาบาลค่ะ ตอนแรกเราคิดว่าจะไม่ติดแต่ก็ติดโดยไม่คาดคิดค่ะ พอเราเรียนไปเราก็
บอกกับคุณแม่ว่าเราไม่มีความสุขกับการเรียนเลยค่ะ คุณแม่ก็ได้แต่พูดว่าไม่อยากเรียนก็ลาออกมาหางานทำส่งตัวเองเรียนเองก็แล้วกัน ตอนนั้นแค่น้อยใจ
ว่าทำไมไม่มีใครเข้าใจเราเลยค่ะ เราก็ได้แค่ระบายกับเพื่อนๆ พอวันนึงเราไม่ไหวเราก็พูดกับคุณแม่ว่าในเมื่อมันมาแบบนี้แล้วเราก็แค่อยากได้กำลังใจ
อยากได้แค่คนที่รับฟังเรา ท่านก็ฟังเรามากขึ้นค่ะ ทุกวันที่เราตื่นไปเรียนพอลืมตาขึ้นในหัวเราก็มีคำถามว่า " นี่เราต้องไปเรียนอีกแล้วเหรอ " เป็นแบบนี้
ทุกๆวันค่ะ เราไม่มีแรงจูงใจที่อยากเรียนเลยค่ะ คุณแม่ก็พูดกับเราว่าแม่อยากเห็นเราได้รับหมวก ได้รีบขีดบนหมวกพยาบาล เราได้ยินเราก็กลัวจะทำให้
ท่านเสียใจค่ะ ทุกวันนี้เราเหนื่อยกับการเรียนมากๆค่ะ เราไม่เคยมีความสุขกับการเรียนเลยค่ะ มันทรมาณ เรานึกถึงตัวเองที่ต้องไปทำงานและใช้ชีวิตกับ
งานที่เราไม่อยากทำไปตลอดชีวิตยิ่งทำให้เราทุกข์มากขึ้นค่ะ เราน้อยอกน้อยใจว่าทำไมบ้านเราถึงไม่เหมือนพ่อแม่คนอื่นที่สนับสนุนลูกๆของเขาในสิ่งที่
ลูกเขาอยากเรียน ทำไมชีวิตเราต้องถูกตีกรอบแบบนี้ด้วย คุณแม่เราก็ถามนะคะว่าจะย้ายสายมั้ย เรียนใหม่มั้ย แต่เราสงสารคุณแม่เราค่ะ ค่าเทอมเราก็
แพง อีกอย่างท่านก็ไม่มีเงินจะส่งเราแล้วเพราะท่านจะเกษียณในไม่กี่ปีนี้แล้วค่ะ เราก็เลยทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาเรียนต่อไป การที่เราเครียดและเรียนหนัก
มันทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้าค่ะคิดอยากจะฆ่าตัวตายหลายรอบเหมือนกันค่ะแต่คนรอบข้างเราก็ช่วยเราไว้เยอะจนเราอาการดีขึ้นมามากเลยค่ะเราเลยอยาก
จะฝากคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านไว้ค่ะว่า เรารู้ว่าพวกท่านหวังดีต่อเราและเป็นห่วงเราค่ะ ไม่อยากให้เราลำบาก แต่ท่านก็ไม่ควรบังคับให้ลูกหลานเรียนใน
สิ่งที่ไม่อยากเรียนค่ะเพราะเรารู้ว่าการที่ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เราจะต้องทำไปทั้งชีวิตของเราเป็นยังไงค่ะ
ขอบพระคุณมากๆค่ะที่มาอ่าน