คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 13
มีคนบอกว่างง ติมเลยเข้ามาอธิบายใหม่ค่ะ 
ใจความคือ...
เวลาเค้าตอบว่า "I take the fifth." เนี่ย
แปลว่าเค้าต้องใช้ "Fifth Amedment" หรือ "บทแก้ไขข้อที่ 5 ในพ.ร.บ. สิทธิพลเมืองสหรัฐ"
ซึ่งกล่าวไว้ว่า "เรามีสิทธิจะไม่ให้การปรักปรำตัวเอง"
ทีนี้... มันเคยมีการฟ้องกันว่านาย Miranda เนี่ย โดนตำรวจจับ และถูกบังคับให้ให้การปรักรำตัวเอง
นาย Miranda เลยไปฟ้องศาลว่าโดนตำรวจละเมิดสิทธิ ศาลบอกว่า ละเมิดจริง
หน้าตานาย Miranda คือแบบนี้ค่ะ

หลังจากนั้นเนี่ย เวลาจับใครในคดีอาญา ตำรวจต้องกล่าว Miranda Warning ที่เราเห็นกันในหนัง ซึ่งมี 5 ข้อด้วยกัน ดังนี้
"คุณมีสิทธิที่จะไม่พูด หากคุณสละสิทธินี้ สิ่งใดที่คุณพูดอาจถูกนำไปใช้ปรักปรำเพื่อเอาผิดคุณในศาล คุณมีสิทธิที่จะปรึกษาทนายและให้ทนายอยู่กับคุณระหว่างการสอบปากคำ ถ้าคุณไม่สามารถจัดหาทนายได้ รัฐบาลจะจัดหาทนายให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย"
หรือ เป็นภาษาอังกฤษ ดังนี้

จอบอ ค่ะ
ส่วนเรื่องของคุณ Miranda ว่าเค้าไปฟ้องรัฐได้ยังไง ตามนี้ค่ะ... (ติมก๊อปมานะคะ เครดิตอยู่ใน spoil~)
แบบสั้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มิแรนดาตามศัพท์คำนี้มีตัวตนจริง ๆ แต่ไม่ใช่ผู้หญิง ทว่าเป็นกรรมกรชายชื่อว่านายเออร์เนสโต นามสกุลมิแรนดา ซึ่งในปี ค.ศ.1963 เขาถูกตำรวจเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา จับกุมในข้อหาลักพาตัวและข่มขืนเด็กสาวอายุ 17 ปีคนหนึ่ง ซึ่งหลังจากสอบสวนเขายอมรับสารภาพ
แต่ตำรวจไม่เคยแจ้งสิทธิ์ของผู้ต้องหาแก่เขาเลย จึงเป็นช่องโหว่ที่ทนายใช้เป็นข้อต่อสู้ ซึ่งต้องสู้กันไปถึงศาลสูง และในที่สุดศาลสูงก็เห็นด้วยว่าเขาถูกละเมิดสิทธิ์ก่อนที่จะสารภาพ นับแต่นั้นศัพท์คำนี้จึงเกิดขึ้น พร้อมกับหลักปฏิบัติในการแจ้งเตือนสิทธิ์แก่ผู้ต้องหาที่ตำรวจเมืองมะกันถือปฏิบัติสืบต่อกันมา
ส่วนคุณมิแรนดาใช่ว่าจะลอยนวล อัยการเขาต้องทำการบ้านหนักขึ้นกับหลักฐานอื่น ๆ จนส่งเขาไปรับกรรมในคุกได้"
ที่มา: http://www.megazy.com/ดู/รูปภาพ/ข่าวสาร-คำเตือนมิแรนดา-เตือนว่าอะไรไปอ่านกัน-โพสโดย-แพรว-56327.htm
แบบยาว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
คดีของ "เออร์เนส มิแรนด้า"
เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 2 มีนาคม 1963..
"ลูอิส แอน เจมสัน" สาวน้อยวัย 18 ปี กำลังเดินกลับบ้าน.....ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงัดในเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ
รถเก๋งขับหนึ่งขับมาจอดเทียบ แล้วชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ก็จับเธอขึ้นรถมัดมือมัดเท้า....
คนร้ายพาเธอไปที่เปลี่ยว แล้วทำการข่มขืนเธออย่างทารุณ พร้อมกับปล้นทรัพย์เธอ....โชคยังดีที่มันไม่ฆ่าเธอ...แต่นำเธอมาปล่อยไว้บนถนนเส้นเดิม...
พี่สาวลูอิสพาเธอเข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่เนื่องจากความตกใจ ทำให้เธอให้การค่อนข้างสับสน.....
แต่โชคยังดี ที่ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบกับรถที่ลักษณะตรงกับที่เธอให้การไว้ ทำการแกะรอยพบว่าเป็นของ "เออร์เนส มิแรนด้า"
ชายวัย 41 ปี....มีประวัติอาชญากรรมยาวเหยียด ถูกจับ และถูกนำตัวมาที่โรงพัก เพื่อทำการชี้ตัว.....เขาไม่ยอมให้ปากคำใดๆ อีกทั้งลูอิสผู้เสียหายเอง ก็ไม่มั่นใจนักว่าเป็นเขาหรือไม่
ตำรวจรู้ทั้งรู้ว่า มิแรนด้าเป็นคนร้ายแน่ๆ แต่ไม่อาจจับกุมด้วยความไม่แน่ใจไม่ได้ จึงบังคับให้เขาเซ็นรับสารภาพ.....เขาถูกตัดสินลงโทษจำคุกคดีนี้ แต่มีการอุทธรณ์ไปถึงศาลฎีกาสหรัฐ
เรื่องมาถึง "อัลวิน มัวร์" ทนายความมือฉกาจวัย 73 ปี....ที่รับเป็นทนายให้มิแรนด้า แม้เขาจะรู้ว่ามิแรนด้าเป็นคนร้ายแน่นอน และมันก็ช่างเลวแสนเลว แต่ด้วยสันชาตญาณแห่งความเป็นทนายมืออาชีพของเขา หน้าที่ของเขาก็คือ ต้องชนะคดีนี้ให้ได้....และอัลวิน มัวร์ ก็เห็นช่องทางนั้น....
คือ ช่องโหว่ของกฏหมาย....นั่นคือ
"มาตราที่ 5 ของกฎหมายว่าด้วยสิทธิของประชาชน" นั่นเอง....
อัลวินถามมิแรนด้าว่า เขารู้หรือไม่ว่า "เขามีสิทธิตามกฏหมายพลเมือง"..สิทธิในที่นี้ คือ สิทธิที่จะไม่ตอบคำถามและสิทธิที่จะปรึกษาทนายระหว่างการสอบสวน..... ซึ่งแน่นอนว่า นายมิแรนด้าไม่รู้.....
และอัลวินก็ได้ถามต่อว่า "แล้วตำรวจได้แจ้งให้ทราบหรือไม่"....ซึ่งนายมิแรนด้าก็ตอบว่า
"ไม่ได้บอก"
และจุดนั้นเอง ที่นายอัลวินเอามาให้ต่อสู้ในชั้นศาล เพราะคำให้การทั้งหมดไม่สามารถ นำมาใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
และในที่สุด ศาลอริโซนาก็ตัดสินให้ "ยกฟ้อง" นายเออร์เนส มิแรนด้า.....พ้นข้อกล่าวหา....เพราะศาลเห็นว่า
การให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ....ไม่ชอบด้วยกฏหมาย.....
ในที่สุดนายเออร์เนส มิแรนด้า ก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระในปี 1966
และด้วยความแค้นใจ ที่เห็นๆ อยู่แต่ทำอะไรไม่ได้.....ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
กรมตำรวจก็ออกคำสั่งให้ตำรวจทุกคนอ่านสิทธิให้ผู้ต้องหาได้ทราบทุกครั้งเมื่อมีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย และเพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดอีก ตำรวจทุกคนได้รับแจกแผ่นพิมพ์ข้อความสิทธิผู้ถูกกล่าวหาที่เรียกกันว่า "สิทธิมิแรนด้า" ตามนามสกุลของเออร์เนส มิแรนด้า ......
นั่นแหละครับ....เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ.....
ที่มา: https://www.facebook.com/Roopaiherknowledge/posts/575480535915371:0
ใจความคือ...
เวลาเค้าตอบว่า "I take the fifth." เนี่ย
แปลว่าเค้าต้องใช้ "Fifth Amedment" หรือ "บทแก้ไขข้อที่ 5 ในพ.ร.บ. สิทธิพลเมืองสหรัฐ"
ซึ่งกล่าวไว้ว่า "เรามีสิทธิจะไม่ให้การปรักปรำตัวเอง"
ทีนี้... มันเคยมีการฟ้องกันว่านาย Miranda เนี่ย โดนตำรวจจับ และถูกบังคับให้ให้การปรักรำตัวเอง
นาย Miranda เลยไปฟ้องศาลว่าโดนตำรวจละเมิดสิทธิ ศาลบอกว่า ละเมิดจริง
หน้าตานาย Miranda คือแบบนี้ค่ะ

หลังจากนั้นเนี่ย เวลาจับใครในคดีอาญา ตำรวจต้องกล่าว Miranda Warning ที่เราเห็นกันในหนัง ซึ่งมี 5 ข้อด้วยกัน ดังนี้
"คุณมีสิทธิที่จะไม่พูด หากคุณสละสิทธินี้ สิ่งใดที่คุณพูดอาจถูกนำไปใช้ปรักปรำเพื่อเอาผิดคุณในศาล คุณมีสิทธิที่จะปรึกษาทนายและให้ทนายอยู่กับคุณระหว่างการสอบปากคำ ถ้าคุณไม่สามารถจัดหาทนายได้ รัฐบาลจะจัดหาทนายให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย"
หรือ เป็นภาษาอังกฤษ ดังนี้

จอบอ ค่ะ
ส่วนเรื่องของคุณ Miranda ว่าเค้าไปฟ้องรัฐได้ยังไง ตามนี้ค่ะ... (ติมก๊อปมานะคะ เครดิตอยู่ใน spoil~)
แบบสั้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มิแรนดาตามศัพท์คำนี้มีตัวตนจริง ๆ แต่ไม่ใช่ผู้หญิง ทว่าเป็นกรรมกรชายชื่อว่านายเออร์เนสโต นามสกุลมิแรนดา ซึ่งในปี ค.ศ.1963 เขาถูกตำรวจเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา จับกุมในข้อหาลักพาตัวและข่มขืนเด็กสาวอายุ 17 ปีคนหนึ่ง ซึ่งหลังจากสอบสวนเขายอมรับสารภาพ
แต่ตำรวจไม่เคยแจ้งสิทธิ์ของผู้ต้องหาแก่เขาเลย จึงเป็นช่องโหว่ที่ทนายใช้เป็นข้อต่อสู้ ซึ่งต้องสู้กันไปถึงศาลสูง และในที่สุดศาลสูงก็เห็นด้วยว่าเขาถูกละเมิดสิทธิ์ก่อนที่จะสารภาพ นับแต่นั้นศัพท์คำนี้จึงเกิดขึ้น พร้อมกับหลักปฏิบัติในการแจ้งเตือนสิทธิ์แก่ผู้ต้องหาที่ตำรวจเมืองมะกันถือปฏิบัติสืบต่อกันมา
ส่วนคุณมิแรนดาใช่ว่าจะลอยนวล อัยการเขาต้องทำการบ้านหนักขึ้นกับหลักฐานอื่น ๆ จนส่งเขาไปรับกรรมในคุกได้"
ที่มา: http://www.megazy.com/ดู/รูปภาพ/ข่าวสาร-คำเตือนมิแรนดา-เตือนว่าอะไรไปอ่านกัน-โพสโดย-แพรว-56327.htm
แบบยาว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
คดีของ "เออร์เนส มิแรนด้า"
เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 2 มีนาคม 1963..
"ลูอิส แอน เจมสัน" สาวน้อยวัย 18 ปี กำลังเดินกลับบ้าน.....ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงัดในเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ
รถเก๋งขับหนึ่งขับมาจอดเทียบ แล้วชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ก็จับเธอขึ้นรถมัดมือมัดเท้า....
คนร้ายพาเธอไปที่เปลี่ยว แล้วทำการข่มขืนเธออย่างทารุณ พร้อมกับปล้นทรัพย์เธอ....โชคยังดีที่มันไม่ฆ่าเธอ...แต่นำเธอมาปล่อยไว้บนถนนเส้นเดิม...
พี่สาวลูอิสพาเธอเข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่เนื่องจากความตกใจ ทำให้เธอให้การค่อนข้างสับสน.....
แต่โชคยังดี ที่ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบกับรถที่ลักษณะตรงกับที่เธอให้การไว้ ทำการแกะรอยพบว่าเป็นของ "เออร์เนส มิแรนด้า"
ชายวัย 41 ปี....มีประวัติอาชญากรรมยาวเหยียด ถูกจับ และถูกนำตัวมาที่โรงพัก เพื่อทำการชี้ตัว.....เขาไม่ยอมให้ปากคำใดๆ อีกทั้งลูอิสผู้เสียหายเอง ก็ไม่มั่นใจนักว่าเป็นเขาหรือไม่
ตำรวจรู้ทั้งรู้ว่า มิแรนด้าเป็นคนร้ายแน่ๆ แต่ไม่อาจจับกุมด้วยความไม่แน่ใจไม่ได้ จึงบังคับให้เขาเซ็นรับสารภาพ.....เขาถูกตัดสินลงโทษจำคุกคดีนี้ แต่มีการอุทธรณ์ไปถึงศาลฎีกาสหรัฐ
เรื่องมาถึง "อัลวิน มัวร์" ทนายความมือฉกาจวัย 73 ปี....ที่รับเป็นทนายให้มิแรนด้า แม้เขาจะรู้ว่ามิแรนด้าเป็นคนร้ายแน่นอน และมันก็ช่างเลวแสนเลว แต่ด้วยสันชาตญาณแห่งความเป็นทนายมืออาชีพของเขา หน้าที่ของเขาก็คือ ต้องชนะคดีนี้ให้ได้....และอัลวิน มัวร์ ก็เห็นช่องทางนั้น....
คือ ช่องโหว่ของกฏหมาย....นั่นคือ
"มาตราที่ 5 ของกฎหมายว่าด้วยสิทธิของประชาชน" นั่นเอง....
อัลวินถามมิแรนด้าว่า เขารู้หรือไม่ว่า "เขามีสิทธิตามกฏหมายพลเมือง"..สิทธิในที่นี้ คือ สิทธิที่จะไม่ตอบคำถามและสิทธิที่จะปรึกษาทนายระหว่างการสอบสวน..... ซึ่งแน่นอนว่า นายมิแรนด้าไม่รู้.....
และอัลวินก็ได้ถามต่อว่า "แล้วตำรวจได้แจ้งให้ทราบหรือไม่"....ซึ่งนายมิแรนด้าก็ตอบว่า
"ไม่ได้บอก"
และจุดนั้นเอง ที่นายอัลวินเอามาให้ต่อสู้ในชั้นศาล เพราะคำให้การทั้งหมดไม่สามารถ นำมาใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
และในที่สุด ศาลอริโซนาก็ตัดสินให้ "ยกฟ้อง" นายเออร์เนส มิแรนด้า.....พ้นข้อกล่าวหา....เพราะศาลเห็นว่า
การให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ....ไม่ชอบด้วยกฏหมาย.....
ในที่สุดนายเออร์เนส มิแรนด้า ก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระในปี 1966
และด้วยความแค้นใจ ที่เห็นๆ อยู่แต่ทำอะไรไม่ได้.....ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
กรมตำรวจก็ออกคำสั่งให้ตำรวจทุกคนอ่านสิทธิให้ผู้ต้องหาได้ทราบทุกครั้งเมื่อมีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย และเพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดอีก ตำรวจทุกคนได้รับแจกแผ่นพิมพ์ข้อความสิทธิผู้ถูกกล่าวหาที่เรียกกันว่า "สิทธิมิแรนด้า" ตามนามสกุลของเออร์เนส มิแรนด้า ......
นั่นแหละครับ....เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ.....
ที่มา: https://www.facebook.com/Roopaiherknowledge/posts/575480535915371:0
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
การเรียน
ภาษาอังกฤษ
[Eng กับซีรี่ส์] ประโยคเด็ด CSI
ตอนนี้ติมปิดเทอมค่ะ ติดซีรี่ส์งอมแงม ดูกันแบบข้ามวันข้ามคืน 555+
เมื่อคืนติมนอนดู CSI Miami กับแม่ แล้วมีประโยคนึงติดใจเป็นพิเศษ...
และประโยคนั่นคือออออ~ ... [[เปิดดูโลดครัชชชช 😝]]
#TV #Series #CSI