ถ้าหากเป็นคุณ คุณควรทำเช่นไร?

สวัสดีค่ะ เรื่องของเรื่องเลย เราเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่ครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร พออยู่พอกิน ใช้ชีวิตตามสภาพครอบครัว เราได้เรียนจบเพียงแค่ ม.6 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอ เพื่อที่จะทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และคิดฝันไว้ว่าอยากจะส่งตัวเองเรียนดั่งที่ตังใจไว้  แต่ตอนนี้เราได้พบเจอปัญหาอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเราและครอบครัว มันเป็นเรื่องที่เราไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเลย เป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับ คือก่อนที่เราจะเรียนจบ ตอนประมาณ ม.4 เทอม 2 แม่เราล้มป่วย เนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตก ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นกับแม่ แม่ได้เข้าป่าไปเก็บเห็ด แม่ชอบการเดินหาของป่า แม่ไม่ชอบอยู่กับที่ แม่เราเป็นคนไม่เคยอาย แม่เป็นคนกล้าหาญ อะไรที่หาให้ลูกมาได้ หรือเลี้ยงให้ลูกอยู่รอดได้ แม่เราทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะรับจ้างถางหญ้า ตัดอ้อย เกี่ยวข้าว หรือใครจ้างให้ทำงานอะไร แม่ก็ทำหมด แต่แม่ก็ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยนะ เราไม่เคยได้ยินแม่พูดบ่นสักคำ เรารู้นะว่าจริงๆแม่เราเหนื่อยมากๆ สีหน้าของแม่เหน็ดเหนื่อย แต่แม่ก็บอกว่า ที่ทำน่ะแม่ทำเพื่อลูก ไม่ต้องคิดมากนะหนึ่ง อยากได้อะไรบอกแม่ ถึงหนูจะไม่เคยอยากได้อะไรเลย แต่แม่อยากหาให้ลูก ให้มีเหมือนคนอื่นๆ แม่มีหนูคนเดียว หนูคือกำลังใจของแม่  แม่บอกกับเราแบบนี้มาตลอด ทุกคำที่แม่พูดเราจำได้เสมอ แต่ด้วยความที่เราเห็นแม่ลำบาก คนเป็นลูกก็อยู่นิ่งไม่ได้ อยากช่วยแม่ทำงาน  อยากสร้างรายได้ให้กับครอบครัว แต่แม่ก็ห้ามทุกครั้ง เราไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องห้ามไม่ให้เราทำ เราอยากจะช่วยแบ่งเบา เพราะเราก็อยู่กับแม่สองคน ส่วนพ่อเรา ก็ทำงานไกลบ้าน นานๆทีก็กว่าจะได้กลับบ้าน แต่พ่อก็ส่งเงินให้ทุกเดือน เดือนนึง ก็ตกประมาณ 4000-5000 บาท/เดือน พอมีเงินจากที่พ่อส่งมาให้ทางบ้าน พ่อแม่เราก็ติดหนี้เขาเยอะ ต้องตามจ่ายหนี้ที่กู้ยืมเขาบ้าง จ่ายประกัน จ่ายเงินออมวันละบาท และอื่นๆ ไหนจะค่าใช้จ่ายเล่าเรียนเราในแต่ละวัน หักไปก็คงไม่เหลือเท่าไหร่ แต่ก่อนนั้นเงินที่เก็บออมก็มีเยอะ แต่ก็หมดไปหลายๆสาเหตุที่จำเป็น

วันนึงพ่อก็โทรมาบอกแม่ว่า อีกไม่กี่วันพ่อจะกลับบ้านแล้วนะ เพื่อที่จะขอบวชเป็นพระตลอด และจะไม่สึกเลย พ่อบอกว่าอยากอยู่ทางธรรมแล้ว ถึงเวลาแล้ว พ่อทำอะไรไม่ดีไว้เยอะกับครอบครัว พ่อก็ทำให้เราและแม่ไม่สบายใจ คิดมากและเป็นห่วงสุขภาพพ่อมาตลอด จริงๆพ่อเราเป็นคนดื่มเหล้าหนักมาก ดื่มจนไม่มีสติควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลย และจะดื่มทุกวัน บ่อยครั้งที่พ่อดื่ม จนไปทำงานไม่ได้ หัวหน้างานก็ไม่พอใจ และก็ไม่อยากรับพ่อเข้าทำงานอีก นี้คือทางออกของพ่อ ที่พ่อเราคิดว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว พอได้คุยปรึกษากับญาติๆ ทางบ้านก็ยินดี เพราะเราเองและแม่ และทุกคนที่บ้านอยากเห็นผ้าเหลืองของพ่อ อยากให้พ่อได้สุขใจ ได้ปฏิบัติตัวในทางธรรม อย่างที่พ่อตังใจไว้ หลังจากนั้นพอพ่อกลับมาถึงบ้านได้ไม่กี่วัน ทางบ้านเราก็จัดงานบวชพ่อ ตามประเพณี และพิธีการทุกๆอย่างจนเสร็จสิ้น ได้เห็นผ้าเหลืองพ่อแล้วก็มีความสุข เราและแม่ดีใจมากที่พ่อเลิกเหล้าได้ วันที่พ่อออกเดินบิณฑบาตมาถึงหน้าบ้าน เราก็วิ่งจับโถใส่ข้าว เพื่อจะใส่บาตรหลวงพ่อ เราตักข้าวใส่บาตรพ่อ อยู่ๆน้ำตาเราก็ไหลออกมา เราก็ยิ้มแบบอายๆปาดน้ำตาต่อหน้าพระสงฆ์หลายรูปเลย หลังจากนั้น 2 เดือน แม่ก็มาล้มป่วย วันนั้นเวลาประมาณ 06.30 เราบอกแม่ และ ขอร้องแม่ ว่าวันนี้แม่อย่าไปไหนนะ แม่อยู่กับหนูนะ วันนี้หนูรู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ รู้สึกว่ามันไม่สบายใจเลย ก่อนที่แม่จะเดินออกจากบ้าน เราก็กำลังทำงานบ้านอยู่ หันมาอีกทีแม่เดินไปไหนแล้ว เราตกใจคิดมากกว่าเดิมเลย กลัวจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่รึเปล่า ใจหวิวๆแบบนี้ ผ่านไปประมาณ 20 นาทีได้ ตอนนั้นเราซักผ้าอยู่หลังบ้าน มีคนมาเรียกอยู่หน้าบ้าน ตะโกนว่า หนึ่ง หนึ่งแม่เองเป็นลม ล้มอยู่ในป่านั่นน่ะ ไปดูแม่เองเร็ว คือสภาพเราตอนนั้นยังไม่ได้อาบน้ำ มือและขาก็เปื้อนคราบผงซักฟอก (แฟ๊บ) ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกจริงๆ นอกจากวิ่งไปสภาพแบบนั้นเพื่อจะไปดูแม่ พอวิ่งไปถึงเท่านั้นแหละ ทุกอย่างเหมือนหยุดอยู่กับที่ สมองเราเหมือนไม่มีการทำงานใดๆ จนหลวงพ่อรู้เรื่องจากชาวบ้าน ท่านก็นิมนต์มาเอง (ที่หลวงพ่อนิมนต์มาเองได้ ก็คือจุดที่เป็นบริเวณป่าติดกับวัด) หลวงพ่อก็บอกเราว่า ตั้งสตินะโยมลูก ตั้งสติโทรเรียกรถ 1669 ยังไม่ทันได้กดหมายเลขก็ มีคนผ่านมาทางวัดก็เข้ามาช่วยและโทรให้แล้ว ขอบคุณจริงๆช่วยเหลือหนู ผ่านไปประมาณ 5 นาที ก็มีรถฉุกเฉินมา และก็อุ้มขึ้นรถ คนขับรถบอกว่า ญาติรีบขึ้นรถเลยครับ คือตอนนั้นเราขึ้นรถฉุกเฉินไปกับแม่ทันที ที่รู้สึกแย่กว่าเดิม เพราะแม่ไม่ได้สติเลย แม่หายใจทางปากถี่มากและเบา ตาเหมือนจะหลับลงทุกที เราก็กอดแม่จับหน้าแม่ บอกแม่ตลอดทางเลยว่า แม่ แม่จ๋า แม่ตื่นมาคุยกับหนูนะแม่ แม่อย่าหลับนะ แม่ได้ยินหนูไหม เดี๋ยวเราก็ถึงมือหมอแล้วนะ แม่รอหนูหน่อย. เราพูดตลอดทาง พูดเพื่อเรียกแม่ให้มีการตอบสนองบ้าง ถึงโรงพยาบาลในตัวอำเภอ หมอก็บอกว่าต้องส่งไปโรงพยาบาลจังหวัดอย่างเดียวเลยค่ะ เราก็ขึ้นรถฉุกเฉินไปกับหมอผู้หญิง สองคน หมอก็พูดให้กำลังใจตลอดทาง บอกว่าไม่ต้องกลัวนะ ถึงมือหมอแม่หนูต้องปลอดภัย ไปถึงโรงพยาบาลก็ไปแบบไม่รู้อะไรเลย ได้แต่เดินตามคนเข็นรถแม่ ไปห้องฉุกเฉิน ไปห้องเอกซเรย์ จนได้ขึ้นไปอยู่ตึกอายุกรรม 5 เราอยู่กับแม่สองคน เรายืนมองแม่ทั้งที่ไม่มีน้ำตา ความรู้สึกของเราตอนนั้นมันร้องไม่ออกเลย ตกใจและกังวลไปหมด เรานอนดูแม่ทั้งทีไม่ได้อาบน้ำ ไม่มีอะไรติดตัวไปเลยแม้แต่เงินสักบาทก็ไม่มี ยังดีที่วันนันเป็นวันเสาร์ เราปิดเรียนพอดี เช้ามา หลวงพ่อก็ส่งพี่สาวกับแฟนพี่สาวมา พี่สาวที่หมายถึงนี้คือ. ลูกของน้องชายแม่ ได้พี่คนนี้นี่แหละ ที่ได้ช่วยดูแลแม่สลับกับเรา เราก็ต้องกลับมาบ้านก่อน เพราะช่วงนั้นเราต้องสอบเลื่อนชั้นขึ้น ม.5 จังหวะที่แม่เป็น เราไม่ได้อ่านหนังสือเลย เพราะเราต้องไปดูแม่ กลับมาจากโรงเรียน เราก็เหมารถไปหาแม่ ช่วงนั่นค่าใช้จ่ายเยอะมากๆ เงินเก็บเริ่มน้อยลงทุกที เราไม่รู้จะทำยังไงแล้ว จะปรึกษาใครดี ญาติพี่น้องเราก็ช่วยดูแลในเรื่องต่างๆนะ แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเราเองก็เข้าใจว่าเขาก็มีครอบครัวของเขาที่ต้องดูแล
ไม่ว่าจะเรื่องความเป็นอยู่

ซึ่งช่วงนั้น เราก็ต้องอยู่บ้านคนเดียว ดูแลทุกอย่างเลย แต่ก็มีบางความคิดเห็นของญาติฝ่ายพ่อ ที่เราเก็บมาคิดเสียใจลึกๆเหมือนกัน ก็ตอนนั้นน้าเราเขาโทรหาเรา เวลานั้นเรากำลังเรียนคาบสุดท้ายอยู่ เราก็ไม่รับสาย และน้าก็โทรมาเรื่อยๆจนเรารับสาย ต้าก็ขึ้นเสียงว่าเรา โทรมาถามว่าเคยรักแม่รึเปล่า ทำไมถึงต้องให้หลานแม่ไปเฝ้า ทั้งที่ตัวเองเป็นลูกแท้ๆ กลับไม่ค่อยได้ดูแล ทำไมจะต้องใส่ใจการเรียนมากกว่าแม่ แม่เองสำคัญกว่านะ เราก็เลยเลยตอบไปว่า หนูรักแม่มากนะน้า แต่จะให้หนูเลิกเรียนเลยหรอ หนูก็ใกล้จะสอบจบแล้ว ทำไมต้องมาพูดแบบนี้ หนูเสียความรู้สึก หนูเสียใจเหมือนกัน แต่หนูเลิกเรียนไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ หนูจะต้องไปต่อนะน้า หนูจะไม่ทำลายความหวังแม่หรอก ถึงแม้แม่จะป่วยอยู่ หนูจะต้องผ่านมันไปให้ได้ และเราก็ตัดสายน้า และก็คิดในใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น เกิดอะไร เราสับสนไปหมด

วันต่อมาลุงโทรมา เราก็รับสาย ลุงโทรมาว่าอีกคนแล้ว เราทำอะไรผิดพลาดไป เราพยายามแยะทุกเรื่อง แต่ที่ทำได้เราคิดอยู่2 เรื่อง คือเรื่องแม่ กับ เรื่องเรียน เรานอนไม่เคยหลับตั้งแต่แม่เป็นป่วย ส่วนพ่อ ก็คอยถามว่าแม่เป็นยังไงบ้าง จนหลวงพ่อก็ไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล หลวงพ่อก็บอกกับเราว่า อย่าคิดมาก ทุกอย่างย่อมมีทางแก้มีทางออกเสมอ ชีวิตหนูยังต้องเจออะไรอีกมาก อย่าท้อเด็ดขาด นี่คือช่วงเวลาที่หนูจะได้ตอบแทนบุญคุณ ได้ดูแลโยมแม่นะ เข้าใจใช่ไหม? เราก็ยกมือไหว้ พยักหน้าปนกับร้องไห้ต่อหน้าหลวงพ่อ และสีหน้าหลวงพ่อก็ดูเหมือนคิดอะไรสักอย่าง แต่ท่านไม่พูดอะไร และก็นิมนต์กลับทันที

แม่เรานอนรักษาตัว เป็นเวลาอาทิตย์กว่า
วันแรก อาการแม่ช่วงแรก 50/50 หมอใส่สายช่วยหายใจ เจาะนู่นนี่เต็มไปหมด เราเจ็บปวด ทรมาณแทนแม่เหลือเกิน แม่จำเราไม่ได้เลยช่วงนั้น แม่เพ้อบ่อยมาก แม่พูดว่าแม่เจอผู้หญิงคนนั้น คนนี้ ยิ้มให้ แม่ไม่มีแม้แรงจะลุก เข้าห้องน้ำเองไม่ได้ เวลาปวดหนักปวดเบา ก็ใส่แพมเพิทให้ คือนอนอยู่กับที่ตลอดเวลา

เข้าวันที่ 2 หมอมาคุยกับเราและพี่สาวเราว่า ผู้ป่วยมีเลือดคลั่งในสมองมาก เกล็ดเลือดแตกตัวหลายจุด ทำให้ความทรงจำของสมอง ขาดหายไปบ้าง มีอาการเพ้อเหมือนคนหลอน
จะต้องการผ่าตัด หรือไว้แบบเดิม เพราะถ้าหากผ่าตัดจะเสี่ยงมาก ถ้าไว้แบบนี้ ก็อาจจะมีผลน้อยกว่า แต่ผู้ป่วยจะไม่สามรถกลับมาเดินได้อีก สิ่งที่ช่วยเยียวยาได้ คือการกายภาพ บำบัด เป็นประจำ เพราะตอนนี้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งตัว ซึ่งครึ่งตัวซ้ายตายไปครับ แต่ยังไงหมอก็ว่า 50/50 เท่ากัน หลังจากฟังหมอพูดจบ เราก็เลยตอบไปว่า หนูจะไม่ให้แม่ผ่าตัดค่ะ เพราะในการผ่าตัดมันเสี่ยงและอันตรายมาก ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เรายังไม่อยากจะเสียแม่ไป และเราจะเสียใจไปตลอดชีวิต แต่ก็คิดกลับกัน เพราะหากแม่กลับมาบ้าน แม่ก็เดินไม่ได้ เราเข้าใจความรู้สึกแม่แล้วว่า จากคนที่เคยเดินได้ แต่กลับต้องอยู่กับที่ มันแสนทรมาณแค่ไหน และยากที่จะทำใจยอมรับได้

วันที่  3-5 แม่ก็เริ่มดีขึ้น  เริ่มพูดสื่อสารได้ จากวันแรกๆที่คุยกันไม่รู้เรื่องเลย เราไปหาแม่ทุกวันหลังจากสอบเสร็จ ตอนที่เราเข้าห้องสอบนั้น เราทำข้อสอบไม่ได้เลย เราคิดถึงแต่แม่ คิดถึงแต่เรื่องแม่ คิดว่าจะต้องทำยังไงต่อไป ในเมื่อแม่ไม่สามารกลับมาเดินได้แล้ว จะทำยังไงต่อไปดี จะเรียนต่อดีไหม หรือพอแค่นี้ก่อน จะหาเงินจากไหนดูแลแม่ คิดเยอะมาตอนนั้น ทำข้อสอบเรากามั่วทุกข้อเลย และเราก็เตรียมใจว่า ผลการเรียนก็คงออกมาไม่ดีแน่เลย กลับแย่ไปกว่าเดิมอีก หลังจากที่แม่กลับมาบ้านได้ 2 วัน ก่อนจะถึงวันทีเกรดออก เราให้เพื่อไปดูเกรดให้ ก็แทบทรุดไปอีก ติด 0 วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานไป 1 ตัว เครียดไปอีก...เฮ้ออออ...นี่เราทำอะไรของเราไปวะเนี่ย มันจะไปกันใหญ่แล้วนะหนึ่ง!! เรานี่กังวลมาก กลัวแม่รู้ กลัวหลวงพ่อรู้ แต่สุดท้ายก็ปิดไม่อยู่ เลยบอกความจริงไป ท่านก็ไม่ว่าอะไร ท่านบอกว่า ก็เพราะคิดเยอะ คิดมาก ก็กังวลมาก ไม่รู้จักปลงไง ทุกอย่างมันเกิดขึ้น เราก็ต้องยอมรับความจริง มัวแต่ไปเครียดอยู่กับมัน อะไรที่ทำอยู่ก็มีผลเสียตามมาเสมอ..  

พอเป็นแบบนี้มาได้ 3 เดือนหลวงพ่อก็ตัดสินใจ ต้องสึกออกจากการเป็นพระ เพราะหลังจากวันที่แม่ออกจากโรงพยาบาล พี่สาวเราก็ช่วยดูแลแม่มาตลอด ทั้งเรายังต้องเรียนให้จบ พ่อเราไม่สบายใจถ้าหาก พี่สาวเราไม่ได้ดูแลแม่แล้ว ดังนั่นเราก็น้องดูแลแม่เองแล้วล่ะ เพราะเหตุผลนี้แหละ พ่อจึงต้องทำแบบนี้ สงสารพ่อมากนะ ที่ไม่สามารถเข้าทางธรรมได้ เหมือนอะไรดลบันดาลให้ต้องมาเป็นแบบนี้ จะได้เป็นพระ แต่กลับต้องมาดูแลแม่เราที่ป่วย ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น มีความสุข แต่ไม่ใช่เลย ต้องมีอุปสรรคเข้ามาขัดขวาง ตอนนี้มันถึงเวลาแล้ว เราเองก็พยายามตั้งใจเรียนตลอดมา เรากับพ่อก็ช่วยกันดูแลแม่ตลอดมา อะไรในชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เหมือนจะแย่ลงทุกที แสงเทียนที่เคยคิดว่า คอยส่องสว่างอยู่ข้างหน้า ตอนนี้ก็ริบหรี่ลงเรื่อยๆ เรา 3 คนใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อยมา

หลังจากนั้น ผ่านมาก็เกือบ 3 ปีแล้ว เวลาผ่านไปไวจริงๆเราเรียนจบม.6 แล้ว ที่แม่เป็นแบบนี้มาตลอด แม่ไม่หายจากการเป็นอัมพาตเลย แม่มีแต่เจ็บ มีแต่ปวดขึ้นทุกวัน เราเองไม่เคยสบายใจ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ พ่อพาไปรักษาทุกที่ที่ไปได้ ซื้อยาทุกตัวที่เขาบอกว่ากินแล้วหาย พาแม่ไปฝังเข็ม เกือบทุกอาทิตย์ พาไปนวดทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ทำไมนะ 😢 ชีวิตครอบครัวเราจะต้องเป็นแบบนี้ เราคิดน้อยใจในโชคชะตาเหมือนกัน  พ่อเราทำทุกอย่าง อยากให้แม่หาย หรืออย่างน้อยก็ใผ้ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ทุกครั้งไม่ว่าจะกินข้าว จะนอน พ่อคิดมากมาตลอด เราดูออก จนทำให้พ่อเครียดและกลับมาดื่มเหล้าแบบเดิม เราทุกข์ใจมากกว่าเดิมอีก ตอนนี้เราเรื่องคิดให้ทำมากมาย แต่เราไม่รู้จะเริ่มยังไงต่อกับชีวิต เราเป็นคนขี้อาย กลัวคนมากๆ ไม่รู้จักกล้าเผชิญความจริง เราจะชอบคิดมากมาตลอด คิดกังวลกับทุกเรื่อง เป็นคนโลเลเอามากๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่