สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 19
ผมว่าคุณลองลดมุมมองในแง่ที่ว่าบ.ข่มขู่ลงน่าจะดีนะครับ เพราะเท่าที่ผมอ่าน(โดยที่ไม่เห็นหน้าตาและน้ำเสียงของคนพูด) มันดูไปในทางขอความร่วมมือหรือแจ้งให้ทราบมากกว่าบังคับข่มขู่นะครับ
ที่สำคัญในความคิดผม ถ้าผมเป็นบ.แล้วมีคนกลับมาจากต่างประเทศแล้วลาออกบ่อยๆเข้า บ.จะจัดให้มีการเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไปเลยก็ยังไม่แปลกด้วยซ้ำครับ
หรือบางทีดีไม่ดีก็แค่ให้เซ็นไว้เฉยๆ เวลามีคนลาออกจริงๆไม่ทำการฟ้องร้องหรือติดแบล็กลิสต์จริงๆด้วยซ้ำก็มีครับ เพราะงั้นต่อให้ทำขนาดนี้ผมว่ายังรู้สึกว่าเป็นระเบียบปกติที่บริษัทควรจะทำนะครับ
หรือสรุปสั้นๆก็คือ ผมว่าบริษัทคุณเป็นบริษัทที่มีความไว้วางใจในตัวพนักงานสูงมากนะครับ เลยใช้ระบบสัญญาปากเปล่าแบบนี้
ที่สำคัญในความคิดผม ถ้าผมเป็นบ.แล้วมีคนกลับมาจากต่างประเทศแล้วลาออกบ่อยๆเข้า บ.จะจัดให้มีการเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไปเลยก็ยังไม่แปลกด้วยซ้ำครับ
หรือบางทีดีไม่ดีก็แค่ให้เซ็นไว้เฉยๆ เวลามีคนลาออกจริงๆไม่ทำการฟ้องร้องหรือติดแบล็กลิสต์จริงๆด้วยซ้ำก็มีครับ เพราะงั้นต่อให้ทำขนาดนี้ผมว่ายังรู้สึกว่าเป็นระเบียบปกติที่บริษัทควรจะทำนะครับ
หรือสรุปสั้นๆก็คือ ผมว่าบริษัทคุณเป็นบริษัทที่มีความไว้วางใจในตัวพนักงานสูงมากนะครับ เลยใช้ระบบสัญญาปากเปล่าแบบนี้
กระต่ายเมืองกรุง ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1556167 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 700857 ถูกใจ, Princess_oF_Blueworld ถูกใจ, อาราเล่ ณ สวนเอเดน ถูกใจ, sawatcafe ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1277931 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3870059 ถูกใจ, ชอบกินช็อกโกแล๊ต ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1101882 ถูกใจรวมถึงอีก 21 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 20
สำหรับบริษัทแล้วโบนัสจ่ายเพื่อให้อยู่ทำงานต่อไปค่ะ ไม่ได้จ่ายให้เพราะทำความดีที่ผ่านมา
การประเมินโบนัสก็แค่ประเมินว่าคนนี้ทำงานดีมั้ย ควรให้เท่าไรเพื่อให้มีแรงจูงใจให้เค้าอยู่ต่อ
แต่พนักงานมักจะคิดว่านี่คือสิ่งที่ควรได้เพราะทำงานหนักมาทั้งปี แต่บริษัทไม่ได้มองแบบนั้นหรอกค่ะ
ส่วนเรื่องอยู่ต่อ 1 ปี คุณยังดีค่ะไม่เซ็น บริษัทส่วนใหญ่จับเซ็นกันทั้งนั้นค่ะ
ละเอียดถึงขนาดที่ว่า 1 เดือนอยู่ 1 ปี กี่เดือนอยู่กี่ปี ยังไม่รวมว่าถ้าส่งไปเทรนนิ่ง
ก็ห้ามลาออกภายในกี่เดือนๆ เค้าทำกันแบบนี้ค่ะ เป็นปกติมากๆ
คุณอาจจะไม่เคยเจอบวกกับการพูดที่อาจจะใช้วิธีพูดที่ไม่ดีเท่าไรเลยรู้สึกไม่ดี
ถ้าเอา 2 เรื่องมารวมกัน คุณยังคิดถึงแต่ตัวเองเลยว่าถ้าได้ไปแล้วกลับมาเจอที่ดีกว่าก็พร้อมจะไป ไม่สนใจบริษัท
ทั้งๆที่บริษัทต้องจ่ายเงินให้คุณแต่กลับไม่ได้รับผลกลับมาพัฒนาบริษัทตัวเองต่อเพราะคุณคงจะลาออกเมื่อเจอโอกาสที่ดีกว่า
ดังนั้นจะต่างกันตรงไหนคะ ที่คุณทำงานหนักมาทั้งปี แต่ไม่ได้รับผลลัพธ์กลับมา เพราะบริษัทเอาเงินไปจ่ายให้คนอื่นดีกว่าค่ะ
คุณกับบริษัทก็คือธุรกิจค่ะ อยู่ด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทน คุณคิดแบบนั้น บริษัทก็คิดเช่นเดียวกันค่ะ
การประเมินโบนัสก็แค่ประเมินว่าคนนี้ทำงานดีมั้ย ควรให้เท่าไรเพื่อให้มีแรงจูงใจให้เค้าอยู่ต่อ
แต่พนักงานมักจะคิดว่านี่คือสิ่งที่ควรได้เพราะทำงานหนักมาทั้งปี แต่บริษัทไม่ได้มองแบบนั้นหรอกค่ะ
ส่วนเรื่องอยู่ต่อ 1 ปี คุณยังดีค่ะไม่เซ็น บริษัทส่วนใหญ่จับเซ็นกันทั้งนั้นค่ะ
ละเอียดถึงขนาดที่ว่า 1 เดือนอยู่ 1 ปี กี่เดือนอยู่กี่ปี ยังไม่รวมว่าถ้าส่งไปเทรนนิ่ง
ก็ห้ามลาออกภายในกี่เดือนๆ เค้าทำกันแบบนี้ค่ะ เป็นปกติมากๆ
คุณอาจจะไม่เคยเจอบวกกับการพูดที่อาจจะใช้วิธีพูดที่ไม่ดีเท่าไรเลยรู้สึกไม่ดี
ถ้าเอา 2 เรื่องมารวมกัน คุณยังคิดถึงแต่ตัวเองเลยว่าถ้าได้ไปแล้วกลับมาเจอที่ดีกว่าก็พร้อมจะไป ไม่สนใจบริษัท
ทั้งๆที่บริษัทต้องจ่ายเงินให้คุณแต่กลับไม่ได้รับผลกลับมาพัฒนาบริษัทตัวเองต่อเพราะคุณคงจะลาออกเมื่อเจอโอกาสที่ดีกว่า
ดังนั้นจะต่างกันตรงไหนคะ ที่คุณทำงานหนักมาทั้งปี แต่ไม่ได้รับผลลัพธ์กลับมา เพราะบริษัทเอาเงินไปจ่ายให้คนอื่นดีกว่าค่ะ
คุณกับบริษัทก็คือธุรกิจค่ะ อยู่ด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทน คุณคิดแบบนั้น บริษัทก็คิดเช่นเดียวกันค่ะ
Superguiman ถูกใจ, กระต่ายเมืองกรุง ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1556167 ถูกใจ, Princess_oF_Blueworld ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1277931 ถูกใจ, 29February ถูกใจ, ชอบกินช็อกโกแล๊ต ถูกใจ, snow pink ถูกใจ, tachycardia ถูกใจ, ปลาทองแก้มยุ้ย ถูกใจรวมถึงอีก 9 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
มนุษย์เงินเดือน
พนักงานบริษัท
บริษัทจะให้ไปบริษัทแม่ที่ต่างประเทศ 1 เดือน แต่บังคับ(ทางจิตใจ)ว่าห้ามออก 1 ปี ควรตัดสินใจอย่างไรดี
เราได้ยินแบบนี้ก็ช็อคไปชั่วขณะ และมึนงงไปหมด ว่าควรจะทำยังไงดี มีคำถามในใจเยอะมาก จริงๆก็ไม่ได้คิดว่าจะลาออกภายใน 1 ปีหลังจากกลับมา แต่พอได้ยินก็รู้สึกเสียใจและหมดศรัทธา ว่าบริษัทที่เราตั้งใจทำงานมาตลอด ช่วยน้องๆ เพื่อนๆ ให้ตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่พอมาถึงวันที่เราจะได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตา แต่กลับเหมือนจะติดคุก(ทางใจ) ไป 1 ปี ถึงเหตุผลที่ว่า ควรจะกลับมาถ่ายทอดวิชาสักระยะจะมีเหตุผลก็ตาม แต่การไปนั่งทำงานที่เมืองนอกจะเน้นการสานสัมพันธ์เป็นหลัก เลยทำให้ไม่รู้ว่า มันต้องใช้เวลาถึง 1 ปีจริงๆเหรอเพื่อถ่ายทอดความรู้ (ในการสานสัมพันธ์การเพื่อนร่วมงานที่เมืองนอก) รวมทั้ง เราจำเป็นที่จะต้องตัดโอกาสของตัวเองไหม หากภายในช่วง 1 ปี มีโอกาสดีๆเข้ามาจริงๆ กลัว กลัวว่าจะติด black list กลัวว่าจากพี่ๆ เมเนเจอร์ที่เคยรักกัน จะกลายเป็นเกลียดกัน หากเราต้องออกจริงๆ -- สุดท้ายเลยบอกพี่ไปว่าขอเวลาตัดสินใจ และเช็คกับที่บ้านก่อน
หากเป็นเพื่อนๆ จะตัดสินใจยังไง