
เป็นอีกหนึ่งนางเอกแถวหน้าของวงการ สำหรับ มิน-พีชญา วัฒนามนตรี ที่มีผลงานออกมาตลอด แถมยังเป็นพรีเซ็นเตอร์ “การ์นิเย่ ไลท์ คอมพลีท ไวท์ สปีด ไนท์ โยเกิร์ต สลีปปิ้ง มาส์ก” มาอย่างต่อเนื่องด้วย ต้องบอกเลยว่าตลอด 8 ปีในวงการของมินนั้นผ่านเรื่องราวมากมาย ในวันนี้ “ดาวต่างมุม” เลยไม่พลาดไปพูดคุยกับสาวคนนี้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งเรื่องงานและชีวิตที่เจ้าตัวบอกว่าไม่เคยกลัวในการก้าวต่อไป และทุกข้อผิดพลาดทำให้เธอเติบโตขึ้น รวมทั้งเรื่องหัวใจที่ ณ วันนี้สดใสมาก เพราะได้หนุ่มนักธุรกิจ โอ๊ต-พิทักษ์ สภาธรรม มาดูแลด้วยความรักและเข้าใจกัน
อัพเดทผลงานให้ฟังหน่อย?
“เดี๋ยวมินจะมีละครอีกเรื่อง แต่ขออุบไว้ก่อน ให้แฟน ๆ ตื่นเต้น เรื่องนี้ก็แตกต่าง คาแรกเตอร์ค่อนข้างร้าย และได้เล่นกับเพื่อนสนิทด้วย (ยิ้ม) แต่ทั้งนี้ก็รอวันบวงสรวง น่าจะเลยกลางปีนี้ไป เพราะเราเพิ่งรีไรท์บทใหม่เสร็จ เพื่อความลงตัว เราอยากให้มันออกมาดีที่สุด เพราะทุกคนก็รอคอยเรื่องนี้อยู่ค่ะ”
ดูไม่ค่อยรับงานละครเยอะ ตอนนี้มีวิธีเลือกรับบทบาทยังไง?
“จริง ๆ มินเล่นละครมาเยอะ เวลาที่ทำอะไรก็ทุ่มสุดตัว เราชอบเรื่องการแสดงอยู่แล้ว ในยุคนึงเรามีโอกาสเข้ามาในชีวิตก็คว้า มินไม่เคยปฏิเสธละครเลยแม้แต่เรื่องเดียว แต่พอถึงจุดนึงที่เราเล่นบทแบบนี้มาหลายรอบ ตอนนี้เราเริ่มโตขึ้น และช่อง 7 ก็มีนักแสดงใหม่เยอะ มินมองว่าทุกคนเก่งหมด เราเห็นบทที่เหมาะกับใคร คือมินใจกว้างกับเรื่องนี้ ไม่ค่อยยึดติด บทแบบนี้เราเล่นแล้วซ้ำ ก็ให้คนอื่นได้เล่น คนอื่นก็จะได้มีโอกาสเกิดขึ้นในวงการ ถ้าเรารู้สึกว่าจะทำบทนี้ได้ไม่ดีมินไม่เล่น จะซื่อสัตย์กับตัวเองมาก ๆ ดังนั้นแต่ก่อนคือรอโอกาส แต่ตอนนี้คือรักษาคุณภาพของนักแสดงที่ดี ไม่ใช่รับไปหมดแล้วไม่มีอะไรดีสักอย่าง เราจะได้โตขึ้นด้วยจากบทบาทนั้น ๆ ส่วนคนที่เหมาะกับบทดี ๆ เขาก็จะโตขึ้นค่ะ”
เคยไปร่วมงานระดับเอเชียมาแล้ว อย่างภาพยนตร์จีน “เดอะ เนิสเซอรี่” ได้ประสบการณ์อะไรมาบ้าง?
“ได้ประสบการณ์เยอะเลย มินชอบทำอะไรใหม่ ๆ เราอยากโตขึ้น สนุกในการทำงาน เลยลองไปแสดงเรื่องนี้ดู ซึ่งก็ชอบนะคะ เพราะมินชอบชาวต่างชาติ ชอบแลกเปลี่ยน แต่เวลาไปมันมีปัญหาเรื่องคิว เพราะไปทีเป็นเดือน แต่ไปตอนนั้นคุ้มมาก ส่วนทิศทางทำงานกับงานเมืองนอก จริง ๆ ก็มีเข้ามา แต่เราเริ่มสนุกกับการทำธุรกิจ มินไม่ทิ้งการแสดงแน่นอน มินเป็นคนสร้างงานนี้ขึ้นมากับมือ แต่เราเริ่มสนุกกับการทำงานตรงอื่นไปด้วย คือที่บ้านมินทำเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาฯ ตอนนี้อะไรที่ให้มินได้ศึกษาก็เอาหมด ธุรกิจมินก็แยกออกมาทำเองค่ะ”
เป็นอีกคนที่มีดราม่าในการโพสต์ลงโซเชียลตลอดเลย?
“มินไม่มองว่าเป็นดราม่า ทุกคนเคยผิดพลาดได้ ตัวมินเองก็เคยผิดพลาด อย่างเรื่องกระเป๋าครั้งนั้น มินอาจโพสต์เพราะเราภูมิใจที่เป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง แต่จุดนั้นคนไม่มองตรงนั้นแล้ว เขามองในมุมมองของเขา เป็นอีกเรื่องไปเลย แต่เราก็ไม่เป็นไร ในเมื่อไม่ชอบก็ไม่โพสต์ ส่วนคิดมากขึ้นก่อนโพสต์ลงในโซเชียลมั้ย คือมินไม่ใด้ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานความกลัว มินมีความสุขเหมือนเดิม แต่เรารู้ว่าการเป็นคนของสังคมต้องทำอะไร การเป็นตัวของตัวเองมันดีนะ แต่ต้องรู้ว่าเราเป็นต้นแบบของสังคม ถ้าเราเป็นแบบนี้แล้วสังคมทำตามมันก็ไม่ดี หากอยากบ้า ๆ บอ ๆ ก็ไปทำหลังบ้าน เรายังมีความสุขแต่รู้ว่าอยู่โซนไหน ละเอียดกับการแสดงออกในแต่ละพื้นที่มากขึ้นค่ะ”
บางครั้งคนที่ไม่ได้รู้จักเรา มาใช้คำวิจารณ์แรง ๆ ว่าเรา เช่น อวดรวย บั่นทอนจิตใจมากน้อยแค่ไหน?
“ไม่เลย มินเป็นคนไม่คิดเรื่องพวกนี้ มินก็ยังเที่ยว ยังโพสต์เหมือนเดิม บางทีการผิดครั้งนึงของเรา อาจเป็นสิ่งที่เขาจำและตีความตัดสิน แต่สำหรับคนรอบตัวหรือคนที่รักเรา เขาก็จะเป็นกระบอกเสียงที่ทำให้คนกลุ่มนั้นสัมผัสได้
มินว่าเราน้อยมากนะ มินอวดแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ คนธรรมดายังอวดมากกว่าอีก มันคือข้อคิดเห็น ซึ่งเรารับฟังจะได้รู้ว่าสังคมต้องการอะไรค่ะ”
กลัวว่าดราม่าต่าง ๆ จะทำให้คนชื่นชอบเราลดลงมั้ย?
“มินเชื่อว่ามันมีกลุ่มคนที่ไม่สนใจเรื่องเมาท์มอย คนที่ชอบกอซซิปอาจเป็นเรื่องวุฒิภาวะ แต่อย่าไปตีความว่าเป็นคนทั้งโลกเกลียดเรา นั่นคือกลุ่มคนจำนวนนึง ยังมีคนอีก 70 ล้านคนหรือในประเทศจีน ที่เป็นแฟนคลับเรา เรามีคนรักมากกว่ามีคนเกลียด และคนเหล่านี้แหละที่ทำให้เรามีความสุขค่ะ”
คติประจำใจที่มินยึดอยู่ในตอนนี้คืออะไร?
“ทุกอย่างอยู่บนความเข้าใจและมีความสุขค่ะ ทุกวันคือการก้าวเดินต่อไป เราอาจมีพลาดก็แค่ปรับปรุง เราอาจมีวันที่ประสบความสำเร็จมากก็ยินดีกับมัน แต่อย่าไปยึดติด ทุกวินาทีของชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ในวินาทีที่ร้องไห้ ก็ให้รู้ว่าร้องไห้ วินาทีที่มีความสุข ก็ให้รู้ตัวว่ามีความสุข แล้วชีวิตก็จะมีความหมายในทุกวินาที อยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตคุณเคยพลาด ก็จมอยู่กับข้อผิดพลาดนั้นตลอด จนไม่สามารถมีสิ่งสวยงามเข้ามา มีคนรักเรามาก แล้วถ้าเราทำผิดพลาด คิดว่าเขาอยากเห็นเราจมกองทุกข์ตลอดมั้ย แฟนคลับที่รักมิน พ่อแม่ที่รักมิน รวมถึงคนที่รักมินมากกว่าคนที่ไม่รัก เราจะเลือกแคร์ใครมากกว่า เพราะคนเหล่านั้นเป็นความสุขของมิน และมินเป็นความสุขของเขา สิ่งสำคัญคือเราคงไม่หยุดก้าวเดินต่อไป เพราะชีวิตมันเหมือนบทในหนังสือ อยู่ที่จะเขียนมันออกมายังไง ถ้าเราเขียนด้วยความกลัว ชีวิตต่อจากนี้ก็คงมีแต่เรื่องน่ากลัว ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แต่ถ้าเราเดินไป ปล่อยวางทั้งความสำเร็จ ทั้งอดีตที่ไม่ชื่นชอบ อยู่กับปัจจุบันและคนที่เรารัก ชีวิตเราก็จะดำเนินไปอย่างสวยงาม แม้ในอนาคตจะเป็นยังไง แต่รู้ว่าเรามีความสุข เราเกิดมาเพื่อมีชีวิต ไม่มีใครมีกราฟชีวิตเป็นเส้นตรง ถ้าเป็นเส้นตรงคือคนตาย แต่ถ้ามีขึ้นลงนั่นคือเรามีชีวิตค่ะ”
มุมมองที่เรามีต่อวงการบันเทิงเปลี่ยนไปจากวันแรกมั้ย?
“เปลี่ยนค่ะ ตอนแรกคิดว่าไม่ได้สวยงาม คุณพ่อมินเป็นนักธุรกิจ ออกแนวตรง ๆ พอมาอยู่ในวงการมันเป็นอีกโลกที่ต้องทำความเข้าใจ มันเซนซิทีฟ พูดตรง ๆ ไม่ได้ เคยลองมาแล้ว พูดตรงคือตายเลย คนไม่เคยอยู่ก็ไม่รู้ว่าวงการเป็นยังไง ส่วนคนที่อยู่เขาก็ไม่ป่าวประกาศว่าคืออะไร วิธีเดียวที่จะรู้ได้คือค้นหาเอง เพราะบ้านเราไม่มีคนอยู่ในวงการ มินลองเองทุกอย่าง ก็โดนเอง มินไม่ค่อยกลัว พลาดก็ทำใหม่ ปะป๊ามินสอนว่าอย่าไปกลัว ถ้าพลาดถือว่าจ่ายค่าหน่วยกิต ขอให้เราได้ลอง ทุกข้อผิดพลาดคือการเติบโต ถ้าผิดพลาดแล้วอย่าไปทำอะไรอีก แทนที่เราจะก้าวเข้าสู่ความเข้าใจในเรื่องนั้น แต่พอพลาดก็กลัว ไม่ไปต่อ แทนที่จะเอาข้อผิดพลาดนั้นมาทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม ในวงการวันแรกกับวันนี้ของมินไม่เหมือนกัน วันแรก มินไม่เข้าใจเลย ก็ทดลอง พอทำความรู้จัก ณ วันนี้คุ้นเคยแล้ว มินมีความสุขกับทุกพื้นที่ อะไรที่ไม่ชอบก็ต้องอยู่กับมันให้ได้บ้าง เรียกว่าปรับตัว”
ณ วันนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง?
“มินคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จระดับนึงนะ แต่ชีวิตมันหยุดเดินไม่ได้ ตราบใดที่ชีพจรยังขึ้นลง อย่าไปคาดหวังอะไร แค่รู้ว่าทุกวันนี้เราแฮปปี้พอแล้ว มินมีเป้าหมายในชีวิตเยอะมากที่อยากไปถึง อยากสนุกกับชีวิต มินไม่ได้ยึดติดกับการเป็นอะไร รวมทั้งเป็นนางเอกด้วย ส่วนเรื่องการเป็นซูเปอร์สตาร์นาน ๆ คือบางคนอาจโอเคกับตรงนี้ แต่มินมองว่าอะไรคือความสุขของเรามากกว่า ไม่ได้มองว่าต้องแข่งกับใคร ทุกคนมีรูปแบบชีวิตตัวเอง และเราเท่านั้นที่จะกำหนดมัน มินชอบความท้าทาย ถ้าทำอะไรแล้วเริ่มรู้สึกจำเจ ก็จะไปลองอะไรใหม่ ๆ ค่ะ
"มิน พีชญา" เรียนรู้ทุกจังหวะชีวิตทั้งถูกผิด ไม่เคยกลัวพร้อมก้าวเดินด้วยความสุข
เป็นอีกหนึ่งนางเอกแถวหน้าของวงการ สำหรับ มิน-พีชญา วัฒนามนตรี ที่มีผลงานออกมาตลอด แถมยังเป็นพรีเซ็นเตอร์ “การ์นิเย่ ไลท์ คอมพลีท ไวท์ สปีด ไนท์ โยเกิร์ต สลีปปิ้ง มาส์ก” มาอย่างต่อเนื่องด้วย ต้องบอกเลยว่าตลอด 8 ปีในวงการของมินนั้นผ่านเรื่องราวมากมาย ในวันนี้ “ดาวต่างมุม” เลยไม่พลาดไปพูดคุยกับสาวคนนี้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งเรื่องงานและชีวิตที่เจ้าตัวบอกว่าไม่เคยกลัวในการก้าวต่อไป และทุกข้อผิดพลาดทำให้เธอเติบโตขึ้น รวมทั้งเรื่องหัวใจที่ ณ วันนี้สดใสมาก เพราะได้หนุ่มนักธุรกิจ โอ๊ต-พิทักษ์ สภาธรรม มาดูแลด้วยความรักและเข้าใจกัน
อัพเดทผลงานให้ฟังหน่อย?
“เดี๋ยวมินจะมีละครอีกเรื่อง แต่ขออุบไว้ก่อน ให้แฟน ๆ ตื่นเต้น เรื่องนี้ก็แตกต่าง คาแรกเตอร์ค่อนข้างร้าย และได้เล่นกับเพื่อนสนิทด้วย (ยิ้ม) แต่ทั้งนี้ก็รอวันบวงสรวง น่าจะเลยกลางปีนี้ไป เพราะเราเพิ่งรีไรท์บทใหม่เสร็จ เพื่อความลงตัว เราอยากให้มันออกมาดีที่สุด เพราะทุกคนก็รอคอยเรื่องนี้อยู่ค่ะ”
ดูไม่ค่อยรับงานละครเยอะ ตอนนี้มีวิธีเลือกรับบทบาทยังไง?
“จริง ๆ มินเล่นละครมาเยอะ เวลาที่ทำอะไรก็ทุ่มสุดตัว เราชอบเรื่องการแสดงอยู่แล้ว ในยุคนึงเรามีโอกาสเข้ามาในชีวิตก็คว้า มินไม่เคยปฏิเสธละครเลยแม้แต่เรื่องเดียว แต่พอถึงจุดนึงที่เราเล่นบทแบบนี้มาหลายรอบ ตอนนี้เราเริ่มโตขึ้น และช่อง 7 ก็มีนักแสดงใหม่เยอะ มินมองว่าทุกคนเก่งหมด เราเห็นบทที่เหมาะกับใคร คือมินใจกว้างกับเรื่องนี้ ไม่ค่อยยึดติด บทแบบนี้เราเล่นแล้วซ้ำ ก็ให้คนอื่นได้เล่น คนอื่นก็จะได้มีโอกาสเกิดขึ้นในวงการ ถ้าเรารู้สึกว่าจะทำบทนี้ได้ไม่ดีมินไม่เล่น จะซื่อสัตย์กับตัวเองมาก ๆ ดังนั้นแต่ก่อนคือรอโอกาส แต่ตอนนี้คือรักษาคุณภาพของนักแสดงที่ดี ไม่ใช่รับไปหมดแล้วไม่มีอะไรดีสักอย่าง เราจะได้โตขึ้นด้วยจากบทบาทนั้น ๆ ส่วนคนที่เหมาะกับบทดี ๆ เขาก็จะโตขึ้นค่ะ”
เคยไปร่วมงานระดับเอเชียมาแล้ว อย่างภาพยนตร์จีน “เดอะ เนิสเซอรี่” ได้ประสบการณ์อะไรมาบ้าง?
“ได้ประสบการณ์เยอะเลย มินชอบทำอะไรใหม่ ๆ เราอยากโตขึ้น สนุกในการทำงาน เลยลองไปแสดงเรื่องนี้ดู ซึ่งก็ชอบนะคะ เพราะมินชอบชาวต่างชาติ ชอบแลกเปลี่ยน แต่เวลาไปมันมีปัญหาเรื่องคิว เพราะไปทีเป็นเดือน แต่ไปตอนนั้นคุ้มมาก ส่วนทิศทางทำงานกับงานเมืองนอก จริง ๆ ก็มีเข้ามา แต่เราเริ่มสนุกกับการทำธุรกิจ มินไม่ทิ้งการแสดงแน่นอน มินเป็นคนสร้างงานนี้ขึ้นมากับมือ แต่เราเริ่มสนุกกับการทำงานตรงอื่นไปด้วย คือที่บ้านมินทำเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาฯ ตอนนี้อะไรที่ให้มินได้ศึกษาก็เอาหมด ธุรกิจมินก็แยกออกมาทำเองค่ะ”
เป็นอีกคนที่มีดราม่าในการโพสต์ลงโซเชียลตลอดเลย?
“มินไม่มองว่าเป็นดราม่า ทุกคนเคยผิดพลาดได้ ตัวมินเองก็เคยผิดพลาด อย่างเรื่องกระเป๋าครั้งนั้น มินอาจโพสต์เพราะเราภูมิใจที่เป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง แต่จุดนั้นคนไม่มองตรงนั้นแล้ว เขามองในมุมมองของเขา เป็นอีกเรื่องไปเลย แต่เราก็ไม่เป็นไร ในเมื่อไม่ชอบก็ไม่โพสต์ ส่วนคิดมากขึ้นก่อนโพสต์ลงในโซเชียลมั้ย คือมินไม่ใด้ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานความกลัว มินมีความสุขเหมือนเดิม แต่เรารู้ว่าการเป็นคนของสังคมต้องทำอะไร การเป็นตัวของตัวเองมันดีนะ แต่ต้องรู้ว่าเราเป็นต้นแบบของสังคม ถ้าเราเป็นแบบนี้แล้วสังคมทำตามมันก็ไม่ดี หากอยากบ้า ๆ บอ ๆ ก็ไปทำหลังบ้าน เรายังมีความสุขแต่รู้ว่าอยู่โซนไหน ละเอียดกับการแสดงออกในแต่ละพื้นที่มากขึ้นค่ะ”
บางครั้งคนที่ไม่ได้รู้จักเรา มาใช้คำวิจารณ์แรง ๆ ว่าเรา เช่น อวดรวย บั่นทอนจิตใจมากน้อยแค่ไหน?
“ไม่เลย มินเป็นคนไม่คิดเรื่องพวกนี้ มินก็ยังเที่ยว ยังโพสต์เหมือนเดิม บางทีการผิดครั้งนึงของเรา อาจเป็นสิ่งที่เขาจำและตีความตัดสิน แต่สำหรับคนรอบตัวหรือคนที่รักเรา เขาก็จะเป็นกระบอกเสียงที่ทำให้คนกลุ่มนั้นสัมผัสได้
มินว่าเราน้อยมากนะ มินอวดแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ คนธรรมดายังอวดมากกว่าอีก มันคือข้อคิดเห็น ซึ่งเรารับฟังจะได้รู้ว่าสังคมต้องการอะไรค่ะ”
กลัวว่าดราม่าต่าง ๆ จะทำให้คนชื่นชอบเราลดลงมั้ย?
“มินเชื่อว่ามันมีกลุ่มคนที่ไม่สนใจเรื่องเมาท์มอย คนที่ชอบกอซซิปอาจเป็นเรื่องวุฒิภาวะ แต่อย่าไปตีความว่าเป็นคนทั้งโลกเกลียดเรา นั่นคือกลุ่มคนจำนวนนึง ยังมีคนอีก 70 ล้านคนหรือในประเทศจีน ที่เป็นแฟนคลับเรา เรามีคนรักมากกว่ามีคนเกลียด และคนเหล่านี้แหละที่ทำให้เรามีความสุขค่ะ”
คติประจำใจที่มินยึดอยู่ในตอนนี้คืออะไร?
“ทุกอย่างอยู่บนความเข้าใจและมีความสุขค่ะ ทุกวันคือการก้าวเดินต่อไป เราอาจมีพลาดก็แค่ปรับปรุง เราอาจมีวันที่ประสบความสำเร็จมากก็ยินดีกับมัน แต่อย่าไปยึดติด ทุกวินาทีของชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ในวินาทีที่ร้องไห้ ก็ให้รู้ว่าร้องไห้ วินาทีที่มีความสุข ก็ให้รู้ตัวว่ามีความสุข แล้วชีวิตก็จะมีความหมายในทุกวินาที อยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตคุณเคยพลาด ก็จมอยู่กับข้อผิดพลาดนั้นตลอด จนไม่สามารถมีสิ่งสวยงามเข้ามา มีคนรักเรามาก แล้วถ้าเราทำผิดพลาด คิดว่าเขาอยากเห็นเราจมกองทุกข์ตลอดมั้ย แฟนคลับที่รักมิน พ่อแม่ที่รักมิน รวมถึงคนที่รักมินมากกว่าคนที่ไม่รัก เราจะเลือกแคร์ใครมากกว่า เพราะคนเหล่านั้นเป็นความสุขของมิน และมินเป็นความสุขของเขา สิ่งสำคัญคือเราคงไม่หยุดก้าวเดินต่อไป เพราะชีวิตมันเหมือนบทในหนังสือ อยู่ที่จะเขียนมันออกมายังไง ถ้าเราเขียนด้วยความกลัว ชีวิตต่อจากนี้ก็คงมีแต่เรื่องน่ากลัว ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แต่ถ้าเราเดินไป ปล่อยวางทั้งความสำเร็จ ทั้งอดีตที่ไม่ชื่นชอบ อยู่กับปัจจุบันและคนที่เรารัก ชีวิตเราก็จะดำเนินไปอย่างสวยงาม แม้ในอนาคตจะเป็นยังไง แต่รู้ว่าเรามีความสุข เราเกิดมาเพื่อมีชีวิต ไม่มีใครมีกราฟชีวิตเป็นเส้นตรง ถ้าเป็นเส้นตรงคือคนตาย แต่ถ้ามีขึ้นลงนั่นคือเรามีชีวิตค่ะ”
มุมมองที่เรามีต่อวงการบันเทิงเปลี่ยนไปจากวันแรกมั้ย?
“เปลี่ยนค่ะ ตอนแรกคิดว่าไม่ได้สวยงาม คุณพ่อมินเป็นนักธุรกิจ ออกแนวตรง ๆ พอมาอยู่ในวงการมันเป็นอีกโลกที่ต้องทำความเข้าใจ มันเซนซิทีฟ พูดตรง ๆ ไม่ได้ เคยลองมาแล้ว พูดตรงคือตายเลย คนไม่เคยอยู่ก็ไม่รู้ว่าวงการเป็นยังไง ส่วนคนที่อยู่เขาก็ไม่ป่าวประกาศว่าคืออะไร วิธีเดียวที่จะรู้ได้คือค้นหาเอง เพราะบ้านเราไม่มีคนอยู่ในวงการ มินลองเองทุกอย่าง ก็โดนเอง มินไม่ค่อยกลัว พลาดก็ทำใหม่ ปะป๊ามินสอนว่าอย่าไปกลัว ถ้าพลาดถือว่าจ่ายค่าหน่วยกิต ขอให้เราได้ลอง ทุกข้อผิดพลาดคือการเติบโต ถ้าผิดพลาดแล้วอย่าไปทำอะไรอีก แทนที่เราจะก้าวเข้าสู่ความเข้าใจในเรื่องนั้น แต่พอพลาดก็กลัว ไม่ไปต่อ แทนที่จะเอาข้อผิดพลาดนั้นมาทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม ในวงการวันแรกกับวันนี้ของมินไม่เหมือนกัน วันแรก มินไม่เข้าใจเลย ก็ทดลอง พอทำความรู้จัก ณ วันนี้คุ้นเคยแล้ว มินมีความสุขกับทุกพื้นที่ อะไรที่ไม่ชอบก็ต้องอยู่กับมันให้ได้บ้าง เรียกว่าปรับตัว”
ณ วันนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง?
“มินคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จระดับนึงนะ แต่ชีวิตมันหยุดเดินไม่ได้ ตราบใดที่ชีพจรยังขึ้นลง อย่าไปคาดหวังอะไร แค่รู้ว่าทุกวันนี้เราแฮปปี้พอแล้ว มินมีเป้าหมายในชีวิตเยอะมากที่อยากไปถึง อยากสนุกกับชีวิต มินไม่ได้ยึดติดกับการเป็นอะไร รวมทั้งเป็นนางเอกด้วย ส่วนเรื่องการเป็นซูเปอร์สตาร์นาน ๆ คือบางคนอาจโอเคกับตรงนี้ แต่มินมองว่าอะไรคือความสุขของเรามากกว่า ไม่ได้มองว่าต้องแข่งกับใคร ทุกคนมีรูปแบบชีวิตตัวเอง และเราเท่านั้นที่จะกำหนดมัน มินชอบความท้าทาย ถ้าทำอะไรแล้วเริ่มรู้สึกจำเจ ก็จะไปลองอะไรใหม่ ๆ ค่ะ