ผมคิดว่า "การเจริญสติ" ก็ได้ดูทั้งกาย ทั้งจิตไปในตัวครับ...

หลังจากที่ตั้งกระทู้ เกี่ยวกับ "ดูจิต" ไป ๒ กระทู้

๑. ดูจิต... เป็นอย่างไรและเพื่ออะไร ?
https://pantip.com/topic/36501904

กระทู้แรกเป็นเหมือนทำความเข้าใจเชิงข้อเท็จจริง
ขอสรุปว่า...
การดูจิต ก็ คือดูสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต เช่น ความคิด ความรู้สึก เป็นต้น...
ดูเพื่ออะไร... เพื่อเข้าใจอาการของอารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงความคิดที่เกิดขึ้น...

๒. จริงหรือ ????? "ดูจิตก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ดูไปก็ไม่สามารถจะไปทำลายความอยากที่มีภายในจิตใจได้" จริงหรือ ?????
https://pantip.com/topic/36501979

กระทู้สอง
...ผมคิดว่าคงเป็นแนวทางปฏิบัติของพระท่านอภิชาติ... คือให้เริ่มจากดูกายหรือใช้ฐานกาย
และที่ท่านพูดถึงการดูจิต... ท่านอาจหมายถึง การดูจิต แบบเฉยๆ

ซึ่ง ผมไม่เข้าใจ ว่าดูจิตแบบเฉยๆ นี่เป็นยังไง...?? เพราะที่ผ่านมา เวลาผมดู ก็คือ การเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจ ซึ่งได้แก่ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ นั่นเอง... (สุข ทุกข์ กิเลสต่างๆ สภาวะอาการต่างๆ ความสงบ ไม่สงบ ฟุ้ง มีสมาธิ มีกำลัง อ่อนกำลัง เป็นต้น)

แล้วก็ออกไปสู่การพิจารณาหาเหตุผล... รวมถึงสังเกตความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง ไม่อยู่ในอำนาจควบคุม... (แต่ผมยังไม่ถึงขั้นที่เห็นจิตไม่ใช่เราหรอกนะ...)

หรืออีกแง่มุมของการดูจิตแบบเฉยๆ คือ... ไม่ปรุงต่อ คอยดูสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจ... เช่น ราคะมา ดูไป... ถ้าปรุงต่อ ก็ดูไป... แต่ก็อย่าปรุงให้ถึงขั้นมันมีกำลังขึ้นมาทำให้ต้องไประบายออกทางกาย เช่น การช่วยตัวเอง (ตรงนี้ผมคิดว่าทำให้จิตเศร้าหมองตามมา... ส่วนถ้าเป็นพระสงฆ์ ก็อาบัติอะไรสักอย่าง... ในทางคริสต์ถือเป็นความบาปแล้วครับ... อีกแง่นึงยิ่งถ้าไปเสพสื่อลามกกระตุ้น ก็ยิ่งจะบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์ ความผ่องใสของจิต เพราะจะถูกสัญญาจรเข้ามาให้ปรุงราคะกันเล่นๆ ได้อีก เสียสมาธิ)

ที่ว่าเรื่องการดูจิตแบบเฉยๆ มานี้... ก็ล้วนแต่ได้ประโยชน์ทั้ง ๒ กรณี...
ส่วนดูจิตแบบเฉยๆ ที่ไม่ได้ประโยชน์ อันนี้... ยังไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ??


กลับมาสู่สิ่งที่ต้องการสื่อในกระทู้นี้... (รวมถึงแลกเปลี่ยนคห.)

จริงๆ แล้วถือเป็นความไม่ละเอียดรอบคอบของผมในการพิจารณาการปฏิบัติ... เกี่ยวกับการเจริญสติ...
ว่าจริงๆ แล้ว... การเจริญสติ ก็ถือเป็นการดูกายและดูจิตไปในตัว...

เช่น... ขณะผมเดิม ผมรู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวที่ขา... ลมเย็นๆ พัดมา ผมรู้สึกได้ถึงความเย็นของลมที่กระทบกาย
ไปเหยียบพื้นร้อนๆ ผมก็รู้... ได้กลิ่นก็มาอยู่ที่จมูก อ้อ นี่กลิ่น... กำหนดไป... ได้ยินก็เช่นกัน...

ส่วนอิริยาบถนั่ง... รู้สึกปวดเมื่อยอะไรก็รู้ไป... กำหนดรู้ไป... เป็นต้น

พวกนี้ก็น่าจะคือดูกาย...  

ส่วนดูจิต หรือรู้จิตนี้จะมาตอนไหน... เช่น ระหว่างอิริยาบถเดิน... รู้ความคิดเข้ามา... รู้ทัน กำหนด เช่น กำหนด "คิดหนอ" มันก็หายไปแล้ว...
หรือบางที กว่าจะรู้ตัว... คิดเพลินไปเลย... หรือรู้สึกอะไรอยู่ เช่น ขี้เกียจ เบื่อ มีความสุข ดีใจ ไรงี้ ก็กำหนดรู้ไป...
คิดเรื่องกุศล ก็รู้ คิดอกุศลหรือกิเลสเกิด ก็รู้... กำหนดรู้

สรุป... ได้ทั้งกาย ทั้งจิต... ไปในตัว...

ไม่จำเป็นต้องระบุหรอกครับว่า... เริ่มที่กาย หรือเริ่มที่ใจหรือจิตก่อน...
สิ่งที่ต้องเริ่มก็คือ...

"เริ่มปฏิบัติ" นั่นแหละครับ...

ป.ล.๑ ผมก็เห็นว่าศีลเป็นสิ่งสำคัญครับ... ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ดูแลศีลของเรา... ศีลดี ปลิโพธิก็น้อย ปฏิบัติได้คล่อง เบา สบาย จิตก็ผ่องใส

ป.ล.๒ ในที่นี้ไม่ได้พูดถึงเรื่อง การดูกายในเชิงอสุภะหรือ พิจารณาความไม่เที่ยงของกายนะครับ... เน้นในเรื่องการปฏิบัติตามที่ผมได้อธิบายไว้คร่าวๆ

ป.ล.๓ ที่ผมตั้งกระทู้มาก็เพื่อ แลกเปลี่ยนคห. นะครับ... ผมจะได้ตรวจสอบตัวเองได้ด้วยว่า เข้าใจคลาดเคลื่อนอะไรรึเปล่า... อีกอย่างก็ได้ความรู้เพิ่มเติม
และน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับสมาชิกที่เข้ามาอ่านนะครับ ถือเป็นการทบทวน ตรวจสอบตัวเองไปในตัว

ป.ล.๔ ต้องเรียนว่า ผมไม่ได้ศึกษาคำสอนของพระท่านปราโมทย์อะไรมากนะครับ... เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอธิบายเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัตินี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านครับ... ผมคิดเห็นอย่างไร ก็มาจากทัศนคติของผมเอง เรียนให้เข้าใจมา ณ ตรงนี้ครับ

...ขอบคุณทุกท่านสำหรับการเข้ามาร่วมพิจารณารวมถึงเอื้อเฟื้อความเห็นครับ...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่