ผมอยู่ม.6ครับ เรียนอยู่ ความจริงก็มีปัญหามากมายนะแต่วันนี้ ผมอยากพูดเรื่องหนังสือที่ผมแบกไปโรงเรียน
คืออันที่จริงก็ไม่ได้มีแค่หนังสืออย่างเดียวหรอกที่ผมพกไปมันมีคอมผมอีกเครื่อง ซึ้งมาถึงตรงนี้หลายคนอาจบอกว่า
"ก็โง่พกคอมไปเองนี่หว่า"คือก็ใช้ครับแต่จำเป็น จำเป็นยังไงชั่งมันเถอะครับ เป็นธุระผมครับ
เรื่องหนังสือเนี้ย คือความจริงมันไม่เกี่ยวกับหนักไม่หนักหรอกครับนั้นมันเป็นเรื่องเล้กถ้าเทียบกับสิ่งที่ผมอยากจะถาม
คือหนังสือเนี้ยเป็นเป็นนวัตกรรมที่เก่าแก่มากแล้วนะครับ และปัจจุบันก้มีเทคโนโลยีมากมายที่พัฒนาไปไกลและทำได้มากกว่าหนังสือ
เช่น สมาทโฟน แทปแลต คอมพิวเตอร์ ของเหล่านี้แหละครับ บางคนอาจบอกว่า"ก็แค่หาข้ออ้างที่จะได้เล่นโทรทัพเล่นคอมแทนอ่านหนังสืออะแหละ"
ไม่ผิดครับ เพราะผมเห็นว่าของพวกนี้มันดีกว่าหนังสือครับ คุญลองนึกภาพตามนะครับ หนังสือเรียนมันตีพิมทีนึงเนี้ยก็พิมทีละหลายล้านเล่ม
แล้วโลกก็เปลี่ยนแปลงทุกวันเนื้อหาข้างในหนังสือรึจะให้เปลี่ยนก็เปลียนทุกเล่มไม่ได้ ไม่ต้องพุดถึงว่าถ้าหากมันผิดพลาดเลยครับ
หนังสือไม่มีทางแก้ไขตัวเองได้แน้นอน และเมื่อพูดถึงหน่วยความจำและวิธีการบันทึกข้อมูลของหนังสือ ถ้าผมจะเรียน5วิชาผมก็ต้องพก5เล่ม
แต่หากเราเปลี่ยนรูปแบบเป้นอุปกรอิเล็กทรอนิก แน้นอนว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง
ที่พูดมานี้แค่เรื่องของคุณสมัติด้านข้อมูลนะสรุปก่อน หนังสือเปลี่ยนแปลงข้อผิดพลาดหรืออัพเดตข้อมูลไม่ได้ และต้องพกปริมาณที่เยอะ
ทีนี้เราจะมาพูดถึงความหน้าสนใจการใช้สื่อการสอนด้วยหนังสือ ส่วนตัวผมคิดว่ามีน้อยถึงไม่มีเลย(ก็น่าสนใจบ้างเวลามีภาพประกอบตลกในหนังสือ)
อย่างที่กล่าวมาแล้ว โลกเราพัฒนามาไกลมาก มีสื่อหรือเทคนิคการสอนที่มันดีกว่าการมานั้งอ่านข้อความในหนังสื่อตั้งเยอะแยะ
เช่น หนัง เกมหรือแม้แต่การออกไปเรียนออกไปทำกิจกรรมนอกห้อง ซึ้งในมุมมองของผม ผมว่าไอพวกนี้มั้นน่าสนใจและน่าจดจำกว่าเยอะเลย
ถึงจุดนี้หลายคนอาจคิดว่า"ที่แท้ก็แค่อยากดูหนังอยากเล่นเกมนี้เอง อะโด่"คือจะพูดอย่างนั้นก็ไม่ผิดซะทีเดียวหรอก
แต่ถ้าจะให้พูดแล้วเกมก็เป็นอีกหนึงสื่อที่ทำให้เรามีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่เรียนครับผมจึงสนใจส่อนนี้เป็นพิเศษ และหนังหรือวีดิโอไม่ต้องพูดถึงเลย
เพราะมันมีความน่าสนใจอยู่แล้วละถ้าผลิตกันมาดีๆ แต่เทคนิคการสอนที่ผมชอบและมองว่ามันส่งเสริมการเรียนรู้ที่สุดคือ การได้ออกไปเรียนหรือทำกิจกรรมข้างนอกครับคือไม่จำเป็นต้องไปข้างนอกก็ได้แต่อาจเปลี่ยนสภาพห้องเรียนให้ตรงกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะเรียน
ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเข้าถึงเนื้อหาที่เรียนได้อย่างเต็มที่ เช่นหากเราเรียนสังคมเรื่องเศรษศาสตร์ ก้ไม่ได้บอกว่าให้พาเด็กไปนั้งดูจอตลาดหุ้นนะ
แต่อาจจำลองห้องให้เป็นประประเทศนึง แล้วกำหนดให้เด้กเป็นนู้นเป็นนี้กำหนดสถานะการณ์แล้วให้เด็กแก้ปัญหา พอเด็กกันไม่ได้ก็บอกวิธีแก้ให้ เป็นต้น
อย่างนี้แหละครับมันจะช้วยให้เด็กได้มีส่วนร่วมได้ฝึกคิดหาวิ๊ด้วยตัวเองก่อน
ถ้าหากคุณพูดใครมันจะมานั้งหาวิธีสอนวะ คุณครับถ้าคุณเป็นครูงานของคุณก็หาวิธีสอนให้เด็กเข้าใจครับ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่รู้ว่ายังไง
คือเด็กไม่เข้าในเนื้อหาที่คุรสอนนี้คุเรียกตัวเองว่าครูหรอ เพราะถ้าสอนด้วยวิธีเดิมมันไม่เข้าใจหน้าที่คุณก็คือหาหนทาง หาวิธีที่เด็กจะเข้าใจในเนื้อหาครับ
นอกเรื่องไปนิดกลับมาแปป นี่แหละครับถ้าสมุติว่าเราเปลี่ยรูปแบบการสอนเป็นแบบใหม่ ผมคิดว่าหนังสือก็แทบไม่เจำเป็นเลย
สรุปคือหนังสือมันเป็นเทคโนโลยีที่เก่าแล้วโลกพัฒนามาไกลมากแล้วนะ มีหลายอย่างที่มันดีกว่าการสอนด้วยหนังสือเยอะ
ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก้ไม่ได้บอกว่าหนังสือมันแย่นะแค่มองว่ามันไม่เหมาะกับการเรียนการสอนในยุคนี้แล้ว
จบแล้วครับ ถึงตรงนี้บางคนก็คงคิดว่าผมก้คงเป็นไอพวกอ่านไม่เกิน7บรรทัดนั้นแหละ
ก็ใช้ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือยากครับ ผมมีความผิดปกติทางด้านการอ่าน อ่านขาดอ่านกินอ่านช้า นั้นทำให้ผมอ่านหนังสือลำบากมาก
และยังสมาธิสั้นอีกด้วย(ไม่เคยตรวจหรอกแต่ผมสังเกตุเห็นได้ด้วยตัวเองคือมันชัดมาก)
แต่ผมก้ชอบเรียนรู้นะและสื่อพวกหนังหรือการ์ตูนก็เป็นสื่อที่ดึงดุดความสนใจผมได้ดีมาก และก็ชอบที่จะทำกิจกรรมมากกว่าอ่านหนังสือ
ถ้าประยุควิธีพวกนี้เข้ากับการสอนนะ ไม่ใช้แค่ผมหรอกคนที่ไม่ผิดปกติก้น่าจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นด้วย
ก็ประมาณนี้แหละเรื่องหนังสือ
ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมอยากพู
เช่น
-เนื้อหาที่เราได้เรียนทุกวันนี้จำเป็นแค่ใหน
-เครื่องแบบนักเรียนดีจริงมั้ย
-ประเพณีที่ทำกันมาดียังไง
และอีกหลายๆเรื่อง
ถ้าชอบและเห็นด้วยความคิดเห้นที่ผมสื่ออกมาก็ดีครับแสดงว่าวิธีที่ผมคิดนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ไรงี้
ถ้าไม่ชอบหรือมีวิธีที่ดีกว่าก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้เลยน่าเราอยากจะหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อพัฒนาแต่ละเรื่อง
แค่รวบรวมไว้มันจะทำได้ไม่ได้นี้ค่อยว่ากันนะ
ถ้าเขียนผิดอไรยังไงอยากให้รุ้วไว้ว่าเราขอโทษนะอิอิ
ผมแบกกระเป๋าหนักมาก
คืออันที่จริงก็ไม่ได้มีแค่หนังสืออย่างเดียวหรอกที่ผมพกไปมันมีคอมผมอีกเครื่อง ซึ้งมาถึงตรงนี้หลายคนอาจบอกว่า
"ก็โง่พกคอมไปเองนี่หว่า"คือก็ใช้ครับแต่จำเป็น จำเป็นยังไงชั่งมันเถอะครับ เป็นธุระผมครับ
เรื่องหนังสือเนี้ย คือความจริงมันไม่เกี่ยวกับหนักไม่หนักหรอกครับนั้นมันเป็นเรื่องเล้กถ้าเทียบกับสิ่งที่ผมอยากจะถาม
คือหนังสือเนี้ยเป็นเป็นนวัตกรรมที่เก่าแก่มากแล้วนะครับ และปัจจุบันก้มีเทคโนโลยีมากมายที่พัฒนาไปไกลและทำได้มากกว่าหนังสือ
เช่น สมาทโฟน แทปแลต คอมพิวเตอร์ ของเหล่านี้แหละครับ บางคนอาจบอกว่า"ก็แค่หาข้ออ้างที่จะได้เล่นโทรทัพเล่นคอมแทนอ่านหนังสืออะแหละ"
ไม่ผิดครับ เพราะผมเห็นว่าของพวกนี้มันดีกว่าหนังสือครับ คุญลองนึกภาพตามนะครับ หนังสือเรียนมันตีพิมทีนึงเนี้ยก็พิมทีละหลายล้านเล่ม
แล้วโลกก็เปลี่ยนแปลงทุกวันเนื้อหาข้างในหนังสือรึจะให้เปลี่ยนก็เปลียนทุกเล่มไม่ได้ ไม่ต้องพุดถึงว่าถ้าหากมันผิดพลาดเลยครับ
หนังสือไม่มีทางแก้ไขตัวเองได้แน้นอน และเมื่อพูดถึงหน่วยความจำและวิธีการบันทึกข้อมูลของหนังสือ ถ้าผมจะเรียน5วิชาผมก็ต้องพก5เล่ม
แต่หากเราเปลี่ยนรูปแบบเป้นอุปกรอิเล็กทรอนิก แน้นอนว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง
ที่พูดมานี้แค่เรื่องของคุณสมัติด้านข้อมูลนะสรุปก่อน หนังสือเปลี่ยนแปลงข้อผิดพลาดหรืออัพเดตข้อมูลไม่ได้ และต้องพกปริมาณที่เยอะ
ทีนี้เราจะมาพูดถึงความหน้าสนใจการใช้สื่อการสอนด้วยหนังสือ ส่วนตัวผมคิดว่ามีน้อยถึงไม่มีเลย(ก็น่าสนใจบ้างเวลามีภาพประกอบตลกในหนังสือ)
อย่างที่กล่าวมาแล้ว โลกเราพัฒนามาไกลมาก มีสื่อหรือเทคนิคการสอนที่มันดีกว่าการมานั้งอ่านข้อความในหนังสื่อตั้งเยอะแยะ
เช่น หนัง เกมหรือแม้แต่การออกไปเรียนออกไปทำกิจกรรมนอกห้อง ซึ้งในมุมมองของผม ผมว่าไอพวกนี้มั้นน่าสนใจและน่าจดจำกว่าเยอะเลย
ถึงจุดนี้หลายคนอาจคิดว่า"ที่แท้ก็แค่อยากดูหนังอยากเล่นเกมนี้เอง อะโด่"คือจะพูดอย่างนั้นก็ไม่ผิดซะทีเดียวหรอก
แต่ถ้าจะให้พูดแล้วเกมก็เป็นอีกหนึงสื่อที่ทำให้เรามีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่เรียนครับผมจึงสนใจส่อนนี้เป็นพิเศษ และหนังหรือวีดิโอไม่ต้องพูดถึงเลย
เพราะมันมีความน่าสนใจอยู่แล้วละถ้าผลิตกันมาดีๆ แต่เทคนิคการสอนที่ผมชอบและมองว่ามันส่งเสริมการเรียนรู้ที่สุดคือ การได้ออกไปเรียนหรือทำกิจกรรมข้างนอกครับคือไม่จำเป็นต้องไปข้างนอกก็ได้แต่อาจเปลี่ยนสภาพห้องเรียนให้ตรงกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะเรียน
ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเข้าถึงเนื้อหาที่เรียนได้อย่างเต็มที่ เช่นหากเราเรียนสังคมเรื่องเศรษศาสตร์ ก้ไม่ได้บอกว่าให้พาเด็กไปนั้งดูจอตลาดหุ้นนะ
แต่อาจจำลองห้องให้เป็นประประเทศนึง แล้วกำหนดให้เด้กเป็นนู้นเป็นนี้กำหนดสถานะการณ์แล้วให้เด็กแก้ปัญหา พอเด็กกันไม่ได้ก็บอกวิธีแก้ให้ เป็นต้น
อย่างนี้แหละครับมันจะช้วยให้เด็กได้มีส่วนร่วมได้ฝึกคิดหาวิ๊ด้วยตัวเองก่อน
ถ้าหากคุณพูดใครมันจะมานั้งหาวิธีสอนวะ คุณครับถ้าคุณเป็นครูงานของคุณก็หาวิธีสอนให้เด็กเข้าใจครับ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่รู้ว่ายังไง
คือเด็กไม่เข้าในเนื้อหาที่คุรสอนนี้คุเรียกตัวเองว่าครูหรอ เพราะถ้าสอนด้วยวิธีเดิมมันไม่เข้าใจหน้าที่คุณก็คือหาหนทาง หาวิธีที่เด็กจะเข้าใจในเนื้อหาครับ
นอกเรื่องไปนิดกลับมาแปป นี่แหละครับถ้าสมุติว่าเราเปลี่ยรูปแบบการสอนเป็นแบบใหม่ ผมคิดว่าหนังสือก็แทบไม่เจำเป็นเลย
สรุปคือหนังสือมันเป็นเทคโนโลยีที่เก่าแล้วโลกพัฒนามาไกลมากแล้วนะ มีหลายอย่างที่มันดีกว่าการสอนด้วยหนังสือเยอะ
ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก้ไม่ได้บอกว่าหนังสือมันแย่นะแค่มองว่ามันไม่เหมาะกับการเรียนการสอนในยุคนี้แล้ว
จบแล้วครับ ถึงตรงนี้บางคนก็คงคิดว่าผมก้คงเป็นไอพวกอ่านไม่เกิน7บรรทัดนั้นแหละ
ก็ใช้ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือยากครับ ผมมีความผิดปกติทางด้านการอ่าน อ่านขาดอ่านกินอ่านช้า นั้นทำให้ผมอ่านหนังสือลำบากมาก
และยังสมาธิสั้นอีกด้วย(ไม่เคยตรวจหรอกแต่ผมสังเกตุเห็นได้ด้วยตัวเองคือมันชัดมาก)
แต่ผมก้ชอบเรียนรู้นะและสื่อพวกหนังหรือการ์ตูนก็เป็นสื่อที่ดึงดุดความสนใจผมได้ดีมาก และก็ชอบที่จะทำกิจกรรมมากกว่าอ่านหนังสือ
ถ้าประยุควิธีพวกนี้เข้ากับการสอนนะ ไม่ใช้แค่ผมหรอกคนที่ไม่ผิดปกติก้น่าจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นด้วย
ก็ประมาณนี้แหละเรื่องหนังสือ
ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมอยากพู
เช่น
-เนื้อหาที่เราได้เรียนทุกวันนี้จำเป็นแค่ใหน
-เครื่องแบบนักเรียนดีจริงมั้ย
-ประเพณีที่ทำกันมาดียังไง
และอีกหลายๆเรื่อง
ถ้าชอบและเห็นด้วยความคิดเห้นที่ผมสื่ออกมาก็ดีครับแสดงว่าวิธีที่ผมคิดนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ไรงี้
ถ้าไม่ชอบหรือมีวิธีที่ดีกว่าก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้เลยน่าเราอยากจะหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อพัฒนาแต่ละเรื่อง
แค่รวบรวมไว้มันจะทำได้ไม่ได้นี้ค่อยว่ากันนะ
ถ้าเขียนผิดอไรยังไงอยากให้รุ้วไว้ว่าเราขอโทษนะอิอิ