
สวัสดีครับ กระทู้นี้จะมารีวิวทริปพม่าที่เราเพิ่งกันไปมาครับ พูดถึงพม่าแล้วเป็นที่อยากไปมานานแล้ว ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่โด่งดังมากมาย และจาการดูรูปสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ดูแล้วอลังการมากๆเลย
ตารางการเดินทางของเราในเวลา 6 วัน 5 คืน ก็มีคร่าวๆประมาณนี้ครับ
วันที่ 1 - เดินทางถึงมัณฑะเลย์ (Mandalay) ตอนเที่ยง นอนค้างที่นี่ 1 คืน
วันที่ 2 - เที่ยวมัณฑะเลย์ต่อตอนเช้าก่อนนั่งรถไปพุกาม (Bagan) และนอนค้างที่พุกาม
วันที่ 3 - เที่ยวในพุกาม 1 วันเต็มๆและนอนค้างที่นี่อีก 1 คืนค่า
วันที่ 4 - นั่งเครื่องบินไปย่างกุ้ง (Yangon หรือ Rangoon) นั่งรถต่อไปพะโค (Bago) เพื่อที่จะขึ้นไปอินแขวน ค้างบนเขาอีก 1 คืน
วันที่ 5 - นั่งรถกลับย่างกุ้งและค้างย่างกุ้งคืนสุดท้าย
วันที่ 6 - เดินทางกลับกรุงเทพจ้า
เริ่มต้นวางแผนกันที่โชคดีมีตั๋วราคาค่อนข้างถูก กรุงเทพ-มัณฑะเลย์ และย่างกุ้ง-กรุงเทพ ได้มาในราคา 3,800 บาทจากแอพ Traveloka ไป Airasia กลับ Nok Air จากนั้นก็ติดต่อบริษัททัวร์ที่พม่าให้จัดการหาคนขับรถ จองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบินในประเทศให้ เรื่องที่เที่ยวก็สามารถรีเควสได้ หรือถ้าไปหน้างานแล้วเปลี่ยนใจอะไรก็คุยกันได้ครับ

ดูจากสนามบินแล้วคิดว่าน่าจะแลนด์ตรงไหนก็ได้ โล่งไปสุดสายตา 555 วันแรกเราไปถึงมัณฑะเลย์ ตอนเที่ยงนิดๆ เวลาที่พม่าจะช้ากว่าเราครึ่งชั่วโมงนะครับ พอออกมาจากต.ม.ก็เห็นพี่คนขับรถชูป้ายรออยู่เลย พอไปถึงก็ทำการแลกเงินกันก่อน
แนะนำว่าให้แลกเงิน USD จากไทยไปแล้วเอาไปแลกเงินจ๊าต (Kyat) ที่พม่า เรท 1 USD = 1,350-1,380 MMK แนะนำเอาแบงค์ 100 USD ใหม่ๆไปแลกจะได้ราคากว่าครับ (ตอนแลกอยากได้แบงค์ใหม่ๆจากเราแต่ตอนเอาเงินพม่ามาให้เน่ายังกะเอาไปเช็ดตูดมา)

แลกมาแล้วกระเป๋าจะตุงเบอร์นี้เลย นี่แลกไปแค่ 200 USD ได้มา 268,000 จ๊าต

กรีดโชว์หนึ่งที ใครมีเวลาว่างเล่นเน็ตวันละสองสามชั่วโมงติดต่อมาเลย
แลกเงินเรียบร้อยเราก็ไปคุยกับพี่คนขับชื่อว่าพี่ซอ เพราะเราต้องการเปลี่ยนแผนไปมิงกุน (Mingun) แทนเพราะว่าอยากไปดูระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ (เมื่อก่อนอันที่ใหญ่ที่สุดอยู่รัสเซียแต่เห็นว่าแตกไปแล้ว) พี่คนขับแนะนำว่าให้นั่งเรือไปโดยใช้เวลาพอๆกับนั่งรถ นั่งเรือล่องแม่น้ำอิระวดีคูลกว่ากันเยอะพี่เค้าเลยไปส่งที่ท่าเรือในเมืองอมรปุระ (Amarapura)

นั่งรถจากสนามบินไปท่าเรือ ใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม. ถึง ช.ม. ครึ่ง พี่เค้าขับรถช้ามากกกและบีบแตรทุกครั้งที่มีมอเตอร์ไซค์อยู่ในระยะสายตาจนเรานึกว่าพี่เค้าเคยเข็นรถขายปลาหมึกบดมาก๊อนนน
จากนั้นขึ้นเรือไปอีก ประมาณ 1 ช.ม. กินลมชมวิวถ่ายรูปไปเรื่อย ไม่กี่ชั่วโมงถ่ายรูปไปแล้วร่วมร้อยด้วยความตื่นเต้น พวกผมเอาข้าวไปกินบนเรือด้วยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ช่วงที่ไปบอกเลยว่าร้อนมากกกกกกกก ใครอยากมีผิวสีแทนมานี่ฝันเป็นจริงแน่นอน ค่าเรือไปและกลับเสียหายไป 30,000 จ๊าต

เรือสวยดีมั้ยล่ะ ไม่ใช่เรือผม

เรือเราลำนี้ ถึงจะลำเล็กแต่พนักงานดูแลดีมากและมีผู้โดยสารแค่กลุ่มเรากลุ่มเดียว

มุมนี้ไม่ถ่ายถือว่าไม่ได้นั่งเรือ
แม่น้ำอิระวดีนั้นกว้างใหญ่มากๆ ใหญ่กว่าแม่น้ำโขงที่เคยไปเห็นมาแล้วซะอีกครับ

นั่งเรือมาประมาณ 40 นาทีเราก็ได้เห็นแล้วเจดีย์มิงกุน (Mingun Pagoda) ตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำ เจดีย์มิงกุนนี้แต่เดิมถูกวางแผนให้สร้างไปสูงมากๆ แต่ที่เหลือให้เห็นคือแค่ 1 ใน 5 ของเจดีย์เท่านั้นครับ ส่วนสาเหตุที่เหลือแค่นี้ไม่ใช่ว่าโดนเผาทำลายแต่อย่างใดแต่เป็นเพราะว่าที่ริมน้ำดินอ่อนสร้างไปก็พังๆๆ ไล่ออกสิครับใครเป็นวิศวกร
พอถึงมิงกุนจะมีรถรับจ้างและไกด์ท้องถิ่น (ที่ไม่ได้จ้าง) มารอไถเงินเราอยู่พร้อม ถ้ามีเวลาและแรงเดินก็ไม่ต้องใช้บริการรถสกายแล็บนะครับ ข้อควรระวัง น้องไกด์ที่เป็นนักเรียนจะเดินตามชวนคุยนู่นนี่นั่น ถ้าไม่อยากเสียเงินก็ไม่ต้องไปหืออือกับเค้า แต่ถ้าอยากได้ข้อมูลความรู้ก็ยอมจ่ายทิปตอนจบ ผมให้ได้นะแต่พี่แกขอเยอะเกิ๊น (ขอ 40 ดอล ไอบร้าา เอาไป 5,000 จ๊าตพอเพราะดันลากเพื่อนที่ไม่ได้ทำไรเลยมาขอเงินด้วย)

แข็งขันๆ

ที่แรกที่น้องๆเค้าพาไปคือเจดีย์ขาวหรือเจดีย์ชินพิวเม (Hsinbyume Pagoda) น้องเค้าเรียกว่าทัชมาฮาลผมก็เลยเออออไป สวยมากๆครับ ใครกลัวร้อนเท้าน้องเค้าบอกว่าให้เดินบนหินอ่อนจะไม่ร้อน พอลองเดินดูเท่านั้นแหละ ไม่ร้อนบ้าไรล่ะ T T


มุมถ่ายรูปสวยๆเพียบผ้าถุงพร้อมหน้าตากลมกลืน


เดินขึ้นไปแล้วด้านบนสุดจะเป็นพระพุทธรูปครับ น้องไกด์บอกว่าองค์ด้านหลังเป็นองค์เก่าดั้งเดิมอายุกว่า 200 ปี ส่วนองค์ด้านหน้านั้นสร้างจำลองมาให้กราบไหว้ป้องกันองค์เดิมบุบสลาย

จากบนยอดของเจดีย์สามารถมองลอดรูของใบเสมา(มั้ง)แล้วเห็นเจดีย์มิงกุนที่เราจะไปด้วย ใหญ่โตจริงๆ
จุดต่อไปเราไปดูสิ่งที่รอคอย ระฆังยักษ์แห่งมิงกุน (Mingun Bell) ใหญ่จริงสมคำร่ำลือ ระฆังนี้หล่อมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าเจดีย์มิงกุนสร้างไม่เสร็จ (???) อันนี้น้องเค้าเล่าให้ฟังผมก็ไม่รู้ว่าน้องมั่วป่าว จุดนี้ห้ามใจอ่อนเพราะเด็กรอขอตังค์เยอะมาก เสียดายที่ที่สวยๆแบบนี้มีแต่คนมารบกวน



ถ้าจะดูว่าใหญ่แค่ไหนลองเทียบสเกลกับน้องคนนี้เอาครับ
ที่สุดท้ายของเมืองนี้และเป็นไฮไลท์ก็คือเจดีย์มิงกุน (Mingun Pagoda) มันใหญ่มากจนไม่รู้จะเก็บภาพมายังไงให้สื่อถึงความใหญ่เลยใช้ให้แฟนไม่ยืนเทียบสเกลเอา (ถ้าแฟนตัวใหญ่ไปนิดทำให้เทียบยากก็ขออภัยครับ 555)

ตรงที่ยืนยังถือว่าห่างมากๆครับเพราะเป็นห่วงความปลอดภัย ถ้ายืนเทียบกันจริงๆตัวเท่าพุ่มไม้ตรงเสาซุ้มประตูนั่นแหละครับ คิดไม่ออกเลยถ้าสร้างสำเร็จจะใหญ่แค่ไหน *O*

น้องไกด์บอกว่าซากเจดีย์นี้มีอิฐอยู่กว่าเจ็ดล้านก้อนด้วยกัน มีทั้งไบก้อน พาราก้อน บาร์บีก้อนมาหมด เห็นรอยร้าวแล้วก็แอบคิดว่ามันคงพังลงมาซักวัน ใครมีโอกาสก็รีบมาดูนะครับ
หลังจากจุดนี้ก็ถูกพาไปไถเงินกันเรียบร้อย มีการพาไปที่อื่นก่อนกลับเรือสงสัยกลัวพี่พนักงานเรือด่าเอา ถือว่าเป็นค่าแนะนำสถานที่กันปาย เราก็นั่งเรือกลับไปที่จุดเดิมครับโดยขากลับจะเร็วกว่าเพราะเรือไปตามน้ำ ขากลับหลับยาวไม่ต้องถามเหนื่อยแค่ไหน
ก่อนเข้าโรงแรมที่พักเราไปดูพระอาทิตย์ตกต่อที่สะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก 1.2 ก.ม. สะพานอูเบ็ง (U Bein Bridge) ที่ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน สะพานถูกสร้างจากเสาไม้สักที่เหลืออยู่จากการย้ายเมืองหลวงจากเมืองอังวะไปเมืองอมรปุระโดยมีเสาทั้งหมด 1,086 ต้นด้วยกันจ้า

มาถึงตอนนี้รู้แล้วว่าคนพม่าเค้ารักที่จะมาเที่ยวกันตามสถานที่แบบนี้มาก คนเยอะเหมือนคนกรุงเทพไปเดินสยามอะไรแบบนั้นเลย

พระสงฆ์เซลฟี่กันไม่มีหลุดเทรนด์


รู้สึกจะมาผิดฤดูน้ำแห้งไปหมดเห็นเป็นทุ่งหญ้าไปหมดเลย อุตส่าห์รอมาถ่ายสะพานสะท้อนในน้ำ



บรรยากาศดีมาๆเลยครับไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่มาแฮงเอาท์กันหรือจะเป็นธรรมชาติที่สงบมากๆ นี่ถ้ายุงไม่กัดแบบเอาชีวิตและเห็นภาพพี่ซอคนขับนั่งตบยุงอย่างยากลำบากก็จะอยู่ต่อซะหน่อย
จบวันแรกด้วยการเช็คอินเข้าโรงแรม Yadanarpon Dynasty Hotel โรงแรมสวยทีเดียวแถมอยู่ใกล้พระราชวังมัณฑะเลย์ ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะไม่มีค่าโฆษณาให้ ล้อเล่นครับพอดีมันเหนื้อยเหนื่อย เดินไปหาอะไรกินกับลองกินเบียร์ Mandalay และ Myanmar อร่อยมากรักเลย
วันต่อมาเราออกกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อที่จะไปเข้าร่วมพิธีล้างหน้าพระมหามัยมุณี (Mahamuni Buddha) ถ้าไปช้าจะไม่ได้ดูใกล้ๆนะครับ คนพม่ามากันเยอะมากคนไทยก็เช่นกัน เห็นองค์พระแล้วไม่สงสัยเลยทำไมคนถึงเลื่อมไสขนาดนี้ พระมหามุณียังเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดที่เรามาตามเก็บด้วยครับ




ใบหน้าของพระเงาวับมากๆ ทางวัดแจกจ่ายน้ำที่ล้างหน้าของพระมหามุณีด้วยครับ ใครอยากได้เอาขวดมาด้วย (เป็นเหมือนน้ำยาขัดเงาทองเหลืองหรืออะไรนี่แหละสีเหมือนโอวัลตินชงจืดๆ)

เสร็จพิธีแล้วก็ไปปิดทองที่องค์พระครับแผ่นทองมีขายที่ทางเข้า ทองแปะยากมากๆ แกะปุ๊บปลิวไปไหนไม่รู้เลย ตรงนี้ผู้หญิงเข้าไม่ได้นะครับ น่าเสียดายจริงๆ
เสร็จสิ้นจากตรงนี้เราก็บึ่งรถไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Mandalay Hill กันแต่เอาเข้าจริงพระอาทิตย์ขึ้นนี่ธรรมดาๆครับเลยหันไปถ่ายวัดกับคนที่มาไหว้พระแทน

แสงอาทิตย์ทะลุเมฆสวยดีครับเสียดายพื้นข้างล่างโล่งโจ้งไปหน่อย

ฝั่งนี้มองเข้าเมืองครับที่เห็นไกลๆนั่นพระราชวังมัณฑะเลย์


รอบๆอาคารตกแต่งด้วยกระจกสีต่างๆสะท้อนแสงอาทิตย์แล้วสวยดีครับ ไม่เสียเที่ยว

[CR] 6 วัน 5 คืน มิงกะลาบา ลุยพม่าตามหา 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์
สวัสดีครับ กระทู้นี้จะมารีวิวทริปพม่าที่เราเพิ่งกันไปมาครับ พูดถึงพม่าแล้วเป็นที่อยากไปมานานแล้ว ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่โด่งดังมากมาย และจาการดูรูปสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ดูแล้วอลังการมากๆเลย
ตารางการเดินทางของเราในเวลา 6 วัน 5 คืน ก็มีคร่าวๆประมาณนี้ครับ
วันที่ 1 - เดินทางถึงมัณฑะเลย์ (Mandalay) ตอนเที่ยง นอนค้างที่นี่ 1 คืน
วันที่ 2 - เที่ยวมัณฑะเลย์ต่อตอนเช้าก่อนนั่งรถไปพุกาม (Bagan) และนอนค้างที่พุกาม
วันที่ 3 - เที่ยวในพุกาม 1 วันเต็มๆและนอนค้างที่นี่อีก 1 คืนค่า
วันที่ 4 - นั่งเครื่องบินไปย่างกุ้ง (Yangon หรือ Rangoon) นั่งรถต่อไปพะโค (Bago) เพื่อที่จะขึ้นไปอินแขวน ค้างบนเขาอีก 1 คืน
วันที่ 5 - นั่งรถกลับย่างกุ้งและค้างย่างกุ้งคืนสุดท้าย
วันที่ 6 - เดินทางกลับกรุงเทพจ้า
เริ่มต้นวางแผนกันที่โชคดีมีตั๋วราคาค่อนข้างถูก กรุงเทพ-มัณฑะเลย์ และย่างกุ้ง-กรุงเทพ ได้มาในราคา 3,800 บาทจากแอพ Traveloka ไป Airasia กลับ Nok Air จากนั้นก็ติดต่อบริษัททัวร์ที่พม่าให้จัดการหาคนขับรถ จองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบินในประเทศให้ เรื่องที่เที่ยวก็สามารถรีเควสได้ หรือถ้าไปหน้างานแล้วเปลี่ยนใจอะไรก็คุยกันได้ครับ
แนะนำว่าให้แลกเงิน USD จากไทยไปแล้วเอาไปแลกเงินจ๊าต (Kyat) ที่พม่า เรท 1 USD = 1,350-1,380 MMK แนะนำเอาแบงค์ 100 USD ใหม่ๆไปแลกจะได้ราคากว่าครับ (ตอนแลกอยากได้แบงค์ใหม่ๆจากเราแต่ตอนเอาเงินพม่ามาให้เน่ายังกะเอาไปเช็ดตูดมา)
แลกเงินเรียบร้อยเราก็ไปคุยกับพี่คนขับชื่อว่าพี่ซอ เพราะเราต้องการเปลี่ยนแผนไปมิงกุน (Mingun) แทนเพราะว่าอยากไปดูระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ (เมื่อก่อนอันที่ใหญ่ที่สุดอยู่รัสเซียแต่เห็นว่าแตกไปแล้ว) พี่คนขับแนะนำว่าให้นั่งเรือไปโดยใช้เวลาพอๆกับนั่งรถ นั่งเรือล่องแม่น้ำอิระวดีคูลกว่ากันเยอะพี่เค้าเลยไปส่งที่ท่าเรือในเมืองอมรปุระ (Amarapura)
จากนั้นขึ้นเรือไปอีก ประมาณ 1 ช.ม. กินลมชมวิวถ่ายรูปไปเรื่อย ไม่กี่ชั่วโมงถ่ายรูปไปแล้วร่วมร้อยด้วยความตื่นเต้น พวกผมเอาข้าวไปกินบนเรือด้วยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ช่วงที่ไปบอกเลยว่าร้อนมากกกกกกกก ใครอยากมีผิวสีแทนมานี่ฝันเป็นจริงแน่นอน ค่าเรือไปและกลับเสียหายไป 30,000 จ๊าต
แม่น้ำอิระวดีนั้นกว้างใหญ่มากๆ ใหญ่กว่าแม่น้ำโขงที่เคยไปเห็นมาแล้วซะอีกครับ
พอถึงมิงกุนจะมีรถรับจ้างและไกด์ท้องถิ่น (ที่ไม่ได้จ้าง) มารอไถเงินเราอยู่พร้อม ถ้ามีเวลาและแรงเดินก็ไม่ต้องใช้บริการรถสกายแล็บนะครับ ข้อควรระวัง น้องไกด์ที่เป็นนักเรียนจะเดินตามชวนคุยนู่นนี่นั่น ถ้าไม่อยากเสียเงินก็ไม่ต้องไปหืออือกับเค้า แต่ถ้าอยากได้ข้อมูลความรู้ก็ยอมจ่ายทิปตอนจบ ผมให้ได้นะแต่พี่แกขอเยอะเกิ๊น (ขอ 40 ดอล ไอบร้าา เอาไป 5,000 จ๊าตพอเพราะดันลากเพื่อนที่ไม่ได้ทำไรเลยมาขอเงินด้วย)
มุมถ่ายรูปสวยๆเพียบผ้าถุงพร้อมหน้าตากลมกลืน
จากบนยอดของเจดีย์สามารถมองลอดรูของใบเสมา(มั้ง)แล้วเห็นเจดีย์มิงกุนที่เราจะไปด้วย ใหญ่โตจริงๆ
จุดต่อไปเราไปดูสิ่งที่รอคอย ระฆังยักษ์แห่งมิงกุน (Mingun Bell) ใหญ่จริงสมคำร่ำลือ ระฆังนี้หล่อมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าเจดีย์มิงกุนสร้างไม่เสร็จ (???) อันนี้น้องเค้าเล่าให้ฟังผมก็ไม่รู้ว่าน้องมั่วป่าว จุดนี้ห้ามใจอ่อนเพราะเด็กรอขอตังค์เยอะมาก เสียดายที่ที่สวยๆแบบนี้มีแต่คนมารบกวน
ที่สุดท้ายของเมืองนี้และเป็นไฮไลท์ก็คือเจดีย์มิงกุน (Mingun Pagoda) มันใหญ่มากจนไม่รู้จะเก็บภาพมายังไงให้สื่อถึงความใหญ่เลยใช้ให้แฟนไม่ยืนเทียบสเกลเอา (ถ้าแฟนตัวใหญ่ไปนิดทำให้เทียบยากก็ขออภัยครับ 555)
ตรงที่ยืนยังถือว่าห่างมากๆครับเพราะเป็นห่วงความปลอดภัย ถ้ายืนเทียบกันจริงๆตัวเท่าพุ่มไม้ตรงเสาซุ้มประตูนั่นแหละครับ คิดไม่ออกเลยถ้าสร้างสำเร็จจะใหญ่แค่ไหน *O*
หลังจากจุดนี้ก็ถูกพาไปไถเงินกันเรียบร้อย มีการพาไปที่อื่นก่อนกลับเรือสงสัยกลัวพี่พนักงานเรือด่าเอา ถือว่าเป็นค่าแนะนำสถานที่กันปาย เราก็นั่งเรือกลับไปที่จุดเดิมครับโดยขากลับจะเร็วกว่าเพราะเรือไปตามน้ำ ขากลับหลับยาวไม่ต้องถามเหนื่อยแค่ไหน
ก่อนเข้าโรงแรมที่พักเราไปดูพระอาทิตย์ตกต่อที่สะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก 1.2 ก.ม. สะพานอูเบ็ง (U Bein Bridge) ที่ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน สะพานถูกสร้างจากเสาไม้สักที่เหลืออยู่จากการย้ายเมืองหลวงจากเมืองอังวะไปเมืองอมรปุระโดยมีเสาทั้งหมด 1,086 ต้นด้วยกันจ้า
รู้สึกจะมาผิดฤดูน้ำแห้งไปหมดเห็นเป็นทุ่งหญ้าไปหมดเลย อุตส่าห์รอมาถ่ายสะพานสะท้อนในน้ำ
จบวันแรกด้วยการเช็คอินเข้าโรงแรม Yadanarpon Dynasty Hotel โรงแรมสวยทีเดียวแถมอยู่ใกล้พระราชวังมัณฑะเลย์ ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะไม่มีค่าโฆษณาให้ ล้อเล่นครับพอดีมันเหนื้อยเหนื่อย เดินไปหาอะไรกินกับลองกินเบียร์ Mandalay และ Myanmar อร่อยมากรักเลย
วันต่อมาเราออกกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อที่จะไปเข้าร่วมพิธีล้างหน้าพระมหามัยมุณี (Mahamuni Buddha) ถ้าไปช้าจะไม่ได้ดูใกล้ๆนะครับ คนพม่ามากันเยอะมากคนไทยก็เช่นกัน เห็นองค์พระแล้วไม่สงสัยเลยทำไมคนถึงเลื่อมไสขนาดนี้ พระมหามุณียังเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดที่เรามาตามเก็บด้วยครับ
เสร็จสิ้นจากตรงนี้เราก็บึ่งรถไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Mandalay Hill กันแต่เอาเข้าจริงพระอาทิตย์ขึ้นนี่ธรรมดาๆครับเลยหันไปถ่ายวัดกับคนที่มาไหว้พระแทน
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น