น้ำมันดิบ
ทุกคนรู้จักน้ำมันไม่ว่าจะเป็น เบนซีน ดีเซล ฯลฯ น้ำมันเหล่านั้นได้มาจากการแปรรูปน้ำมันดิบ(crude oil)ซึ่งอยู่ใต้ดิน น้ำมันดิบมีอยู่หลายแหล่งทั่วโลก แต่ละที่มีคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน น้ำมันดิบที่ดีถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือต้องไม่เหนียวมากและไม่เปรี้ยว ความเหนียวของน้ำมันดิบวัดเป็นค่า API Gravity(API = American Petroleum Institution)เทียบกับน้ำ ซึ่งค่านี้ยิ่งมากยิ่งดี(ยิ่งใส/เหนียวน้อย, สัก 35-40 API G.กำลังสวย) ศัพท์น้ำมันง่าย ๆเหนียวมากคือพวก heavy เหนียวน้อยคือ light น้ำมันดิบจะมีสารประกอบอื่นติดมาด้วยซึ่งได้แก่ สารปรอท และเจ้าตัวร้ายคือ sulfur (ที่เรียกกันว่ากรดกำมะถัน) sulfurจะมีกลิ่นเปรี้ยว(รสเปรี้ยวหรือไม่ไม่รู้เพราะคงไม่มีใครกล้าชิม)และมีคุณสมบัติกัดทำลายโลหะได้ การผลิตน้ำมันจึงต้องกำจัดสารประกอบเหล่านี้ออกให้หมดจากน้ำมันดิบ ซึ่งถ้ามีมากก็ต้องมีกระบวนการมากและกินเวลามาก น้ำมันดิบคุณภาพดีเลยเรียกว่า light and sweet (ไม่เหนียวและไม่เปรี้ยว)เพราะจะมีต้นทุนการผลิตต่ำ
แล้วน้ำมันดิบคุณภาพดีที่สุดในโลกอยู่แหล่งไหน เชื่อหรือไม่ว่ามันอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยเลย แหล่งที่มีน้ำมันดิบคุณภาพดีสุดในโลกคือแหล่งที่ประเทศมาเลเซียมีชื่อว่าแหล่ง Tapis น้ำมันดิบที่นั่นมีลักษณะ very light and very sweet(45 API G. + 0.04% sulfur) น่าเสียดายที่มันมีปริมาณไม่มากพอที่จะมีอิทธิพลต่อตลาดโลก อย่างไรก็ดีมันมีความสำคัญต่อภูมิภาคนี้ สำคัญอย่างไรจะอธิบายในลำดับถัดไป
การกำหนดราคาน้ำมัน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่าสินค้าcommodities สินค้าcommoditiesเป็นสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคแบบmass สินค้าพวกนี้มีอะไรบ้างได้แก่ ข้าว, น้ำมัน, ทองคำ, น้ำตาล ฯลฯ ด้วยลักษณะของสินค้าที่มีการใช้มากมีผู้ผลิตมากและผู้บริโภคมาก จึงต้องมีการกำหนดราคากลางหรือตลาดกลาง อันนี้เป็นหลักจำเป็นของสินค้าประเภทนี้และเกิดขึ้นจากการยินยอมพร้อมใจของผู้ซื้อและผู้ขายทุกรายด้วยไม่มีใครบังคับ เนื่องจากทุกคนเรียนรู้ว่าถ้าปล่อยให้กำหนดราคาอิสระแข่งกันเอง มันจะเกิดการตัดราคา รวมถึงการแอบซื้อถูกเจ้านี้ไปขายแพงเจ้าโน้น มีตลาดมืดตลาดสว่างวุ่นวายไปหมด สินค้าแบบcommoditiesจึงเกิดตลาดกลางและมีการกำหนดราคากลางซึ่งใช้หลัก Benchmark price หรือ Reference price อ้างอิงกับแหล่งใดแหล่งหนึ่ง
น้ำมันดิบ(crude oil)เป็นสินค้าแบบheterogeneity commodities คือเป็นสินค้าcommoditiesน่ะแหละแต่มีความต่างกันในแต่ละพื้นที่ (heterogeneity) เนื่องจากน้ำมันดิบจากแต่ละแหล่งมีคุณภาพต่างกัน จึงมีการกำหนดตลาดกลางและราคากลางหลายแห่งทั่วโลก ตัวอย่างมีดังนี้
• West Texas Intermediate (แหล่งในอเมริกา) เป็นราคากลางน้ำมันดิบสำหรับตลาดในอเมริกา
• Brent (แหล่งในทะเลเหนือ) เป็นราคากลางน้ำมันดิบทางแถบยุโรปตอนเหนือและประเทศอังกฤษ
• Fateh (แหล่งในดูไบ) เป็นราคากลางน้ำมันดิบในตะวันออกกลางใช้สำหรับเวลาขายให้ประเทศทางแถบเอเชีย
• Urals (แหล่งในรัสเซีย) เป็นราคากลางน้ำมันดิบสำหรับประเทศรัสเซียและประเทศโดยรอบ
• Tapis (แหล่งในมาเลเซีย) เป็นราคากลางน้ำมันดิบใช้ที่ตลาดกลางสิงคปร์เพื่อประเทศในแถบเอเชียและออสเตรเลีย
มาถึงการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปเช่น เบนซีน ดีเซลที่เขาขายกันภายในแต่ละประเทศเขากำหนดราคาอย่างไร โครงสร้างของราคาก็จะมาจาก ราคาน้ำมันดิบที่ไปซื้อจากตลาดกลาง(ตลาดไหนก็แล้วแต่) บวกค่าขนส่ง(logistics costs) บวกค่าการกลั่น(refinery costs) บวกค่าการตลาด(marketing costs จริง ๆ ก็กำไรน่ะแหละ) บวกภาษีจำเพาะของแต่ละประเทศ บวกกองทุนชดเชยต่าง ๆ บวกภาษีสิ่งแวดล้อม(environmental tax, green tax แล้วแต่จะเรียก) บวก บวก บวก ... ออกมาเป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปขายปลีก
ราคาน้ำมันในไทยสะท้อนความจริงแค่ไหน
ต้องยอมรับความจริงก่อนที่ว่าเราเป็นประเทศที่ทรัพยากรน้ำมันดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ คือเราผลิตได้เพียงประมาณ 30% ของความต้องการในประเทศเท่านั้น (มีหลายคนอาจเถียงแต่ก็ขอยืนยันอีกครั้งเพราะอยู่ในวงการน้ำมันว่าประเทศเรามีน้ำมันน้อย) ถ้าเรามีเพียงพอเราก็สามารถแบ่งใช้ในประเทศและกำหนดราคาของตัวเอง ซึ่งแน่นอนราคาย่อมถูกกว่าปัจจุบันมาก (ตัวอย่างมาเลเซียราคาน้ำมันถูกเพราะเขาผลิตใช้เองเพียงพอและมีเหลือส่งออก) แต่ในเมื่อเราทำไม่ได้ก็จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันในส่วนที่ขาด ซึ่งอาจเป็นรูปน้ำมันสำเร็จรูป หรือน้ำมันดิบแล้วมากลั่นประเทศไทย (เรามีโรงกลั่นเยอะพอและรับจ้างกลั่นให้ชาวบ้านด้วย) เมื่อต้องซื้อต้องนำเข้าแล้วจะไปอิงราคาตลาดไหนตามลักษณะสินค้าcommodities ก็ต้องเป็นตลาดกลางใหญ่สุดและใกล้สุดซึ่งก็คือ สิงคโปร์
ตลาดกลางที่สิงคโปร์ก็ใช้ Benchmark price ซึ่งมีทั้งราคากลางของน้ำมันดิบ(อิงแหล่งTapis)และราคากลางของน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตแล้ว(อิงราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์) หลักการและความจำเป็นอิงราคากลางน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นก็เหมือนกรณีน้ำมันดิบ คือถ้าแต่ละประเทศกำหนดราคาเสรีกันเองก็จะเกิดการลักลอบซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปจากที่ถูกไปขายที่แพง ตัวอย่างเช่นถ้าราคาหน้าโรงกลั่นไทยถูกกว่าที่สิงคโปร์ ผู้ค้าปลีกน้ำมันไทยก็จะซื้อจากในประเทศไปขายที่สิงคโปร์ทำให้ประเทศไทยขาดแคลนน้ำมัน นอกจากช่วยเรื่องเสถียรภาพของซัพพลายในประเทศแล้วการที่ประเทศไทยอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นกับสิงคโปร์ยังมีข้อดีอื่นอีก และดีมากด้วย อย่างไร คิดง่ายๆ ถ้ากำหนดราคาเองโดยเราซื้อน้ำมันดิบจากตลาดสิงคโปร์มากลั่น ราคาหน้าโรงกลั่นไทยจะเท่ากับ ราคาน้ำมันดิบ+ค่าขนส่ง+ค่ากลั่น แต้ถ้าเราใช้ราคาสิงคโปร์เสมือนไปกำหนดเพดานราคาให้ราคาได้มากสุดจะเท่ากับ ราคาน้ำมันดิบ + ค่ากลั่น จึงเป็นการบีบผู้ประกอบการกลั่นของไทยทางอ้อมให้ต้องมีประสิทธิภาพลดต้นทุนค่าการกลั่นเพื่อชดเชยต้นทุนค่าขนส่งที่คุณขนน้ำมันเข้ามา(เพราะจริง ๆ ต้องนำเข้ามา)ไม่ว่าจะมาจากตลาดไหนก็แล้วแต่
โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ดังนี้ (อันนี้ยืมมาจาก สำนักงานโยบายและแผนพลังงาน
http://www.eppo.go.th)
1. ราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์
2. ภาษีสรรพสามิต (Excise tax)
3. ภาษีมหาดไทย (ภาษีเทศบาล) ส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทย มีอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเชื้อเพลิง
4. เงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมัน
5. เงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนอุดหนุนการการอนุรักษ์พลังงาน (Green tax/ Eco-tax)
6. ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT)
7. ค่าการตลาด คือ ผลตอบแทนที่ผู้ค้าน้ำมันจะได้รับ
8. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าการตลาด คิดเป็น 7% ของค่าการตลาด
นี่เป็นข้อมูลล่าสุดเมื่อกันยายน 2559 จะเห็นว่านอกเหนือจากค่าน้ำมันจริงแล้วเรามีค่าอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอีกตั้ง 7 รายการ ไม่ได้แจกแจงลงไปว่าแต่ละรายการมีอัตราหรือมูลค่าเท่าใดเพราะต้องหาข้อมูลเพิ่มอีก แต่ขอเป็นรวมสรุปโดยยกตัวอย่างหนึ่งคือราคาน้ำมันดีเซล ราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ (ex-factory Singapore diesel oil price)เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 อยู่ประมาณ 18 บาทต่อลิตรขณะที่ราคาขายปลีกในไทยอยู่ประมาณ 25-26 บาทต่อลิตร นั่นหมายความว่าไอ้ 7 รายการนั่นรวมๆกันมีมูลค่าประมาณ 40% ของราคาเนื้อน้ำมันที่แท้จริง แพงมั้ยก็ขึ้นกับว่าเทียบกับใคร เอาใกล้ๆในภูมิภาค มาเลเซียน้ำมันถูกกว่าเราครึ่งหนึ่งเพราะเขาผลิตใช้เองราคาเนื้อน้ำมันแท้ก็ถูกและค่าเรียกเก็บค่าภาษีต่างๆรวมกันก็อีก 20-30% ถ้าเป็นสิงคโปร์เขาเรียกเก็บค่าภาษีค่ากองทุน ฯลฯ ร่วม 200% ราคาน้ำมันปลีกสิงคโปร์เลยขายกันอยู่ที่ลิตรละประมาณ 50 บาท แพงกว่าประเทศไทยสองเท่า แต่เชื่อมั้ยถึงแม้ราคาน้ำมันที่สิงคโปร์แพงกว่าเรามากแต่ต้นทุนค่า logistics ของเขาโดยเฉลี่ยถูกกว่าไทย ไม่รู้เขาทำได้งัย หรือไทยเราไม่มีประสิทธิภาพ ??
วกกลับมาที่แล้วราคาน้ำมันในประเทศไทยจะถูกกว่านี้ได้มั้ย คำตอบคือมันก็ต้องล้อไปตามราคาตลาดโลกโดยตรงเพราะเราผลิตเองไม่พอใช้ จะให้ถูกกว่านี้ก็พอได้ก็โดยการยกเลิกเก็บหรือปรับลดพวกรายการภาษีและค่ากองทุนต่างๆ อย่างไรก็ดีต้องตอบตัวเองก่อนว่ารายการเหล่านั้นจำเป็นหรือไม่ ยกเลิกไปแล้วมีผลกระทบกับประเทศไทยในระยะยาวหรือเปล่า อันนี้ไม่กล้าสรุปเพราะไม่มีข้อมูลและคนคิดเก็บเขาคงคิดมาดีแล้ว(..มั้ง) แต่ที่พอจะสรุปได้คือราคาน้ำมันของไทยที่เป็นอยู่ปัจจุบันมีความโปร่งใสพอควร
น้ำมันและโครงสร้างราคาน้ำมันในไทย
ทุกคนรู้จักน้ำมันไม่ว่าจะเป็น เบนซีน ดีเซล ฯลฯ น้ำมันเหล่านั้นได้มาจากการแปรรูปน้ำมันดิบ(crude oil)ซึ่งอยู่ใต้ดิน น้ำมันดิบมีอยู่หลายแหล่งทั่วโลก แต่ละที่มีคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน น้ำมันดิบที่ดีถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือต้องไม่เหนียวมากและไม่เปรี้ยว ความเหนียวของน้ำมันดิบวัดเป็นค่า API Gravity(API = American Petroleum Institution)เทียบกับน้ำ ซึ่งค่านี้ยิ่งมากยิ่งดี(ยิ่งใส/เหนียวน้อย, สัก 35-40 API G.กำลังสวย) ศัพท์น้ำมันง่าย ๆเหนียวมากคือพวก heavy เหนียวน้อยคือ light น้ำมันดิบจะมีสารประกอบอื่นติดมาด้วยซึ่งได้แก่ สารปรอท และเจ้าตัวร้ายคือ sulfur (ที่เรียกกันว่ากรดกำมะถัน) sulfurจะมีกลิ่นเปรี้ยว(รสเปรี้ยวหรือไม่ไม่รู้เพราะคงไม่มีใครกล้าชิม)และมีคุณสมบัติกัดทำลายโลหะได้ การผลิตน้ำมันจึงต้องกำจัดสารประกอบเหล่านี้ออกให้หมดจากน้ำมันดิบ ซึ่งถ้ามีมากก็ต้องมีกระบวนการมากและกินเวลามาก น้ำมันดิบคุณภาพดีเลยเรียกว่า light and sweet (ไม่เหนียวและไม่เปรี้ยว)เพราะจะมีต้นทุนการผลิตต่ำ
แล้วน้ำมันดิบคุณภาพดีที่สุดในโลกอยู่แหล่งไหน เชื่อหรือไม่ว่ามันอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยเลย แหล่งที่มีน้ำมันดิบคุณภาพดีสุดในโลกคือแหล่งที่ประเทศมาเลเซียมีชื่อว่าแหล่ง Tapis น้ำมันดิบที่นั่นมีลักษณะ very light and very sweet(45 API G. + 0.04% sulfur) น่าเสียดายที่มันมีปริมาณไม่มากพอที่จะมีอิทธิพลต่อตลาดโลก อย่างไรก็ดีมันมีความสำคัญต่อภูมิภาคนี้ สำคัญอย่างไรจะอธิบายในลำดับถัดไป
การกำหนดราคาน้ำมัน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่าสินค้าcommodities สินค้าcommoditiesเป็นสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคแบบmass สินค้าพวกนี้มีอะไรบ้างได้แก่ ข้าว, น้ำมัน, ทองคำ, น้ำตาล ฯลฯ ด้วยลักษณะของสินค้าที่มีการใช้มากมีผู้ผลิตมากและผู้บริโภคมาก จึงต้องมีการกำหนดราคากลางหรือตลาดกลาง อันนี้เป็นหลักจำเป็นของสินค้าประเภทนี้และเกิดขึ้นจากการยินยอมพร้อมใจของผู้ซื้อและผู้ขายทุกรายด้วยไม่มีใครบังคับ เนื่องจากทุกคนเรียนรู้ว่าถ้าปล่อยให้กำหนดราคาอิสระแข่งกันเอง มันจะเกิดการตัดราคา รวมถึงการแอบซื้อถูกเจ้านี้ไปขายแพงเจ้าโน้น มีตลาดมืดตลาดสว่างวุ่นวายไปหมด สินค้าแบบcommoditiesจึงเกิดตลาดกลางและมีการกำหนดราคากลางซึ่งใช้หลัก Benchmark price หรือ Reference price อ้างอิงกับแหล่งใดแหล่งหนึ่ง
น้ำมันดิบ(crude oil)เป็นสินค้าแบบheterogeneity commodities คือเป็นสินค้าcommoditiesน่ะแหละแต่มีความต่างกันในแต่ละพื้นที่ (heterogeneity) เนื่องจากน้ำมันดิบจากแต่ละแหล่งมีคุณภาพต่างกัน จึงมีการกำหนดตลาดกลางและราคากลางหลายแห่งทั่วโลก ตัวอย่างมีดังนี้
• West Texas Intermediate (แหล่งในอเมริกา) เป็นราคากลางน้ำมันดิบสำหรับตลาดในอเมริกา
• Brent (แหล่งในทะเลเหนือ) เป็นราคากลางน้ำมันดิบทางแถบยุโรปตอนเหนือและประเทศอังกฤษ
• Fateh (แหล่งในดูไบ) เป็นราคากลางน้ำมันดิบในตะวันออกกลางใช้สำหรับเวลาขายให้ประเทศทางแถบเอเชีย
• Urals (แหล่งในรัสเซีย) เป็นราคากลางน้ำมันดิบสำหรับประเทศรัสเซียและประเทศโดยรอบ
• Tapis (แหล่งในมาเลเซีย) เป็นราคากลางน้ำมันดิบใช้ที่ตลาดกลางสิงคปร์เพื่อประเทศในแถบเอเชียและออสเตรเลีย
มาถึงการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปเช่น เบนซีน ดีเซลที่เขาขายกันภายในแต่ละประเทศเขากำหนดราคาอย่างไร โครงสร้างของราคาก็จะมาจาก ราคาน้ำมันดิบที่ไปซื้อจากตลาดกลาง(ตลาดไหนก็แล้วแต่) บวกค่าขนส่ง(logistics costs) บวกค่าการกลั่น(refinery costs) บวกค่าการตลาด(marketing costs จริง ๆ ก็กำไรน่ะแหละ) บวกภาษีจำเพาะของแต่ละประเทศ บวกกองทุนชดเชยต่าง ๆ บวกภาษีสิ่งแวดล้อม(environmental tax, green tax แล้วแต่จะเรียก) บวก บวก บวก ... ออกมาเป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปขายปลีก
ราคาน้ำมันในไทยสะท้อนความจริงแค่ไหน
ต้องยอมรับความจริงก่อนที่ว่าเราเป็นประเทศที่ทรัพยากรน้ำมันดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ คือเราผลิตได้เพียงประมาณ 30% ของความต้องการในประเทศเท่านั้น (มีหลายคนอาจเถียงแต่ก็ขอยืนยันอีกครั้งเพราะอยู่ในวงการน้ำมันว่าประเทศเรามีน้ำมันน้อย) ถ้าเรามีเพียงพอเราก็สามารถแบ่งใช้ในประเทศและกำหนดราคาของตัวเอง ซึ่งแน่นอนราคาย่อมถูกกว่าปัจจุบันมาก (ตัวอย่างมาเลเซียราคาน้ำมันถูกเพราะเขาผลิตใช้เองเพียงพอและมีเหลือส่งออก) แต่ในเมื่อเราทำไม่ได้ก็จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันในส่วนที่ขาด ซึ่งอาจเป็นรูปน้ำมันสำเร็จรูป หรือน้ำมันดิบแล้วมากลั่นประเทศไทย (เรามีโรงกลั่นเยอะพอและรับจ้างกลั่นให้ชาวบ้านด้วย) เมื่อต้องซื้อต้องนำเข้าแล้วจะไปอิงราคาตลาดไหนตามลักษณะสินค้าcommodities ก็ต้องเป็นตลาดกลางใหญ่สุดและใกล้สุดซึ่งก็คือ สิงคโปร์
ตลาดกลางที่สิงคโปร์ก็ใช้ Benchmark price ซึ่งมีทั้งราคากลางของน้ำมันดิบ(อิงแหล่งTapis)และราคากลางของน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตแล้ว(อิงราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์) หลักการและความจำเป็นอิงราคากลางน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นก็เหมือนกรณีน้ำมันดิบ คือถ้าแต่ละประเทศกำหนดราคาเสรีกันเองก็จะเกิดการลักลอบซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปจากที่ถูกไปขายที่แพง ตัวอย่างเช่นถ้าราคาหน้าโรงกลั่นไทยถูกกว่าที่สิงคโปร์ ผู้ค้าปลีกน้ำมันไทยก็จะซื้อจากในประเทศไปขายที่สิงคโปร์ทำให้ประเทศไทยขาดแคลนน้ำมัน นอกจากช่วยเรื่องเสถียรภาพของซัพพลายในประเทศแล้วการที่ประเทศไทยอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นกับสิงคโปร์ยังมีข้อดีอื่นอีก และดีมากด้วย อย่างไร คิดง่ายๆ ถ้ากำหนดราคาเองโดยเราซื้อน้ำมันดิบจากตลาดสิงคโปร์มากลั่น ราคาหน้าโรงกลั่นไทยจะเท่ากับ ราคาน้ำมันดิบ+ค่าขนส่ง+ค่ากลั่น แต้ถ้าเราใช้ราคาสิงคโปร์เสมือนไปกำหนดเพดานราคาให้ราคาได้มากสุดจะเท่ากับ ราคาน้ำมันดิบ + ค่ากลั่น จึงเป็นการบีบผู้ประกอบการกลั่นของไทยทางอ้อมให้ต้องมีประสิทธิภาพลดต้นทุนค่าการกลั่นเพื่อชดเชยต้นทุนค่าขนส่งที่คุณขนน้ำมันเข้ามา(เพราะจริง ๆ ต้องนำเข้ามา)ไม่ว่าจะมาจากตลาดไหนก็แล้วแต่
โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ดังนี้ (อันนี้ยืมมาจาก สำนักงานโยบายและแผนพลังงาน http://www.eppo.go.th)
1. ราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์
2. ภาษีสรรพสามิต (Excise tax)
3. ภาษีมหาดไทย (ภาษีเทศบาล) ส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทย มีอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเชื้อเพลิง
4. เงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมัน
5. เงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนอุดหนุนการการอนุรักษ์พลังงาน (Green tax/ Eco-tax)
6. ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT)
7. ค่าการตลาด คือ ผลตอบแทนที่ผู้ค้าน้ำมันจะได้รับ
8. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าการตลาด คิดเป็น 7% ของค่าการตลาด
นี่เป็นข้อมูลล่าสุดเมื่อกันยายน 2559 จะเห็นว่านอกเหนือจากค่าน้ำมันจริงแล้วเรามีค่าอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอีกตั้ง 7 รายการ ไม่ได้แจกแจงลงไปว่าแต่ละรายการมีอัตราหรือมูลค่าเท่าใดเพราะต้องหาข้อมูลเพิ่มอีก แต่ขอเป็นรวมสรุปโดยยกตัวอย่างหนึ่งคือราคาน้ำมันดีเซล ราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ (ex-factory Singapore diesel oil price)เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 อยู่ประมาณ 18 บาทต่อลิตรขณะที่ราคาขายปลีกในไทยอยู่ประมาณ 25-26 บาทต่อลิตร นั่นหมายความว่าไอ้ 7 รายการนั่นรวมๆกันมีมูลค่าประมาณ 40% ของราคาเนื้อน้ำมันที่แท้จริง แพงมั้ยก็ขึ้นกับว่าเทียบกับใคร เอาใกล้ๆในภูมิภาค มาเลเซียน้ำมันถูกกว่าเราครึ่งหนึ่งเพราะเขาผลิตใช้เองราคาเนื้อน้ำมันแท้ก็ถูกและค่าเรียกเก็บค่าภาษีต่างๆรวมกันก็อีก 20-30% ถ้าเป็นสิงคโปร์เขาเรียกเก็บค่าภาษีค่ากองทุน ฯลฯ ร่วม 200% ราคาน้ำมันปลีกสิงคโปร์เลยขายกันอยู่ที่ลิตรละประมาณ 50 บาท แพงกว่าประเทศไทยสองเท่า แต่เชื่อมั้ยถึงแม้ราคาน้ำมันที่สิงคโปร์แพงกว่าเรามากแต่ต้นทุนค่า logistics ของเขาโดยเฉลี่ยถูกกว่าไทย ไม่รู้เขาทำได้งัย หรือไทยเราไม่มีประสิทธิภาพ ??
วกกลับมาที่แล้วราคาน้ำมันในประเทศไทยจะถูกกว่านี้ได้มั้ย คำตอบคือมันก็ต้องล้อไปตามราคาตลาดโลกโดยตรงเพราะเราผลิตเองไม่พอใช้ จะให้ถูกกว่านี้ก็พอได้ก็โดยการยกเลิกเก็บหรือปรับลดพวกรายการภาษีและค่ากองทุนต่างๆ อย่างไรก็ดีต้องตอบตัวเองก่อนว่ารายการเหล่านั้นจำเป็นหรือไม่ ยกเลิกไปแล้วมีผลกระทบกับประเทศไทยในระยะยาวหรือเปล่า อันนี้ไม่กล้าสรุปเพราะไม่มีข้อมูลและคนคิดเก็บเขาคงคิดมาดีแล้ว(..มั้ง) แต่ที่พอจะสรุปได้คือราคาน้ำมันของไทยที่เป็นอยู่ปัจจุบันมีความโปร่งใสพอควร