เมื่อผมตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศตอนอายุ 30

เมื่อผมตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศตอนอายุ 30

ผมจบปริญญาตรีและโทมาแล้วในประเทศไทย แต่ไม่มีประสบการทำงานที่ตรงกับสายที่อยากไปเรียนต่อนัก ผมอยากเรียนต่อทางด้าน Finance ที่มองเอาไว้เป็น Finance กว้างๆ , Investment หรือ Risk management ผมไม่ค่อยรู้ว่าจบมาแล้วจะทำอะไรได้จริงๆเท่าไรนักแต่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่อยากรู้จังเท่านั้นเอง  จะบอกว่าไม่มีเป้าหมายเลยก็ไม่ได้หรอก จริงๆผมอยากทำงานที่เกี่ยวกับทางด้านการเงินอาจจะเป็นงานในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ก็เป็นอาจารย์สอนทางด้านการเงินไปเลย ผมรู้สึกว่าตัวเองชอบเงินเอามากๆ ตอนเด็กๆหรือแม้แต่ในปัจจุบันเวลาที่ผมซื้อของผมจะต้องคิดไว้ก่อนว่าต้องจ่ายเงินเท่าไร แคชเชียร์จะบอกยอดเท่าไรกับเราเสมอๆ หรือบางครั้งก็บวกไปพร้อมกับเวลาที่แคชเชียร์คิดเงิน ผมว่ามันสนุกดี

ผมก็เป็นเด็กไทยคนนึงที่เกิดและโตในยุคที่การศึกษาไม่ค่อยพัฒนานัก ที่บอกไม่พัฒนาเพราะผมเลือกเรียนคณะจากคะแนนที่เราไปถึง จากการถามเพื่อนในคณะผมหลายๆคนก็เป็นแบบนั้น พ่อแม่บอกคณะไว้และทำให้ถึงตามเกณฑ์ ถ้าไม่ถึงพ่อแม่หรือสังคมก็มีคณะที่เราควรเรียนไว้เป็นอันดับๆเรียงไว้ให้แล้ว สมัยเด็กๆก็คิดว่าใช่ไงใครๆก็ทำแบบนี้ทั้งนั้นแต่พอโตมาก็มีอาการที่เรียกว่าเคว้งหลายๆครั้งจนคิดว่าวันนี้แหละจะต้องลองทำตามที่คิดเองสักที ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ฉะนั้นสิ่งที่คุณเรียนอยู่คุณอาจจะไม่ได้ชอบหรือไม่ใช่แบบที่คุณอยากเป็นแต่ถ้าคุณพยายามไม่ยอมแพ้ ขยัน อดทน คุณจะทำได้เอง ตำรานี้ที่แม่ผมสอนมานี้แหละทำให้ผมผ่านมาได้ทุกการสอบและถ้าขยันมากพอผมก็จะทำมันได้อย่างดี

ก่อนหน้านี้ผมมีคำถามเรื่องเรียนต่อหลายครั้ง เนื่องจากทุกวันนี้ผมถือว่าตัวเองอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเองแล้วนะครับ ผมมีเงินเดือนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคนอายุเท่ากัน งานที่ทำไม่ได้เครียดมากนัก ถ้าเราไม่กดดันตัวเอง ซึ่งต่อให้ไม่กดดันผมก็มีเงินเดือนที่เรียกว่าสามารถใช้จ่ายได้อย่างสนุกสนาน มีวันหยุดที่เท่าเทียมกับคนทั่วไปแค่ปกติแล้วจะบ้างานมากเป็นพิเศษยกเว้นไปเที่ยวไกลๆ หลายๆปีที่ผ่านมาผมไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 4+ ครั้ง ปีล่าสุดพีคหน่อยผมไปเรียกได้ว่าเดือนเว้นเดือน แต่วันนี้อยู่ดีๆผมก็คิดว่าถึงเวลาแล้วแหละที่จะก้าวผ่าน Comfort Zone ที่สร้างขึ้นไปหา Comfort Zone ใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม .... ฟังดูโคตร Passion เลยเนอะ แต่จริงๆไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมเป็นคน Passion แบบระยะสั้นมากๆ แต่แรง

แล้วทำไมผมถึงตัดสินใจไปเรียนต่อ . . . จริงๆเป็นสิ่งที่รู้อยู่แล้วแต่ไม่ยอมรับมัน ผมคิดว่าการสร้างธุรกิจหรือการสั่งสมความมั่งคั่งสามารถหมดไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับความรู้ค่าของความรู้ประเมินค่ายาก หลายคนถามว่าทำไมต้องปริญญาเพราะการที่คนในสังคมจะยอมรับว่าคุณมีความรู้เรื่องอะไรนั่นแปลว่าคุณต้องมีความรู้เรื่องนั้นมากๆและเก่งเรื่องนั้นมากๆจริงๆแต่ถ้าคุณไม่ได้มีความรู้มากพอหรือไม่มีโอกาสโชว์ความสามารถนั้นให้คนทั่วไปเห็น ใบปริญญาจะเป็นสิ่งนึงที่คนในสังคมยอมรับในความสามารถของคุณ ผมจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาที่ต่างประเทศ

ตอนนี้เรามาถึงขั้นตอนของการหาข้อมูลกันแล้วนะครับ แน่นอนทางที่ง่ายที่สุดสำหรับผมคืออ่านจาก Internet และ Pantip ก็เป็นหนึ่งในนั้น ถัดมาผมก็เริ่มถามจากคนที่ไปเรียนที่ต่างประเทศมาแล้ว เป้าหมายประเทศของผมในตอนแรกมี อังกฤษ และ ออสเตรเลีย ผมขอสรุปข้อมูลที่ผมได้มาคร่าวๆเพื่อคนอื่นอยากไปเรียนต่อนะครับ

    1 หาคณะที่อยากเรียน สาขาวิชา และควรลงลึกไปถึงรายวิชาที่เรียน แต่หลายๆคนคงสงสัยเหมือนผมว่ารายวิชาที่เรียนจะเรียนอะไร จะรู้ได้อย่างไรว่าชอบ Google มีทุกอย่างเลยครับ ผมอาจจะง่ายหน่อย ที่เรียนมาเยอะหน่อยพอจะรู้แนวทาง แต่ผมเชื่อว่าคนในยุคผมหลายๆคนสับสนครับ ผมเรียนปริญญาตรีมาด้วย วิชาเลือกที่บังคับเลือก อาทิ ข้อกำหนดของคณะ ต้องมีการเรียนวิชาในคณะสังคมศาสตร์ผมได้เรียนภูมิศาสตร์ครับ คณะเลือกไว้ให้แล้ว คือชีวิตไม่ต้องเลือกอะครับ ต่อให้อยากเลือกก็ไม่ได้เลือก ซึ่งมันจะยากหน่อย เมื่อต้องมาเลือกทำอะไรแบบนี้เอง แต่ลองดูครับ หาข้อมูล มันจะสับสนหน่อยเพราะไม่เคยแต่ไม่อยากเกินไป
    
       2 ดูว่าคณะหรือสาขาที่เราเรียนมหาลัยไหนดัง Google เช่นเคยครับ Ranking University แล้วใส่สาขาวิชาที่คุณจะเรียนลงไป แต่ละสถาบันที่จัดอันดับก็อาจจะแตกต่างกันแต่คุณจะพอรู้คร่าวๆว่าสาขาที่เราจะเรียน ควรไปเรียนที่ไหนดี ของผมยากหน่อยเพราะอยากไปสองประเทศที่ไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไร แต่ผมก็หาแล้วเจาะไปในแต่ละสาขาวิชาของแต่ละมหาวิทยาลัยเลยว่าเค้าต้องการอะไรมาก ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะดูคล้ายๆกัน อย่างผมก็ดู
             2.1 ค่าเทอมครับ มหาวิทยาลัย Rank สูงๆค่าเทอมจะแพง เรียกได้ว่าแพงกว่าต่ำๆถึง 2 เท่าก็มี แต่จากการเก็บข้อมูลของผมคือเรียนมหาวิทยาลัยที่มี Rank สูงๆดีกว่าครับ ถ้าคุณสามารถเข้าไปได้ ซึ่งหลายๆคนจะบอกว่าเรื่องเงินเป็นปัญหาซึ่งสำหรับผมก็เป็นนะครับ เด๋วผมจะเล่าให้ฟัง ซึ่งผมมีประสบการณ์จากการเรียนปริญญาโทที่เอาแบบที่เข้าได้แน่ๆมาแล้วซึ่งจบมาแล้วผมได้ความรู้น้อยไปหน่อย
            2.2 วิชาที่เรียน ผมว่าควรดูคร่าวๆก่อนนะครับ ถ้าคุณยังไม่มีข้อมูลอะไรเลย ทำการบ้านเยอะๆไว้ก่อน จดวิชาที่เค้าสอนทั้งที่ไม่รู้จัก พอจดไปจดมาสักพักจะเริ่มรู้จักเอง เพราะถ้าความต้องการคุณไม่กว้างเกินไป วิชาก็จะซ้ำๆกันแหละครับ อย่างของผมตอนแรกดู Finance แต่พอไปหาก็จะเจอ Account – finance , Finance – invest , Finance – Econ , Finance – Risk ซึ่งเราจะเริ่มรู้ความแตกต่างของและอันมากขึ้น ซึ่งควรดูรายวิชาเพราะบางมหาลัยคนละชื่อแต่ละสาขาเรียนเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความซับซ้อนของต่างประเทศที่จะมีหลายสาขาวิชามากกว่าบ้านเรา
            2.3 Requirement คุณสมบัติผู้สมัคร ส่วนใหญ่ก็จะเกรดเฉลี่ยในระดับ ปริญญาตรี , คะแนน IELTS , ประสบกรณ์ทำงาน ตอนนี้ผมจะบอกข้อมูลได้แคบลงแล้วนะครับ เพราะผมดูมาแต่สาขาที่ผมอยากเรียนคือ Finance ก็จะมี GMAT เป็น Optional ในบางมหาวิทยาลัย  หรือสาขาวิชาที่เรียนมาแล้วที่สอดคล้องกับที่เราสมัครไป ระยะเวลาในการศึกษาต่อซึ่งถ้าเป็นอังกฤษจะ 1 ปี ออสเตรเลียจะ 2 ปีครับ ซึ่งตรงนี้บวกกับค่าใช้จ่ายนี่แหละที่จะทำให้ผมตัดออสเตรเลียทิ้งไป (ออสเตรเลียผมดูไว้แค่สามแห่งนะครับ ด้วยสาขาที่ผมจะเรียนก็มี Melbourne , Sydney และก็ NSW ซึ่งทั้งสามแห่งนี้ค่าเทอมอยู่ที่ประมาณ 80,000 AUD ตลอดหลักสูตรซึ่งเทียบกับประมาณ 2 ล้านบาทซึ่งผมบวกกับค่าใช้จ่ายที่ต้องอยู๋สองปีแล้วไม่ไหวอะครับ ส่วนที่ที่เรียนแค่ปีเดียวจะมีแค่ NSW ซึ่งค่าเทอมจะอยู่ที่ประมาณ 49,000 AUD ซึ่งพอไหวแต่มี Require 7 course of finance ซึ่งผมไม่มีอยู่ดี ผมเลยตัดทิ้งไปเหลือแค่อังกฤษนะครับ)
            2.4 เมืองที่เราจะต้องไปอยู่ ต้องรู้การใช้ชีวิตของตัวเองหน่อยๆ อย่างผมเป็นคนกลัวความเงียบ ผมก็อยากจะไปเมืองที่ใหญ่ๆหน่อย ถ้าไปอังกฤษก็อยากจะไป London นี่แหละครับ แต่ก็มองที่อื่นๆไว้บ้างที่เป็นเมืองที่ใหญ่หน่อย หรือใกล้ๆ London

สำหรับผมก็หาข้อมูลประมาณนี้ผมใช้เวลาประมาณ 2 วันนะครับ ผมว่าไม่ยากเลย เพราะสมัยนี้มี Google รู้ทุกอย่างครับ แค่ช่วงแรกจะงงทางนิดหน่อย พอไปถูกทางก็เร็วขึ้นเยอะเลย ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมควรเรียนภาษาหรือ GMAT จากที่หาข้อมูลมา แต่ผมได้รับคำปรึกษาจากเพื่อนที่เคยไปเรียนมา ผมว่าหลายๆคนใช้วิธีนี้ก็คือถาม “เอเจนซี่” และเพื่อนผมยังบอกมาอีกว่าแต่ละเอเจนซี่ต้องอยู่ที่เราไปเจอใครด้วย เพราะบางคนเจอพนักงานใหม่ก็ไม่สามารถตอนเราได้ดีนักสักเท่าไร เค้าเลยแนะนำชื่อ เอเจนซี่ พร้อมชื่อพนักงานมา แต่ผมไม่ได้ไปใช้บริการหรอกนะครับ เพราะผมคิดว่ามันจะดูเยอะเกินไปถ้าโทรไปเอเจนซี่แล้วถามหาพี่คนนั้นเลย ซึ่งตอนนี้พี่คนนั้นอาจจะลาออกหรือทำอย่างอื่นไปแล้วเนื่องจากเพื่อนผมก็ไปมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ผมก็เลยใช่วิธีไปหลายๆเอเจนซี่แทน แล้วก็ เอเจนซี่ ไม่ได้คิดค่าบริการนะครับ เท่าที่ทราบเอเจนซี่จะได้เงินจากการที่ส่งเราเข้ามหาลัยนั้นๆอยู่แล้ว

    3 เอเจนซี่ ผมว่าช่วยได้เยอะมาก ยิ่งเรามีข้อมูลอยู่แล้วการคุยกัน จะง่ายและรวดเร็วมากขึ้น เค้าจะช่วยยืนยันความคิดของเรามากขึ้น ว่าที่เราหามาดูใช่ไหม แล้วเราเองก็จะได้ฟังอย่างมีวิจารณญานมากขึ้นว่าที่เค้าเล่ามาตรงกับที่เราหาข้อมูลมาไหม ขั้นตอนควรเป็นอย่างไร ระยะเวลาการสมัคร รวมถึงเทคนิคต่างๆที่ควรรู้ ซึ่งผมคิดว่าผมโชคดีมากๆผมไปมาสองที่เอง แต่ทั้งสองแห่งผมเจอคนที่รู้สึกว่าเก่งมากตอบคำถามได้อย่างละเอียด อาจจะมีตอบไม่ตรงกันบางแต่ก็พอเป็นแนวทางให้เราได้มากขึ้น ว่าระดับคะแนนแบบนี้ไปทางไหนได้บ้าง ต้องเขียน SOP แบบไหน แล้วก็ทั้งหมดที่คุยกันวันนี้คือ ฟรี ครับ ดีตรงนี้ นี่แหละ สำหรับคนที่จะเรียนสาย Finance ผมว่าสายอื่นๆก็น่าจะคล้ายๆกันก็คือจะมีมหาลัยที่เอเจนซี่ไม่ได้รับยื่นเอกสารโดยตรงอันนี้ก็อาจจะต้องไปหลายๆเอเจนซี่หน่อย อย่างของผมคือโชคดีมาก ผมถามเอเจนซี่นึงไปว่าถ้า Warwick ละ เค้าตอบกลับมาเลยว่า พี่คิดว่าเป็นเอเจนซี่ชื่อนี้นะเค้ารับทำเรื่อง น้องลองติดต่อดู รู้สึกไม่ได้แนะนำแต่ของตัวเอง ซึ่งดีมากๆเลย มีเอเจนซี่นึงบอกผมไปถึงขั้นเงินที่ต้องเตรียมไว้ในบัญชีตอนขอวีซ่า ทั้งที่จริงๆมันอีกนานมาก แต่ทั้งนี้ผมไปได้แค่ 2 เอเจนซี่เนื่องจากเอเซนซี่นึงผมใช้เวลาไปชั่วโมงกว่าๆและรู้สึกว่าได้ข้อมูลเยอะมากอาจจะต้องเอามาย่อยก่อนถ้ามีคำถามที่ไม่เครียค่อยหาข้อมูลเพิ่ม

ตอนนี้ขั้นตอนของผมจบลงแค่ตรงนี้แหละครับ สิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปก็คือแผนคร่าวๆ ต่อไป
    1 List มหาวิทยาลัยและสาขาที่ต้องการจะเรียน ทำอันดับ 1-10 ที่ต้องการมากที่สุดก่อน แล้วเขียนคุณสมบัติพร้อมค่าเทอมเอาไว้ ย้ำเตือนว่าเราต้องทำคุณสมบัติให้ครบเพื่อไปให้ถึง
    2 ทำคุณสมบัติให้ครบ แน่ๆสำหรับผมคงต้องไปเรียนก่อน เพราะมหาวิทยาลัยที่ผมอยากได้ ส่วนใหญ่ต้องการ IELTS  7 ส่วน GMAT ผมได้คำตอบที่ไม่เหมือนกันนะครับ เอเจนซี่นึงบอกว่ามีก็ดี แต่อีกที่บอกว่าพี่เคยส่งน้องไปถ้าคุณสมบัติผ่านแต่ติด GMAT คือไม่เคยเรียนวิชาคำนวนมาเลย เค้าจะขอคะแนน GMAT เพิ่มพร้อมส่งเกณฑ์มาให้ (ปกติที่ถามน่าจะ 600+) แล้วเราค่อยไปสอบก็ได้ ตอนนี้ผมเลยคิดว่า GMAT เอาไว้ก่อน ผมจบโทแบบมีวิชาคำนวนมาพอสมควร
    3 คำนวนค่าใช้จ่าย แต่ละมหาลัยอย่างของที่ผมเลือกมีค่าใช้จ่ายต่างกันเยอะอยู่เหมือนกัน เอาแค่ตัวเลขในบัญชีตอนขอวีซ่า เอเจนซี่บอกผมว่า เอาค่าเทอม + ค่าครองชีพ (London 1265 x 9 mth.) สลบเลยครับ ของผมอันที่อยากไปที่สุดอยู่ที่ 2.5 ล้าน ไม่รวมเรียนภาษา แต่อย่างที่ผมบอกไปตอนแรก ถ้าได้มหาวิทยาลัย Ranking สูงเรียนน่าจะดีกว่านะครับ เสียเงินเพิ่มขึ้นตอนนี้ แลกกับการเป็นปัญหาที่จบมาแล้วไม่ได้ใช้มันจริงๆ คุ้มกว่าเยอะ
       4 วาง Timeline ของชีวิต คือไม่รู้จะโชคดีหรือโชคร้าย ตอนแรกผมคิดว่าควรไปเร็วที่สุดคิดแล้วต้องทำเลย แต่พอมารู้ถึงกระบวนการ ความยุ่งยากของการไปเรียนต่อก็ดูจะเยอะเหมือนกัน อย่างของผมหลักๆคือการสอบภาษาและหาเงินค่าเทอม ซึ่งมีเอเจนซี่นึงบอกผมว่าสอบตอนนี้ ทำเรื่องตอนนี้อาจจะไปทัน เปิดเทอมปีนี้ ซึ่งผมคิดว่าปีหน้าอาจจะดีกว่า เพราะเอาจริงๆการไปเรียนต่อตอนอายุ 30 ของผมต้องใช้วิธีพิจารณาและเตรียมตัวเยอะเหมือนกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่