ก่อนอื่นขอสงวนธุรกิจเอาไว้นะครับ เอาเป็นว่าเป้นการขายสินค้ามือสองราคาสูง ราคาหลักหมื่น - สูงสุดแสนนิดๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีค่าเช่าที่ใดๆ ตอนทำงานประจำทำเป็น part-time เพิ่งออกมา full-time 4ปีครับ
ธุรกิจมีสะดุดบ้างเป็นธรรมดา สะดุดตลอดเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องแปลก
ส่วนตัวทำงานด้านนี้มาร่วม10ปี ทำมาไม่เคยประสบเหตุพบเจออะไรที่มันเลวร้ายขนาดนี้
ขอไม่ขยายความว่า "เลวร้ายตรงไหน" เจ้าของธุรกิจตอนี้น่าจะเข้าใจสถานการณ์ดี
แต่ผมเข้าใจดีมีเพื่อนร่วมชะตากรรมเยอะอยู่ จากวงใน
เข้าเรื่องดีกว่า ตรงประเด็น
ถ้าเป็นคุณ จะทำอย่างไรกับรายจ่ายเดือนละ 40000 บาท
ของแจงแจงเป็น
ค่าผ่อนบ้าน 9000 , ค่าผ่อนรถ มี2คัน คันแรก6000 คันที่สอง5000
บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด จ่ายขั้นต่ำร่วม20000บาท (บางส่วนต้องยอมรับว่าใช้จ่ายมากเกินไป และบางส่วนประมาณ 70%อยู่ในสต็อคสินค้าที่ยังขายไม่ออก และคาดว่าจะอยู่ร่วมกันอีกซักพัก)
ธุรกิจมันเริ่มมีปัญหามาตั้งแต่ช่วง กุมภา แล้วแต่มันยังพอหมุนไปได้เรือยๆด้วยบุญเก่าที่สะสมไว้
มาเริ่มวิกฤตจริงๆก็ช่วงหลังๆนี้ รายได้มีเข้ามาแต่พอแค่ค่ากินค่าอยู่ ไม่พอภาระต่างๆ ต้องเรียกว่าไม่มีรายได้เลย
หลายเดือนแล้วที่เริ่มเอาเงินที่มีมาผ่อนบ้านผ่อนรถ จ่ายบัตรเครดิต ซึ่งตอนแรกมีหลักแสนและเริ่มลดลงตั้งแต่ต้นปี
ผมเอาเงินไปจ่ายค่าใช้จ่าย FIX (ไม่รู้เรียกถูกไหม แต่ผมหมายถึงค่าผ่อนบ้านผ่อนรถ)
และเริ่มกดเงินสดจากบัตรเครดิตเพื่อจ่ายบัตรตัวมันเอง
เช่นขั้นต่ำมา 5000 ดอกเบี้ยตามบิล400 ผมจะกดเงินสดจากบัตรนั้น 4600บาท และเติมเงินตัวเองลงไป400 เพื่อให้หนี้ไม่เพิ่มไม่ลด
และทำแบบนี้ทุกบัตร มา2เดือนแล้ว
ตอนนี้ผมรู้ตัวว่ากำลังเข้าสู่วงจรความ "เรือ-หาย" แต่งานมันไม่มีรายได้ใดๆ ที่มีก็ไม่พอ คนซื้อของยากขึ้น ขายแพงก็ไม่เอา ขายถูกก็ว่ายังแพง ทั้งที่ขายแบบนี้มา10ปีได้แล้ว
และไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยงธุรกิจนี้ไม่ให้ล่มจนกว่าประเทศชาติจะฟื้นตัวได้ไหม ทั้งที่อยู่ในวงการมา10ปี แต่ตอนนี้ยังหาทางออกไม่ได้ และพยายามกอดทุกอย่างไว้ ทั้งบ้าน รถ ทรัพย์สินภายในบ้านที่ถ้ามันวิกฤติจริงๆอาจจะขายทอดตลาดพอค่าใช้จ่ายซัก2เดือน แต่ก็ยังไม่ขาย
จากธุรกิจที่เงินไม่ขาด กลายเป็นขาดแบบติดลบ บางชิ้นตัดใจขายขาดทุนไปก็มี ตอนนี้กลายเป็นเงินลงทุนของทั้งธุรกิจมาจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ที่ตอนนี้ผมหยุดเพิ่มสินค้าแล้ว และขายเท่าที่มี
ตอนนี้สต็อคสินค้ามาอยู่ประมาณ 3แสนบาท เงินส่วนตัวติดแบงค์ไว้เหลือแค่หมื่นว่าบาท เงินทุนสินค้ามาจากบัตรเครดิตที่จ่ายขั้นต่ำอยู่ทั้งหมด
CASE 1 : คำถาม ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไงไม่ให้เสียเครดิต โดยรักษาของหลักๆเอาไว้ คือ บ้าน และรถ
- บ้านผมหาทางรีไฟแนนท์อยู่เพื่อเอาส่วนต่างแต่หมดหนทางเพราะไม่มีงานประจำทำแล้ว (ออกจากงานมา4ปีแล้ว)
ใครมีคำแนะนำดีๆเกี่ยวกับการลดภาระผ่อนบ้าน หรือ การเอาเงินที่ผ่อนไปแล้วกลับมาเป็นเงินก้อนเพื่อเป็นหนี้ทางเดียว
- รถที่ผ่อนอยู่2คัน ผมไม่ได้ยึดติดแต่มันต้องอยู่ทั้ง2คัน
- คันแรกเป็นรถที่ใช้วิ่งงาน ส่งของ ไม่สามารถเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผ่อน5000ใกล้หมดแล้วสิ้นปีนี้ คันนี้ต้องกัดฟันเอาให้จบแล้วโอนเป็นชื่อแฟน(ไม่ได้จดทะเบียน)
- คันที่สองเป็นรถส่วนตัวของพ่อ ซึ่งตอนนี้ที่บ้านยังไม่รู้สถานะการเงิน
- อีกคันผ่อนหมดไปแล้ว รถเก๋งทั่วไป ราคาไม่ถึง1.5แสนแล้วตอนนี้ คันนี้เป็นชื่อแฟนที่ไม่ได้จดทะบียน ตกลงกันไว้ว่าอย่างน้อยถึงล้มไปเราก็ไม่ต้องไปนั่งรถเมล์ เลยตัดสินใจไม่ขาย เพราะเงินจำนวนนี้ไม่ได้ช่วยอะไรมาก 3เดือนก็หมดแล้ว
ตอนนี้ผมรู้ตัวดีว่านี่คือวงจรความ "เรือ-หาย" สมบูรณ์แบบ คือ กดบัตรเครดิตผ่อนบ้านผ่อนรถ แต่ผมไม่รู้จะทำยังไง ซึ่งคาดว่าจะต้องทำสิ้นเดือนนี้
หลักๆตอนนี้ปัญหาใหญ่คือค่าผ่อนบ้าน และต้องการรักษาเครดิตเอาไว้ และจากการคำนวณบัตรทุกใบที่ถืออยู่ (หลายสิยใบ) จะวงเงินเต็มในประมาณ 1ปี ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกเดือน
- ซึ่งถ้าทำแบบนี้ รถที่ใช้วิ่งงาน จะผ่อนจนตลอดรอดฝั่งและรีบเปลี่ยนมือได้ทัน
CASE 2 : ถ้าถึงขั้นล้มแล้ว
ถ้าอยากรักษาบ้านเอาไว้ ความต้องทำอย่างไร พูดถึงบ้านอย่างเดียวอย่างอื่นช่างมัน ยอดหนี้บ้านเหลือประมาณ8แสน
- ถ้าเราหาวิธีเปลี่ยนมือบ้านหลังนี้เป็นชื่อแฟนที่ไม่ได้จดทะเบียน ก่อนที่จะเสียเครดิตทั้งหมด จะมีปัญหาตามหลังไหม
- ไม่มีการจดทะเบียน อยู่กันมาเป็นสิบปีแล้ว
- แฟนไม่มีชื่อทะเบียนบ้านในบ้านหลังนี้
- ไม่เคยมีการทำธุรกรรมใดๆร่วมกัน จะมีก็คือโอนเงินให้กันเกี่ยวกับธุรกิจบ้าง และแฟนจะจ่ายค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เป็นชื่อผมผมผ่านinternet bank (ทุกเดือน)
- ถ้าตัดสินใจปล่อยล้มแล้ว ถ้าสามารถโอนบ้านเป็นชื่อแฟนได้ แล้วเลี้ยงหนี้ไว้ซักครึ่งปีด้วยการกดบัตรจ่ายบัตร จะถือว่าถ่ายเททรัพย์สินไหม
- สมมุติ หลังจากโอนบ้าน โอนรถเป็นชื่อแฟนเรียบร้อย ถ้าทุกอย่างยังพังเหมือนเดิม จะทนรักษาเครดิตไว้ซักครึ่งปี ยอมย้ายชื่อออกจากเจ้าบ้านตั้งแต่วันที่ซื้อขาย แล้วปล่อยล้มหลังจากนั้น (ซึ่งหมายถึงหลังจาก6เดือนที่เปลี่ยนมือบ้านไปแล้ว จะเริ่มยุดผ่อนทีละตัว และหยุดทั้งหมด)
ขออภัยที่ร่ายยาวเลยนะครับ ขอบคุณครับ
ถ้าคุณมีค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ40000บาท แต่ธุรกิจชะงักไม่มีรายได้มาตั้งแต่เดือนเมษา จะทำยังไง???
ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีค่าเช่าที่ใดๆ ตอนทำงานประจำทำเป็น part-time เพิ่งออกมา full-time 4ปีครับ
ธุรกิจมีสะดุดบ้างเป็นธรรมดา สะดุดตลอดเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องแปลก
ส่วนตัวทำงานด้านนี้มาร่วม10ปี ทำมาไม่เคยประสบเหตุพบเจออะไรที่มันเลวร้ายขนาดนี้
ขอไม่ขยายความว่า "เลวร้ายตรงไหน" เจ้าของธุรกิจตอนี้น่าจะเข้าใจสถานการณ์ดี
แต่ผมเข้าใจดีมีเพื่อนร่วมชะตากรรมเยอะอยู่ จากวงใน
เข้าเรื่องดีกว่า ตรงประเด็น
ถ้าเป็นคุณ จะทำอย่างไรกับรายจ่ายเดือนละ 40000 บาท
ของแจงแจงเป็น
ค่าผ่อนบ้าน 9000 , ค่าผ่อนรถ มี2คัน คันแรก6000 คันที่สอง5000
บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด จ่ายขั้นต่ำร่วม20000บาท (บางส่วนต้องยอมรับว่าใช้จ่ายมากเกินไป และบางส่วนประมาณ 70%อยู่ในสต็อคสินค้าที่ยังขายไม่ออก และคาดว่าจะอยู่ร่วมกันอีกซักพัก)
ธุรกิจมันเริ่มมีปัญหามาตั้งแต่ช่วง กุมภา แล้วแต่มันยังพอหมุนไปได้เรือยๆด้วยบุญเก่าที่สะสมไว้
มาเริ่มวิกฤตจริงๆก็ช่วงหลังๆนี้ รายได้มีเข้ามาแต่พอแค่ค่ากินค่าอยู่ ไม่พอภาระต่างๆ ต้องเรียกว่าไม่มีรายได้เลย
หลายเดือนแล้วที่เริ่มเอาเงินที่มีมาผ่อนบ้านผ่อนรถ จ่ายบัตรเครดิต ซึ่งตอนแรกมีหลักแสนและเริ่มลดลงตั้งแต่ต้นปี
ผมเอาเงินไปจ่ายค่าใช้จ่าย FIX (ไม่รู้เรียกถูกไหม แต่ผมหมายถึงค่าผ่อนบ้านผ่อนรถ)
และเริ่มกดเงินสดจากบัตรเครดิตเพื่อจ่ายบัตรตัวมันเอง
เช่นขั้นต่ำมา 5000 ดอกเบี้ยตามบิล400 ผมจะกดเงินสดจากบัตรนั้น 4600บาท และเติมเงินตัวเองลงไป400 เพื่อให้หนี้ไม่เพิ่มไม่ลด
และทำแบบนี้ทุกบัตร มา2เดือนแล้ว
ตอนนี้ผมรู้ตัวว่ากำลังเข้าสู่วงจรความ "เรือ-หาย" แต่งานมันไม่มีรายได้ใดๆ ที่มีก็ไม่พอ คนซื้อของยากขึ้น ขายแพงก็ไม่เอา ขายถูกก็ว่ายังแพง ทั้งที่ขายแบบนี้มา10ปีได้แล้ว
และไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยงธุรกิจนี้ไม่ให้ล่มจนกว่าประเทศชาติจะฟื้นตัวได้ไหม ทั้งที่อยู่ในวงการมา10ปี แต่ตอนนี้ยังหาทางออกไม่ได้ และพยายามกอดทุกอย่างไว้ ทั้งบ้าน รถ ทรัพย์สินภายในบ้านที่ถ้ามันวิกฤติจริงๆอาจจะขายทอดตลาดพอค่าใช้จ่ายซัก2เดือน แต่ก็ยังไม่ขาย
จากธุรกิจที่เงินไม่ขาด กลายเป็นขาดแบบติดลบ บางชิ้นตัดใจขายขาดทุนไปก็มี ตอนนี้กลายเป็นเงินลงทุนของทั้งธุรกิจมาจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ที่ตอนนี้ผมหยุดเพิ่มสินค้าแล้ว และขายเท่าที่มี
ตอนนี้สต็อคสินค้ามาอยู่ประมาณ 3แสนบาท เงินส่วนตัวติดแบงค์ไว้เหลือแค่หมื่นว่าบาท เงินทุนสินค้ามาจากบัตรเครดิตที่จ่ายขั้นต่ำอยู่ทั้งหมด
CASE 1 : คำถาม ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไงไม่ให้เสียเครดิต โดยรักษาของหลักๆเอาไว้ คือ บ้าน และรถ
- บ้านผมหาทางรีไฟแนนท์อยู่เพื่อเอาส่วนต่างแต่หมดหนทางเพราะไม่มีงานประจำทำแล้ว (ออกจากงานมา4ปีแล้ว)
ใครมีคำแนะนำดีๆเกี่ยวกับการลดภาระผ่อนบ้าน หรือ การเอาเงินที่ผ่อนไปแล้วกลับมาเป็นเงินก้อนเพื่อเป็นหนี้ทางเดียว
- รถที่ผ่อนอยู่2คัน ผมไม่ได้ยึดติดแต่มันต้องอยู่ทั้ง2คัน
- คันแรกเป็นรถที่ใช้วิ่งงาน ส่งของ ไม่สามารถเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผ่อน5000ใกล้หมดแล้วสิ้นปีนี้ คันนี้ต้องกัดฟันเอาให้จบแล้วโอนเป็นชื่อแฟน(ไม่ได้จดทะเบียน)
- คันที่สองเป็นรถส่วนตัวของพ่อ ซึ่งตอนนี้ที่บ้านยังไม่รู้สถานะการเงิน
- อีกคันผ่อนหมดไปแล้ว รถเก๋งทั่วไป ราคาไม่ถึง1.5แสนแล้วตอนนี้ คันนี้เป็นชื่อแฟนที่ไม่ได้จดทะบียน ตกลงกันไว้ว่าอย่างน้อยถึงล้มไปเราก็ไม่ต้องไปนั่งรถเมล์ เลยตัดสินใจไม่ขาย เพราะเงินจำนวนนี้ไม่ได้ช่วยอะไรมาก 3เดือนก็หมดแล้ว
ตอนนี้ผมรู้ตัวดีว่านี่คือวงจรความ "เรือ-หาย" สมบูรณ์แบบ คือ กดบัตรเครดิตผ่อนบ้านผ่อนรถ แต่ผมไม่รู้จะทำยังไง ซึ่งคาดว่าจะต้องทำสิ้นเดือนนี้
หลักๆตอนนี้ปัญหาใหญ่คือค่าผ่อนบ้าน และต้องการรักษาเครดิตเอาไว้ และจากการคำนวณบัตรทุกใบที่ถืออยู่ (หลายสิยใบ) จะวงเงินเต็มในประมาณ 1ปี ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกเดือน
- ซึ่งถ้าทำแบบนี้ รถที่ใช้วิ่งงาน จะผ่อนจนตลอดรอดฝั่งและรีบเปลี่ยนมือได้ทัน
CASE 2 : ถ้าถึงขั้นล้มแล้ว
ถ้าอยากรักษาบ้านเอาไว้ ความต้องทำอย่างไร พูดถึงบ้านอย่างเดียวอย่างอื่นช่างมัน ยอดหนี้บ้านเหลือประมาณ8แสน
- ถ้าเราหาวิธีเปลี่ยนมือบ้านหลังนี้เป็นชื่อแฟนที่ไม่ได้จดทะเบียน ก่อนที่จะเสียเครดิตทั้งหมด จะมีปัญหาตามหลังไหม
- ไม่มีการจดทะเบียน อยู่กันมาเป็นสิบปีแล้ว
- แฟนไม่มีชื่อทะเบียนบ้านในบ้านหลังนี้
- ไม่เคยมีการทำธุรกรรมใดๆร่วมกัน จะมีก็คือโอนเงินให้กันเกี่ยวกับธุรกิจบ้าง และแฟนจะจ่ายค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เป็นชื่อผมผมผ่านinternet bank (ทุกเดือน)
- ถ้าตัดสินใจปล่อยล้มแล้ว ถ้าสามารถโอนบ้านเป็นชื่อแฟนได้ แล้วเลี้ยงหนี้ไว้ซักครึ่งปีด้วยการกดบัตรจ่ายบัตร จะถือว่าถ่ายเททรัพย์สินไหม
- สมมุติ หลังจากโอนบ้าน โอนรถเป็นชื่อแฟนเรียบร้อย ถ้าทุกอย่างยังพังเหมือนเดิม จะทนรักษาเครดิตไว้ซักครึ่งปี ยอมย้ายชื่อออกจากเจ้าบ้านตั้งแต่วันที่ซื้อขาย แล้วปล่อยล้มหลังจากนั้น (ซึ่งหมายถึงหลังจาก6เดือนที่เปลี่ยนมือบ้านไปแล้ว จะเริ่มยุดผ่อนทีละตัว และหยุดทั้งหมด)
ขออภัยที่ร่ายยาวเลยนะครับ ขอบคุณครับ